ชุดไทย... หรือเป็นแค่กระแส?
กระแสใส่ชุดไทยกำลังเป็นที่พูดถึง แต่ก่อนจะสงสัยว่าเราจะสวมใส่ได้หรือในชีวิตประจำวัน
โดย...กองบรรณาธิการ
กระแสใส่ชุดไทยกำลังเป็นที่พูดถึง แต่ก่อนจะสงสัยว่าเราจะสวมใส่ได้หรือในชีวิตประจำวัน มาดูคำจำกัดความก่อนว่าชุดไทยที่เรากำลังพูดถึงคืออะไรกันแน่
ปิยวรา ทีขะระ เนตรน้อย หัวหน้าโครงการพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ให้คำจำกัดความของชุดไทยว่า ชุดไทยเป็นมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษ เป็นชุดที่สะท้อนความเป็นชาติ และศิลปะการทอการปักอันงดงาม “ชุดไทยมีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย อย่างสมัยก่อนผู้หญิงนิยมนุ่งผ้าซิ่น พอสิ้นรัชกาลที่ 5 ก็มีรูปแบบแต่งกายชุดของตะวันตกเข้ามาผสมผสาน และเปลี่ยนแปลงมาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน”
สมเด็จพระนางเจ้าฯ ผู้นำการแต่งกายชุดไทย
ย้อนกลับไปเมื่อราวปี 2503 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงทำให้ชุดไทยสวมใส่ได้ง่ายมากขึ้น โดยทรงกำหนดรูปแบบ “ไทยพระราชนิยม” ขึ้น เนื่องจากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปทรงเยือนทวีปอเมริกาและทวีปยุโรปเพื่อเจริญสัมพันธไมตรี ทรงตระหนักว่าการปรากฏพระองค์ในฐานะพระราชินีแห่งราชอาณาจักรไทย เป็นเสมือนตัวแทนของสตรีไทยทั้งชาติ
ในช่วงเวลาดังกล่าว สตรีไทยยังไม่มีแบบแผนของชุดประจำชาติที่แน่นอน จึงมีพระราชดำริว่าจะต้องทรงฉลองพระองค์ในลักษณะที่แสดงถึงเอกลักษณ์ไทย เพื่อการถ่ายทอดวัฒนธรรมอันดีงามของไทยให้ชาวโลกได้ประจักษ์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยกันศึกษาธรรมเนียมการแต่งกายของสตรีไทยในราชสำนักโบราณ และนำรูปแบบการแต่งกายของสตรีในอดีตมาผสมผสานกับวิธีการตัดเย็บเพื่อให้ง่ายต่อการสวมใส่ และเหมาะสมแก่ยุคสมัย ภายหลังฉลองพระองค์ชุดไทยที่ทรงในระหว่างการเสด็จเยือนนานาประเทศครั้งนั้น ได้เป็นที่รู้จักกันในชื่อชุดไทยพระราชนิยม และได้กลายเป็นต้นแบบชุดประจำชาติไทยมาจนถึงทุกวันนี้
หลังจากนั้นยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค เป็นผู้ตั้งชื่อชุดไทยทั้งหมด โดยนำชื่อพระที่นั่ง พระตำหนัก สถานที่สำคัญต่างๆ ในพระบรมมหาราชวัง และในพระราชวังดุสิต มาเป็นชื่อเฉพาะ ตามโอกาสและความเหมาะสมในการสวมใส่ เช่น ชุดไทยอมรินทร์ ชุดไทยบรมพิมาน ชุดไทยจักรี ชุดไทยดุสิต ชุดไทยจักรพรรดิ ชุดไทยศิวาลัย ชุดไทยเรือนต้น และชุดไทยจิตรลดา แต่ละชุดก็จะถูกเลือกใส่เนื่องในโอกาสต่างๆ กันไป
ปิยวรา เสริมว่า ปัจจุบันสตรีไทยนิยมสวมใส่ชุดไทยพระราชนิยมหรือชุดไทยประจำชาติในงานพิธีสำคัญ ตั้งแต่งานแต่งงาน งานหมั้น และงานบุญ นอกจากนี้องค์กรต่างๆ ทั้งของรัฐบาลและเอกชน เช่น
สายการบินประจำชาติ โรงแรม และห้างร้านอีกหลายแห่งที่ต้องการแสดงถึงเอกลักษณ์ความเป็นไทย ได้นำชุดไทยพระราชนิยมไปประยุกต์ใช้เป็นเครื่องแบบสำหรับเจ้าหน้าที่ในองค์กรนั้นๆ ด้วยเช่นกัน
“ชุดไทยทั้ง 8 แบบดังกล่าว ทำให้เราเห็นชุดไทยได้ชัดเจนขึ้น แต่ละชุดล้วนเป็นการผสมผสานกับชุดไทยในอดีต แต่ปัจจุบันคนเร่งรีบ มัวแต่นุ่งผ้าคงไม่สะดวก พระองค์ทรงทำให้เป็นชุดเรดดี้ทูแวร์ คือตัดสำเร็จรูป สวมใส่ได้สะดวกขึ้น”
ชุดไทยสวมใส่ได้ในชีวิตประจำวัน?
ในฐานะทำงานด้านการอนุรักษ์ผ้าไทย ปิยวรา บอกว่า ที่คนหันมาใส่ชุดไทยในชีวิตประจำวันกันมากขึ้น นับว่าเป็นเรื่องดี แต่ควรเลือกสวมให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เช่น จะแต่งตัวไปทำงาน ห่มสไบคงไม่เหมาะ จะดูโอเวอร์เดรส ควรแต่งให้เข้ากับโอกาส
ด้าน ศุภณัฐ เข็มสุข ผู้ก่อตั้งเพจวงการออกแบบชุดประจำชาติไทย บอกว่า กระแสการรณรงค์อนุรักษ์และใส่ชุดไทยของทางเพจได้รับแรงตอบรับที่ค่อนข้างดี เห็นได้จากกลุ่มโซเชียลต่างๆ ได้มีการ
นำเสนอภาพวัยรุ่นสวมใส่ชุดไทยในชีวิตประจำวันบ่อยขึ้น และยังมีการนัดหมายรวมตัวของวัยรุ่นหนุ่มสาวที่มีใจรักในการสวมใส่ชุดไทยออกมารณรงค์เดินจับจ่ายใช้สอยที่ศูนย์การค้าหลักๆ อีกด้วย
ศุภณัฐ มองว่า เสียงตอบรับจากโลกออนไลน์ อยากให้ประเทศไทยมีสักหนึ่งวันที่คนไทยทั้งประเทศใส่ชุดไทยโดยพร้อมเพรียงกัน จึงเป็นที่มาของแคมเปญโครงการจัดตั้งวันอนุรักษ์ชุดประจำชาติไทย ที่ทางเพจเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเสียงของส่วนรวมว่าเห็นควรพิจารณาหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ศุภณัฐ บอกว่า การใส่ชุดไทยในชีวิตประจำวันจะเป็นไปได้ต้องมีการออกแบบให้เหมาะสมกับชีวิตของคนยุคนี้ เพราะคนส่วนใหญ่มองชุดไทยว่ายิ่งใหญ่ อลังการ หรูหรา ยากแก่การสวมใส่
“อยากที่จะให้แยกในส่วนของชุดไทยและชุดนางละครไทยออกจากกัน ซึ่งชุดไทยในอดีตคือการนำผ้าพื้นเมืองมาตัดเย็บประกอบกันเป็นเครื่องนุ่งห่ม ใส่คู่กับเครื่องประดับพองาม แต่ชุดนางละครไทยคือการนำชุดไทยมาประยุกต์ให้สวยงาม เข้ากับเนื้อหาละคร เพื่อใช้สำหรับการแสดง
ชุดไทยแบ่งเป็นหลายยุคสมัย การนำชุดไทยมาประยุกต์ให้เข้ากับสมัยนิยมเพื่อใช้กับงานพิธี โอกาสพิเศษต่างๆ ให้สมฐานะของผู้สวมใส่ ไม่ผิดที่จะนำผ้าไทยมาประยุกต์ ดัดแปลงให้เข้ากับการดำรงชีวิต โดยควรคำนึงถึงคุณค่าของภูมิปัญญา ความเป็นอัตลักษณ์ของไทย และเหนือสิ่งอื่นใด ต้องคงไว้ซึ่งระดับจิตใจของผู้สวมใส่ในความเป็นไทยด้วยเช่นกัน”
ต้องสร้างเป็นค่านิยม
ในอดีตมีความพยายามรณรงค์ปลูกฝัง และผลักดันการแต่งกายในชุดไทยมาโดยตลอด แต่ไม่ประสบความสำเร็จ พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ รองประธานกรรมาธิการปฏิรูปค่านิยม ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรม และการศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) วิเคราะห์ว่า ประเทศไทยไม่เชื่อว่าวัฒนธรรมมีมูลค่าและสามารถขับเคลื่อนประเทศได้
“ในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นจีน ญี่ปุ่น เกาหลี หรือแม้แต่พม่า ใช้วัฒนธรรมเป็นจุดขายและขับเคลื่อนประเทศในทุกมิติ ขณะที่ประเทศไทยมีความเชื่อและยึดมั่นในค่านิยมตะวันตกมากกว่า ทำให้วัฒนธรรมตะวันออกซึ่งอยู่ตรงข้ามถูกทำลาย”
ขณะนี้ชัดเจนแล้วว่าเริ่มเกิดการปฏิเสธวัฒนธรรมตะวันตกและกลับคืนสู่ตัวตน ซึ่งปรากฏการณ์การแต่งชุดไทยก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่ปัญหาก็คือลักษณะนิสัยของคนไทยชอบทำอะไรตามกระแสเท่านั้น “แต่ไม่อาจปลูกฝังให้เป็นนิสัยหรือกลายเป็นค่านิยมได้ นี่คือข้อเสียของเราที่ไม่เชื่อมั่นในความคิดและศักยภาพของตัวเอง” พล.อ.เอกชัย สรุป
ด้าน ปรีชา เถาทอง ศิลปินแห่งชาติ และสมาชิก สปช. บอกว่า การนำชุดไทยกลับมาแต่งในยุคสมัยปัจจุบันเป็นหลักคิดและเจตนาที่ดี แต่ส่วนตัวมองว่าความเป็นไทยไม่ได้อยู่ที่เสื้อผ้าการแต่งตัว ซึ่งหากต้องการทำให้เกิดความยั่งยืนก็ต้องช่วยกันทำ ทำให้ลามทุ่ง ให้ทุกคนเห็นด้วย แม้ว่าการแต่งกายจะเป็นแค่เปลือก แต่ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย
“ในอดีตก็เคยมีการรณรงค์ในหลายหน่วยงาน เช่น ให้ใส่ชุดไทยเป็นบางวัน แต่สุดท้ายก็เอาไม่อยู่ เพราะว่าหลายคนก็ทำไปเหมือนถูกบังคับ ทางที่ดีต้องทำให้เขาเกิดความรัก ความศรัทธา แต่การทำแบบนี้ก็ยังดีกว่าปล่อยให้เป็นไปตามบุญตามกรรม” ศิลปินแห่งชาติ และสมาชิก สปช. กล่าว
หากให้วิเคราะห์ว่ากระแสดังกล่าวจะจุดติดหรือไม่ ปรีชา บอกว่า คงยังไม่สามารถตอบได้ แต่เมื่อใดที่คนในสังคมเริ่มสำนึกแล้วว่ากิจกรรมแบบนี้มันน่าสนใจแล้วเกิดเป็นวิถีปฏิบัติก็น่าจะเกิดเป็นผลบวก ก็น่าจะมีคนสนับสนุนมากขึ้น มันก็จะเป็นผลดีต่อวัฒนธรรมไทย
“เมื่อเกิดกระแสเรื่องของการแต่งกาย อาหารการกิน เสื้อผ้า วัตรปฏิบัติ รวมถึงค่านิยมคุณธรรมอื่นๆ ก็จะตามมา รักไทยไม่ใช่แค่การแต่งชุดไทย มันต้องมีอะไรเพิ่มขึ้นมาอีกหลายอย่าง” ปรีชา ระบุ


