posttoday
ยกเครื่องปปง.ขึ้นตรงนายกฯ สกัดเป็นเครื่องมือนักการเมือง

ยกเครื่องปปง.ขึ้นตรงนายกฯ สกัดเป็นเครื่องมือนักการเมือง

06 เมษายน 2558

โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์

โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์

การแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ทั้ง 3 ฉบับ คือ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย ร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และร่าง พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ของ ปปง. เพื่อให้สอดคล้องกับอนุสัญญาระหว่างประเทศ องค์กรระหว่างประเทศจะตรวจสอบประเมินสถานการณ์ของไทยในปี 2559 ซึ่งได้ผ่านการรับหลักการวาระที่ 1 ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ “ปปง.” ทั้งในแง่กฎหมายที่ “เข้มข้น” “อำนาจ” มากขึ้น รวมทั้งการโอนให้สำนักงาน ปปง.เป็นหน่วยงานที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรีโดยตรงจากเดิมที่จะต้องขึ้นตรงกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

การเปลี่ยนแปลงยังรวมการแก้ไขถึงการได้มาของตำแหน่งเลขาธิการ ปปง.ด้วย โดยคณะกรรมการ ปปง.จะต้องร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากสภาร่วมคัดเลือกรายชื่อเลขาธิการฯ เสนอต่อนายกฯ และต้องได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง มีวาระการดำรงตำแหน่ง 6 ปี จากเดิม 4 ปี

ร่างกฎหมายใหม่ฉบับนี้ ทำให้ ปปง.มี “อำนาจ” ที่มากขึ้น ทั้งด้านการประเมินความเสี่ยง การจัดทำแผนปฏิบัติการร่วมกับหน่วยงานของรัฐและส่งเสริมความร่วมมือของประชาชนในการต่อต้านการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย รวมถึงอำนาจในการสืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานและเพิ่มอำนาจให้เจ้าหน้าที่ ปปง.สามารถที่จะพกอาวุธปืนได้

ทั้งนี้ ปปง.เป็นองค์กรที่จะต้องกำกับดูแลและป้องกันการฟอกเงิน รวมถึงหน้าที่ยึดทรัพย์และตรวจสอบข้อมูลธุรกรรมทางการเงิน และตรวจสอบความผิดมูลฐาน 25 มูลฐานที่เข้าข่ายการฟอกเงิน ซึ่งหมายความว่า ปปง.มีอำนาจที่จะตรวจสอบเส้นทางการเงินผ่านองค์กรต่างๆ เช่น ธนาคารพาณิชย์ บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทจัดการกองทุนรวม บริษัทประกัน สหกรณ์ บริษัทรับแลกเปลี่ยนเงิน และนันแบงก์ที่ให้กู้เงิน ฯลฯ  ที่กำหนดทุกๆ องค์กรที่ทำธุรกรรมเงินสด 2 ล้านบาท หรือพบเห็นการทำธุรกรรมการเงินที่ต้องสงสัยจะฟอกเงินจะต้องแจ้ง ปปง.ทันที ถ้าเพิกเฉยมีโทษทั้งจำและปรับ 

รวมถึงการมีอำนาจที่จะสั่ง “แช่แข็ง” การโอนย้ายเงินหรือสินทรัพย์ได้ ทำให้ ปปง.เป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐบาลที่จะสกัดกั้นการฟอกเงินที่ได้มาจากการกระทำที่ผิดกฎหมาย การก่อการร้าย การพนัน การฉ้อโกง การต่อต้านรัฐบาล หรือเงินทุนสนับสนุนความเคลื่อนไหวด้านการเมือง

 ตัวอย่างที่ผ่านมา ปัญหาความขัดแย้งด้านการเมือง มาตรการหนึ่งที่พวกนายทุน นักการเมืองและพวกมีอิทธิพลเกรงกลัว คือ การสั่งให้ ปปง.ตรวจสอบเส้นทางการเงิน หรือการตัด “ท่อน้ำเลี้ยง” ปิดทุกช่องทางไม่ให้ถ่าย-โอนสินทรัพย์ได้ เป็นอาวุธสำคัญของรัฐบาลเพื่อสกัด “ขั้วตรงข้าม” เพราะหากไม่มี “ท่อน้ำเลี้ยง” ความเคลื่อนไหวอาจจะลดน้อยลงจนเหี่ยวเฉาไปเองก็ได้ 

 ดังนั้น เหตุผลการแก้ไขกฎหมาย ปปง.ที่จะให้ ปปง.มาอยู่ภายใต้อุ้งมือ “นายกฯ” นั้น จึงเป็นประเด็นสำคัญ

วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ให้เหตุผลการให้ ปปง.มาขึ้นตรงนายกฯ จะเกิดผลดี 3 ข้อ คือ 1.คล่องตัวขึ้นสามารถดูแลรับผิดชอบได้มากกว่า น่าจะให้หลักประกันเรื่องความเป็นธรรม นิติธรรม และประสิทธิภาพการทำงานได้

2.ปปง.ไม่ได้ทำงานโดดเดี่ยว แต่ประสานกับหน่วยงานอื่นจำนวนมาก อาจประสบปัญหาในการทำงาน จึงต้องอาศัยอำนาจนายกฯ ซึ่งนายกฯ จะมีอำนาจในการผลักดันขับเคลื่อนส่วนต่างๆ ได้มากขึ้น

3.ทำให้เกิดความไว้วางใจต่อนานาชาติได้ดีกว่า เพราะนายกฯ ซึ่งในฐานะหัวหน้ารัฐบาลสามารถดูแลรับผิดชอบได้มากกว่าน่าจะให้หลักประกันเรื่องความเป็นธรรม นิติธรรม และประสิทธิภาพการทำงานได้ดีกว่าในอดีต

“ร่างกฎหมายใหม่นี้ ทำให้ ปปง.ปลอดจากข้อครหาเรื่องการเป็นเครื่องมือทางการเมือง เพราะได้ให้นักการเมืองออกไปจาก ปปง.หมด โดยกำหนดให้ประธาน ปปง.ต้องไม่ใช่นักการเมือง ดังนั้น นายกฯ รองนายกฯ หรือรัฐมนตรี ไม่สามารถมานั่งเป็นประธาน ปปง.ได้” วิษณุ กล่าว

แม้แต่คณะกรรมการ ปปง.ก็มีการรื้อใหม่ กำหนดไม่ให้ “นักการเมือง” เข้ามาเป็นกรรมการได้ ดังนั้น ไม่ว่านายกฯ รองนายกฯ หรือรัฐมนตรี ไม่สามารถมานั่งเป็นประธาน ปปง. เพราะกฎหมายใหม่ ระบุชัดเจนให้มีผู้ทรงคุณวุฒิมาทำหน้าที่เป็นประธาน ปปง. ซึ่งจะทำให้คณะกรรมการ ปปง.รอดจากข้อครหาเรื่องการเป็นเครื่องมือทางการเมือง

ส่วนประเด็นการพ้นจากตำแหน่งของเลขาธิการ ปปง.จากเดิมที่กำหนดห้ามไม่ให้ไปดำรงตำแหน่งอื่น ซึ่งการให้เลขาธิการ ปปง.พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว แต่ยังนั่งเฝ้า ปปง.จะเป็นปัญหาต่อ ปปง.เอง เพราะยังมีอำนาจบารมีแฝงอยู่ ทำให้คนใน ปปง.เกิดความเกรงใจจึงต้องแก้ไขใหม่ให้ เลขาธิการ ปปง. เมื่อพ้นจากตำแหน่งแล้วต้องไปอยู่กระทรวงอื่น ยกเว้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ ปปง.

นานาเหตุผลการแก้ไขกฎหมายให้สำนักงาน ปปง. ขึ้นตรงต่อนายกฯ จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือในระดับนานาชาติ และทำให้กลไกในการตรวจสอบมีประสิทธิภาพมากกว่าการขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจากบทเรียนที่ผ่านมาภาพของ “ปปง.” จะถูกใช้เป็นเครื่องมือของรัฐบาลที่จะตรวจสอบและสกัดกั้นเส้นทางการเงินของพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม

นับจากนี้ต้องจับตามองต่อไปว่าการยกเครื่อง ปปง.ครั้งใหญ่ให้สามารถที่จะสกัดไม่ให้มี “นักการเมือง” ชักใยอยู่ข้างหลังได้จริงหรือไม่ การยกเครื่องแค่นี้เพียงพอจริงหรือไม่ หากนายกฯ ใช้อำนาจในทางที่มิควร

ที่สำคัญ ปปง.ยังเป็นอาวุธสำคัญของรัฐบาลที่จะปราบปรามฝ่ายตรงข้ามหรือศัตรูทางการเมืองได้เป็นอย่างดี ต้องติดตามดูกันต่อไปว่า ปปง.จะเป็นองค์กรอิสระได้โดยแท้จริงหรือไม่

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์