
หวยชาเขียว
หน้าร้อน คือฤดูกาลทำรายได้ของบริษัทเครื่องดื่ม โดยเฉพาะชาเขียว ซึ่งทุ่มงบประมาณมหาศาล
โดย...ภัสน์วจี ศรีสุวรรณ์ เครือข่ายพุทธิกา http://www.budnet.org
หน้าร้อน คือฤดูกาลทำรายได้ของบริษัทเครื่องดื่ม โดยเฉพาะชาเขียว ซึ่งทุ่มงบประมาณมหาศาล และหากลยุทธ์ชิงไหวชิงพริบกับคู่แข่งเพื่อให้ถึงใจผู้บริโภคมากที่สุด และนับวันการต่อสู้จะเข้มข้นยิ่งขึ้น ดูได้จากของรางวัลที่ใหญ่ขึ้น จากรถจักรยานยนต์เป็นรถยนต์ จากรถธรรมดาเป็นรถหรู และความถี่ที่มากขึ้นจากรายเดือนสู่รายวันและรายชั่วโมง ทว่างานนี้ใครได้ใครเสีย
ปีนี้พอเริ่มปีใหม่ ชาเขียวยี่ห้อหนึ่งที่ประกาศตัวเป็นเจ้าตลาด ประกาศแจกรถเบนซ์ 50 คัน 50 วัน ส่วนชาเขียวคู่แข่งที่ประกาศตัวเป็นเจ้าตลาดเช่นกัน ก็ประกาศสู้ด้วยการแจกทองคำรายวัน 60 วัน 60 ล้านบาท และรายชั่วโมง ชั่วโมงละ 1 หมื่นบาท เรียกได้ว่าเปิดขวดกินชาเขียวเมื่อใดก็นั่งรอลุ้นโชคในชั่วโมงต่อไปได้เลยทีเดียว ขณะที่หวยทั่วไปมีการออกรางวัลเพียงเดือนละ 2 ครั้ง หรือหากเป็นการเล่นหวยหุ้นก็มีการเล่นเลขท้ายตามดัชนีหุ้นเพียงวันละครั้งเท่านั้น แต่ชาเขียวออกรางวัลทุกชั่วโมง บางคนเรียกว่า “หวยชาเขียว”
ผลลัพธ์ คือ มีคนไม่น้อยที่ลงทุนซื้อขาเขียวทุกวัน วันละหลายขวดเพื่อล่ารางวัล บางคนคิดว่าคุ้มค่ากว่าซื้อลอตเตอรี่เสียอีก ใช้เงินซื้อชาเชียวขวดละ 20 บาท แต่มีโอกาสได้รถหรูหรือทองคำ และยังได้ดื่มน้ำชาเขียวหวานเย็นชื่นใจ บางคนถึงกับขโมยเฉพาะฝาขวดชาเขียวที่วางขายตามร้าน แต่หากมองกันลึกๆ จะพบว่าความน่าจะเป็นในการได้รางวัลใหญ่จากชาเขียวเปรียบเทียบกับการถูกหวยรางวัลที่หนึ่งแตกต่างกันเกือบ 4 เท่า หากนำจำนวนขวดที่ขายในแต่ละปีหารด้วยจำนวนรถที่แจก จะพบว่าโอกาสได้รถคือ 1 : 3.83 ล้านขวด ขณะที่โอกาสถูกหวยรางวัลที่ 1 คือ 1 : 1 ล้านใบ
สิ่งที่ธุรกิจชาเขียวกำลังทำกับคนไทย คือ การหาประโยชน์บนความหวังและรู้ไม่เท่าทันของคนกลุ่มหนึ่ง โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายหลักทางการตลาดของบริษัทชาเขียว คือคนรุ่นใหม่ที่จะเป็นผู้กุมอนาคตของประเทศชาติ ซึ่งในอนาคตจะนำไปสู่ปัญหาสุขภาพที่จะสร้างภาระด้านสาธารณสุขให้กับประเทศชาติอย่างมหาศาล จากการเป็นโรคอ้วนและโรคเบาหวานก่อนวัยอันควร
มีการเก็บข้อมูลปริมาณน้ำตาลในฉลากอาหารในชาเขียวบรรจุขวดขนาด 500 ซีซี พบว่า ชาเขียวบางรสบางยี่ห้อมีปริมาณน้ำตาลสูงสุดถึง 18 ช้อนชา หรือ 70 กรัม เท่ากับว่าชาเขียว 1 ขวด มีปริมาณน้ำตาลสูงเกินกว่าความต้องการน้ำตาลต่อวันถึง 3 เท่า จึงไม่แปลกที่พยาบาลท่านหนึ่งเล่าว่า พบคนไข้หญิงอายุ 77 ปี เป็นเบาหวานน้ำตาล 440 เนื่องจากหลานๆ ซื้อชาเขียวให้ดื่มวันละ 2 ขวด เพื่อให้คุณยายมีแรง และหลานส่งรหัสฝาชิงโชค
นอกเหนือจากปริมาณน้ำตาล ชาเขียวยังอุดมไปด้วยกาเฟอีน ซึ่งไม่เหมาะกับเด็ก สตรีมีครรภ์ คนชรา และผู้ป่วย ขณะที่กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ชาเขียวเขียนคำเตือนข้างขวดเหมือนเครื่องดื่มชูกำลังหรือน้ำอัดลมว่าห้ามดื่มเกินวันละ 2 ขวด เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี และสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน จึงไม่น่าแปลกที่พ่อแม่มักไม่ยอมซื้อกาแฟให้ลูกดื่ม เพราะรู้ว่ากาแฟมีกาเฟอีนสูง แต่กลับซื้อชาเขียวให้ลูกดื่ม เพราะคิดว่าเป็นเครื่องดื่มหวานเย็นธรรมดา เราจึงมักเห็นภาพเด็กๆ ถือขวดชาเขียวหรือดื่มชาเขียวในสื่อสังคมออนไลน์เป็นจำนวนมาก และล่าสุดมีข่าวแม่ซื้อชาเขียวเพื่อส่งรหัสฝาชิงโชคทุกวัน แล้วนำน้ำชาเขียวให้ลูกดื่มทุกวันเช่นกัน
ประเด็นที่เราไม่ได้พูดถึงกันบ่อยนัก คือกระแสซื้อสินค้าเพื่อชิงโชคของรางวัลกำลังสร้างค่านิยมหวังลาภลอยคอยโชคให้กับสังคมไทย บางคนอาจบอกว่าคนไทยมีค่านิยมเสี่ยงโชคอยู่ในสายเลือดอยู่แล้ว แต่ค่านิยมเหล่านี้กำลังเข้มข้นขึ้นตามความถี่และขนาดของการแจกรางวัล โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและวัยรุ่น ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของผู้ผลิตชาเขียว
จิตแพทย์ ระบุว่า ถ้าเด็กถูกกระตุ้นด้วยรางวัลตลอดเวลา โดยไม่ต้องใช้ความพยายาม จะทำให้ทักษะชีวิตเกี่ยวกับความอดทนมีแนวโน้วลดลง ซึ่งจะทำให้มีนิสัยหรือบุคลิกอดทนน้อยลง ซึ่งเป็นค่านิยมที่อันตรายทั้งต่อตัวเด็กเองและสังคม ขณะที่คำสอนทางศาสนาและปรัชญาทุกสำนักล้วนกล่าวถึงคุณค่าหรือค่านิยมที่สำคัญที่มนุษย์และสังคมหนึ่งๆ ควรมี คือความเพียรในการสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้สำเร็จเสร็จสิ้นด้วยตัวเอง
ถามว่าชิงโชคชาเขียวใครได้ใครเสีย คนได้ก็คือบริษัทผู้ผลิต มีผู้คำนวณไว้ว่า บริษัทชาเขียวเจ้าหนึ่งประกาศงบชิงโชค 123 ล้านบาท เพื่อให้คุ้มกับต้นทุนจะต้องขายชาเขียวให้ได้ 12.3 ล้านขวด (คิดต้นทุนขวดละ 10 บาท) และมีข้อมูลว่าปัจจุบันเครื่องดื่มชาเขียวมีมูลค่าสูงถึง 1.7 หมื่นล้านบาท/ปี และบริษัทชาเขียวใช้งบส่งเสริมการขายประมาณ 10%
ส่วนคนเสียเห็นชัดว่าคือผู้บริโภค ที่เป็นแค่เพียงตัวประกันในการสร้างรายได้ให้กับอุตสาหกรรมชาเขียว สิ่งที่คนกินชาเขียวจะได้รับจากชาเขียว ไม่ใช่รถยนต์ทองคำหรือโทรศัพท์มือถือ หากแต่เป็นโรคภัยไข้เจ็บจากการกินน้ำตาลเกินขนาด และจิตใจที่หวังลาภลอยคอยโชคจนไม่อยากลุกขึ้นมาทำมาหากิน
ที่สำคัญ ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะชาเขียว แต่เกิดขึ้นกับน้ำอัดลมและเครื่องดื่มชูกำลังด้วย และทั้งน้ำอัดลมและเครื่องดื่มชูกำลังก็ล้วนแต่มีน้ำตาลและกาเฟอีนเป็นส่วนผสมสำคัญ ดังนั้น สถานการณ์ด้านสุขภาพและค่านิยมของคนไทยจึงตกอยู่ในภาวะล่อแหลมมากขึ้นหลายเท่าจนหน่วยงานภาครัฐไม่ควรคิดว่าเป็นเรื่องขำๆ หรือนิ่งดูดายอีกต่อไป







