
ศก.สหรัฐเน่าใน แรงงานซบ-กำไรเอกชนฟุบ
เมื่อปลายปีที่ผ่านมา นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักเชื่อตรงกันว่า สหรัฐจะเป็นประเทศเดียวที่จะมีเศรษฐกิจฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่งในปีนี้
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
เมื่อปลายปีที่ผ่านมา นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักเชื่อตรงกันว่า สหรัฐจะเป็นประเทศเดียวที่จะมีเศรษฐกิจฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่งในปีนี้ และจะมีบทเป็นหัวรถจักรที่ฉุดลากเศรษฐกิจโลกให้พ้นจากความซบเซา
อย่างไรก็ตาม ตลอดช่วง 3 เดือนกลับปรากฏว่าดัชนีทางเศรษฐกิจต่างๆ กลับแย่ลงอย่างต่อเนื่องจนน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ปรับเพิ่มขึ้น 1.26 แสนตำแหน่งเท่านั้น อีกทั้งอัตราว่างงานสหรัฐไม่เปลี่ยนแปลง และยังคงอยู่ที่ 5.5%
เช่นเดิม
กรณีดังกล่าวนับเป็นการจ้างงานที่ขยายตัวต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2013 กลายเป็นการเปิดประเด็นว่าเกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจสหรัฐ?
ต้องยอมรับว่าการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดทุกเดือนก่อนหน้านี้ เป็นผลมาจากการโหมอัดฉีดนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของเฟด ทั้งนโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) และการใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำใกล้ศูนย์อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม การจ้างงานที่เติบโตขึ้นก่อนหน้านี้เป็นเพียงการโตแต่เพียงตัวเลขเท่านั้น ซึ่งหากไปค้นดูไส้ในจริงๆ จะพบว่าตัวเลขการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นไม่สามารถสะท้อนสภาพความเป็นจริงทางเศรษฐกิจได้แต่อย่างใด
ประการแรก ตัวเลขการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นนั้นเป็นเพียงการจ้างงานใน “ตำแหน่งงานชั่วคราวเท่านั้น” ขณะที่ตำแหน่งงานประจำกลับลดลง
ยืนยันได้จากข้อมูลจากกระทรวงแรงงานสหรัฐที่ระบุว่า อัตราการจ้างงานชั่วคราวยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 6.6 ล้านคน เมื่อเดือน ก.พ. เป็น 6.7 ล้านคน ในเดือน มี.ค. สวนทางการจ้างงานในตำแหน่งงานประจำกลับลดลงมาอยู่ที่ 29.9% จากเดิมที่ 31.1%
ที่เป็นเช่นนี้ เพราะสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ของสหรัฐทำให้ภาคเอกชนไม่มีรายได้เพียงพอที่จะแบกรับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการจ้างพนักงานประจำ
ต้องยอมรับว่าการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นในตำแหน่งงานชั่วคราว ไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้เท่ากับตำแหน่งงานประจำ เพราะแรงงานจะได้ค่าจ้างน้อยกว่า ได้สวัสดิการน้อยกว่า และที่สำคัญการจ้างในตำแหน่งชั่วคราวมีการขึ้นค่าจ้างน้อย และไม่มีการเลื่อนตำแหน่ง
พูดอีกนัยหนึ่งคือ ตำแหน่งงานชั่วคราวไม่ประกันอนาคต ที่แย่กว่านั้นคือ ลูกจ้างอาจถูกเลิกจ้างเมื่อไรก็ได้ ฉะนั้นแรงงานที่ไหลเข้าไปสู่การจ้างงานชั่วคราวมากขึ้น ไม่มีความมั่นใจในการใช้จ่าย เนื่องจากไม่มั่นใจในอนาคตนั่นเอง
ความไม่มั่นใจในการใช้จ่ายยังเป็นผลมาจากการขึ้นค่าจ้างในสหรัฐที่อยู่ในอัตราต่ำ โดยเฉลี่ยของสหรัฐเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ยังอยู่ที่ 0.3% เท่านั้น หลังจากเพิ่ม 0.1% เมื่อเดือน ก.พ. ทำให้สัดส่วนการขึ้นค่าจ้างต่อปี 2.1% เท่านั้น
สัดส่วนดังกล่าวเท่ากับสัดส่วนการขึ้นค่าจ้างในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และแทบไม่มีความหมายเมื่อเปรียบเทียบกับอัตราเงินเฟ้อ
สภาพตลาดแรงงานเช่นนี้จึงไม่สามารถช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ซบเซาได้ เนื่องจากคนส่วนใหญ่ไม่มั่นใจในการใช้จ่าย ทำให้ขาดแรงขับเคลื่อนสำคัญทางเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ ความอ่อนแอของตลาดแรงงานยังเกิดจากความพยายามโหมขุดเจาะน้ำมันในชั้นหินดินดาน (เชลออยล์) ซึ่งทำให้น้ำมันมีราคาถูกลงจากปริมาณน้ำมันที่ไหลเข้าสู่ตลาดมากขึ้น ราคาน้ำมันในปัจจุบันปรับตัวลดลงกว่า 50% เมื่อเทียบกับช่วงเดือน มิ.ย.ของปีที่แล้ว
โดยปกติราคาน้ำมันซึ่งถือเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจมีราคาลดลง ก็จะทำให้สินค้าทั่วไปในท้องตลาดมีราคาลดลงด้วย กระตุ้นให้มีการใช้จ่ายมากขึ้น ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม ด้วยความไม่มั่นใจการบริโภคในปัจจุบันอันเกิดจากการจ้างงานในตำแหน่งงานชั่วคราว จึงทำให้น้ำมันราคาถูกไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างที่เคยเป็น
นอกจากนี้ ราคาน้ำมันที่ต่ำเตี้ยยังกลายเป็นดาบสองคมที่หวนกลับมาทำลายอุตสาหกรรมพลังงานของสหรัฐเอง เพราะทำให้ธุรกิจพลังงานบางแห่งไม่มีกำไร จนส่งผลให้บริษัทบางแห่งเลือกที่จะชะลอการขุดเจาะแหล่งน้ำมันใหม่ๆ
นำไปสู่การเกิดการเลิกจ้างในอุตสาหกรรมพลังงาน ซึ่งถือเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และยิ่งซ้ำเติมความอ่อนแอของตลาดแรงงาน
เช่นเดียวกับความจำเป็นที่ต้องเริ่มกลับไปใช้นโยบายทางการแบบปกติของเฟดหลังจากที่ดำเนินนโยบายผ่อนคลายมาตลอด 6 ปี กอปรกับการโหมอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) และยุโรป (อีซีบี) ยังกลายเป็นตัวบ่อนทำลายตลาดแรงงานสหรัฐอีกเช่นกัน
เนื่องจากความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งขึ้น แล้วส่งผลให้สินค้าที่ผลิตในสหรัฐราคาแพงขึ้นเมื่อเทียบกับสินค้าของคู่แข่งราว 20% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ทำให้ยอดขายสินค้า “เมด อิน ยูเอสเอ” ปรับตัวลดลง
แน่นอนว่ากรณีดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการส่งออกในภาพรวมอย่างแน่นอน ท่ามกลางตลาดโลกที่ยังคงซบเซาเช่นนี้ และส่งผลต่อกำไรของภาคเอกชน ไม่เฉพาะภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเอกชนสัญชาติสหรัฐที่ออกไปตั้งธุรกิจนอกประเทศด้วยเช่นกัน เพราะต้องเผชิญกับภาวะกำไรซึ่งอยู่ในรูปแบบสกุลเงินท้องถิ่นแลกกลับเป็นสกุลเงินเหรียญสหรัฐได้น้อยลง ส่งผลให้กำไรน้อยลงด้วย
ภาวะเช่นนี้กระทบต่อตลาดแรงงานด้วยเช่นกัน เช่น บริษัท มาร์ลีน สตีล ผู้ผลิตเหล็กกล้าในรัฐแมริแลนด์ ต้องตัดสินใจรัดเข็มขัดด้วยการระงับแผนการจ้างแรงงานใหม่ชั่วคราว
พูดอีกนัยหนึ่งคือการแข็งค่าของสกุลเงินเหรียญสหรัฐกำลังบ่อนทำลายตลาดแรงงานในสหรัฐเช่นกัน
ทั้งนี้ ตลาดแรงงานมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจสหรัฐอย่างยิ่ง เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐมีการบริโภคภายในเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญ ฉะนั้นหากตลาดแรงงานซบเซาย่อมทำให้ความมั่นใจในการบริโภคลดลง แล้วจะฉุดเศรษฐกิจสหรัฐให้ซบเซาตามไปด้วย
กรณีดังกล่าวยืนยันได้จากดุลการค้าของสหรัฐที่ปรับตัวลดลง 17% เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา จนมาอยู่ที่ขาดดุล 3.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ จากเดิมที่ 4.26 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อเดือน ม.ค. สะท้อนว่าสหรัฐไม่มีกำลังซื้อในการนำเข้าสินค้า
โดยการนำเข้าในเดือนดังกล่าวอยู่ที่ 2.2 แสนล้านเหรียญหสรัฐ ซึ่งต่ำที่สุดตั้งแต่เดือน เม.ย. 2011
ดังนั้น ตัวเลขแรงงานเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเพิ่มขึ้นต่ำสุดตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2013 จึงเผยให้เห็นไส้ในของความอ่อนแอของเศรษฐกิจสหรัฐเป็นครั้งแรก นอกจากนี้ยังมีผลกระทบจากการส่งออกที่ลดลงและกำไรของภาคเอกชนอีกด้วย
เศรษฐกิจสหรัฐขณะนี้จึงไม่มั่นคงอย่างยิ่ง แม้ภายนอกจะดูดีมีความหวัง แต่ซ่อนความอ่อนแอภายในที่หากเกิดการสะสมนานๆ ย่อมสะเทือนถึงเศรษฐกิจภาพรวมอย่างแน่นอน







