posttoday
กรมชลฯ แจงกมธ.วุฒิฯ เตรียมแจกเงินปชช.

กรมชลฯ แจงกมธ.วุฒิฯ เตรียมแจกเงินปชช.

23 มิถุนายน 2553

กรมชลฯ แจงกมธ.วุฒิฯ เตรียมแจกเงินปชช. 4 พันล้าน เชิญออกพื้นที่เพื่อสร้างแก่งเสือเต้น ด้าน ส.ว. สวดยับเหตุแก้ปัญหาด้วยเงินมากเกินไป

กรมชลฯ แจงกมธ.วุฒิฯ เตรียมแจกเงินปชช. 4 พันล้าน เชิญออกพื้นที่เพื่อสร้างแก่งเสือเต้น ด้าน ส.ว. สวดยับเหตุแก้ปัญหาด้วยเงินมากเกินไป

ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาพื้นที่เกษตรและชุมชน ที่ประสบภัยธรรมชาติ วุฒิสภา โดยมีนายชลิต แก้วจินดา ส.ว.สรรหา เป็นประธานการประชุม โดยที่ประชุมได้พิจารณาโครงการการสร้างแหล่งน้ำต้นทุนแก่งเสือเต้น โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง อาทิ กรมชลประทาน สำนักงานเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (สทอภ.)

โดยนายประสงค์ เลี่ยงโชคอยู่ รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ กรมชลประทานได้เสนอแนะต่อที่ประชุมว่า กรณีการเยียวยาให้กับผู้ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อน ซึ่งต้องใช้งบประมาณในการชดเชย 4 พันกว่าล้านบาท ตกครอบครัวละ 5-6 ล้านบาท ตนเห็นว่าควรที่จะจ่ายค่าชดเชยให้แต่ละครอบครัวไปเลย เพราะจากที่เคยต่อต้านอาจจะไม่มีการต่อต้านก็ได้

ขณะที่นายตวง อันทะไชย ส.ว.สรรหา ได้แย้งว่า ถ้าคิดแบบเอกชนก็ทำได้ ในลักษณะเอาเงินฟาดหัว แต่คิดแบบรัฐไม่ได้ เพราะการคิดแบบมิติของรัฐเงินไม่ใช่เรื่องสำคัญ ทุกอย่างต้องกลับไปสู่กระบวนการตามรัฐธรรมนูญที่ต้องศึกษาด้านผลกระทบ และสิ่งแวดล้อม ทำเวทีสาธารณะและทำประชาพิจารณ์ เพราะหากมีการใช้เงินฟาดหัวผู้ดำเนินการอาจจะถูกฟ้องร้องทั้งคดีแพ่งและอาญา และไม่เชื่อว่ารัฐมนตรีหรือข้าราชการคนไทยจะกล้าทำ อย่างไรก็ตามนายประสงค์ ได้ขอถอนคำพูดภายหลังเป็นเพียงแนวความคิดในเรื่องของวิธีการชดเชย ไม่ใช่เอาเงินไปซื้อ แต่ถือว่าเป็นทางเลือกของประชาชนที่จะได้เลือก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นตัวแทนจากสทภอ.ได้นำภาพถ่ายดาวเทียมที่ศึกษาพื้นที่ในโครงการก่อ สร้างแก่งเสือเต้นมาชี้แจงถึงขอบเขตพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการสร้าง เขื่อน โดยเฉพาะพื้นที่ป่าไม้ ซึ่งเดิมมีพื้นที่มากกว่า 4 หมื่นไร่ แต่ในช่วงเวลา 20 ที่มีการศึกและมีการต่อต้านชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่ได้มีการบุกรุกพื้นที่ ป่าไม้ไปแล้วประมาณ 3 หมื่นไร่ ซึ่งหากมีการสร้างเขื่อนยอมรับว่าอาจจะมีผลกระทบต่อพื้นที่ป่าไม้บ้าง โดยเฉพาะไม้สัก ป่าเบญจพรรณ และป่าดิบแล้ง และพื้นที่ทางการเกษตรรวม 2.5 หมื่นกว่าไร่           

จากนั้นนายชลิต กล่าวว่า ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ 6 จังหวัดในบริเวณลุ่มน้ำยมส่วนใหญ่เห็นว่าควรสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ เพื่อแก้ปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง ซึ่งที่ผ่านมาประชาชนได้รับความเดือดร้อนตั้งแต่ปี 2545-2551 มีความเสียหายไม่น้อยกว่า 150,000 ล้านบาท การแก้ปัญหาที่ทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดคือการสร้างแหล่งเก็บกักน้ำขนาดใหญ่ บริเวณต้นลุ่มน้ำยม ซึ่งจะช่วยบรรเทาความเดือนร้อนประชาชนไม่น้อยกว่า 2.3 ล้านคน ส่วนผู้ที่ได้รับผลกระทบจำนวน 2,022 ครัวเรือน ซึ่งรัฐต้องให้ความช่วยเหลือชดเชยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ในส่วนของพื้นที่ป่าสงวนที่ถูกทำลายทำให้พื้นที่ป่าลดลง 31,046 ไร่ สภาพป่าอีก 1 หมื่นไร่ก็สามารถดำเนินฟื้นฟูและปลูกป่าทดแทนต่อไปได้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท