
‘พุทโธเลี่ยน’ทำไม?
ผมได้ยินคำว่า “พุทโธเลี่ยน” ในเครือข่ายสังคมออนไลน์มาระยะหนึ่ง แต่ไม่แน่ใจว่าคำนี้มีนิยามครอบคลุมแค่นี้
โดย...กรกิจ ดิษฐาน
ผมได้ยินคำว่า “พุทโธเลี่ยน” ในเครือข่ายสังคมออนไลน์มาระยะหนึ่ง แต่ไม่แน่ใจว่าคำนี้มีนิยามครอบคลุมแค่นี้ กระทั่งลองสืบๆ ดู พอจะแน่ใจว่า หมายถึงชาวพุทธที่นับถือกระพี้มากกว่าแก่น นับถือพระพุทธรูปมากกว่าพุทธรรม เชื่อถือในเรื่องมหัศจรรย์มากกว่าการบรรลุธรรม น่าจะอะไรเทือกนี้
ปัญหาอยู่ที่ว่าบางครั้งเกิดกรณีดูหมิ่นพระพุทธรูป รูปเคารพทางศาสนา หรือพระพุทธองค์ เมื่อมีคนวิจารณ์การกระทำที่ว่า มักจะถูกตราหน้าให้เป็นพุทธแบบไร้หัวคิด ทำนองว่าไปปกป้องทำไมพระอิฐพระปูน ไม่ใช่แก่นแท้ศาสนา ศาสนาอยู่ที่หลักธรรม ว่าแล้วก็เหยียดหยามพุทโธเลี่ยนสารพัด ว่า “ดิ้น” ไม่เข้าท่า ช่างห่างไกลจากความเป็น “พุทธแท้”
ผมก็ว่ามันก็ถูกอยู่ แต่ยังถูกไม่หมด
จริงอยู่การที่พระพุทธองค์ไม่ได้บัญญัติรูปปฏิมาเป็นศาสดาแทนพระองค์ และทรงประกาศให้พระธรรมวินัยนี้เป็นศาสดา อีกทั้งพระพุทธรูปยังเป็นประดิษฐกรรมของคนรุ่นหลัง
หากทว่านับแต่มีพระพุทธรูปขึ้นในโลก ชาวพุทธล้วนถือว่าเป็นตัวแทนพระองค์ในการใช้ระลึกถึงพระองค์ ถึงมีตำนานกันว่ารูปพระพุทธเจ้าบางรูปนั้นสร้างขึ้นตรงกับพระลักษณะจริงๆ (พุทธรูปแก่นจันทร์) หรือพระเป็นเจ้าทรงมอบลมหายใจให้ (พระมหามัยมุนี) ผู้มีศรัทธาแก่กล้าได้แลเห็นแล้วอาจใช้เป็นพุทธานุสสติ แล้วยกขึ้นเป็นวิปัสสนา สามารถบรรลุธรรมได้ ดังในสมัยพุทธกาลมีพระวักกลิเถระกับพระสิงคาลมาตาเถรี
สมัยปัจจุบันครูบาอาจารย์ไม่น้อยสอนว่า ให้ภาวนาพุทโธเป็นพุทธานุสสติ หากยังไม่แน่วแน่พอให้ยึดรูปพระพุทธเป็นอารมณ์ เมื่อใจมีแต่รูปพระ ก็ง่ายต่อการนึกถึงพระ เมื่อนึกถึงพระก็นึกถึงคุณสมบัติท่าน เมื่อนึกถึงคุณท่านก็ได้พระธรรม
จะเห็นได้ว่า พุทธปฏิมานั้นมิใช่เป็นแค่อิฐแค่ปูนอุปโลกน์ขึ้นมาหลอกคนโง่ แต่เป็นอุปกรณ์ทางธรรมชั้นสูง คนมีปัญญาแก่กล้าย่อมใช้ประโยชน์อย่างปฏิบัติบูชา คนมีปัญญารองลงมาใช้ประโยชน์ในทางอามิสบูชา
หากเป็นรูปถ่ายพ่อแม่เรา ครูบาอาจารย์เรา เมื่อมีคนมาย่ำยี เป็นใครก็ยากจะทนได้ ฉันใดก็ฉันนั้น
ดังนั้น ด้วยความที่ชาวพุทธยกย่องพระพุทธเจ้าเป็นบรมครู การเหยียดหยามรูปพระพุทธเจ้าจึงควรนับเป็นการกระทำอกตัญญูอย่างหนึ่ง แม้ยินยอมให้ทำเช่นนั้น หรือเย้ยหยันผู้ที่ท้วงติงก็เข้าข่ายเดียวกัน
อนึ่ง มนุษย์เราร้อยพ่อพันแม่ หมื่นแสนอุปนิสัย จะให้สอนอย่างเดียวกันไม่ได้ พระพุทธองค์จึงทรงใช้ “อนุปุพพิกถา” เลือกสอนสรรพสัตว์ตามนิสัยเป็นลำดับ จากง่ายไปหายาก เริ่มจากใช้อามิส คือ ทาน ไปจบที่เนกขัมมะ คือการออกจากกามไม่แยแสรูปลักษณ์เป็นที่สุด
การไม่แยแสพระพุทธรูปเป็นผลของการปฏิบัติธรรมชั้นสูงสุดเป็นลำดับขั้น เมื่อถึงที่สุดแล้วอริยบุคคลเล็งเห็นทวิลักษณะ คือ สมมติและปรมัตถ์ ท่านจึงทั้งเคารพและปลงไปในเวลาเดียวกัน เป็นการอนุโลมตามธรรมเนียมโลกแต่ไม่ติดข้องอยู่กับโลกนั่นเอง
แต่คนที่อ้างธรรมย่ำยีคนอื่น คิดจะให้คนทุกคนไม่แยแสรูปลักษณ์ออกจะข้ามขั้นตอนเกินไปอย่างคนไม่ประสาในหลักธรรมเอาเสียเลย







