posttoday
แก้หนี้คนจนถูกทาง ดึงเศรษฐกิจฟื้นไข้

แก้หนี้คนจนถูกทาง ดึงเศรษฐกิจฟื้นไข้

02 เมษายน 2558

จะเห็นว่าขณะนี้รัฐบาลกำลังตื่นตัวกับการจัดการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทยที่สูงติดอันดับโลก จากการรายงานของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ ที่ระบุว่า ไทยมีหนี้ครัวเรือนสูงสุด คือมากกว่า 80% ของจีดีพี โดยหนี้ครัวเรือนของไทยเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัวจากการออกนโยบายประชานิยมในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมา

จะเห็นว่าขณะนี้รัฐบาลกำลังตื่นตัวกับการจัดการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทยที่สูงติดอันดับโลก จากการรายงานของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ ที่ระบุว่า ไทยมีหนี้ครัวเรือนสูงสุด คือมากกว่า 80% ของจีดีพี โดยหนี้ครัวเรือนของไทยเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัวจากการออกนโยบายประชานิยมในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ปัญหาหนี้ครัวเรือนครั้งนี้ถือเป็นวิกฤตด้านภาระหนี้ของคนจน กลุ่มรากหญ้า ยันมนุษย์เงินเดือน ที่เคยเป็นกลุ่มเป้าหมายในกับดักประชานิยมของรัฐบาลที่ผ่านมา ทั้งโครงการที่พยายามให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงิน การปล่อยสินเชื่อบุคคล การปล่อยสินเชื่อเพื่อซื้อบ้าน โครงการรถคันแรก และอีกสารพัดโครงการที่กำลังเป็นชนวนสำคัญของปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่ของไทย จนถูกตราหน้าว่าเป็น “คนป่วยคนใหม่ของเอเชีย” (A new sick man of Asia)

ทั้งนี้ เพราะการเร่งตัวของหนี้ครัวเรือน ทำให้ประชาชนมีภาระหนี้สินมากกว่ารายได้ ที่เรียกว่าหนี้สินล้นพ้นตัว หากรัฐบาลไม่เร่งแก้ไขปัญหาหนี้สิน และความเป็นอยู่ของคนระดับรากหญ้า พ่อค้าแม่ค้า เอสเอ็มอี รวมถึงมนุษย์เงินเดือน คนกลุ่มนี้ก็จะไม่มีกำลังในการ
จับจ่ายใช้สอยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้

จากการประเมินของศูนย์วิจัยกสิกรไทยล่าสุด ชี้ว่า การบริโภคภาคเอกชนแม้จะได้ผลดีจากราคาพลังงานที่ลดลง แต่ก็ชดเชยความอ่อนแอของกำลังซื้อในกลุ่มเกษตรกรไม่ได้ นอกจากนี้ภาระหนี้ครัวเรือนยังสูง โดยคาดว่าปีนี้สัดส่วนจะทะยานไปที่ 88-89% ของจีดีพี กดดันให้การบริโภคภาคเอกชนปีนี้ขยายตัวเพียง 2.2% ต่ำกว่าคาดการณ์เดิมที่ 3.1%

ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนเติบโต 4.5% ลดลงจากเดิมที่คาดว่า 5.5% เพราะรอสัญญาณฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและการลงทุนของภาครัฐที่ชัดเจนมากขึ้น รวมทั้งการเบิกจ่ายของรัฐบาลยังต่ำกว่าเป้าหมาย โดยเฉพาะงบลงทุนที่มีการเบิกจ่ายเพียง 21.8%

อย่างไรก็ตาม การที่เศรษฐกิจฟื้นตัวล่าช้ากว่าที่คาด จะยิ่งส่งผลต่อรายได้ของคนจน คนรากหญ้า และกดดันให้มีปัญหาหนี้สินเพิ่มขึ้นอีก รัฐบาลจึงมีความพยายามแก้ไขปัญหาความยากจน แต่มาตรการที่ออกมาส่วนใหญ่มาจากหน่วยงานเดิมๆ มาตรการเดิมๆ เช่น การพักหนี้ การปล่อยกู้เพิ่ม ด้วยการใช้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐเป็นแขนขา

ไม่ว่าจะเป็นการให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ที่เพิ่งมีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ 3 โครงการ คือ 1.โครงการปลดเปลื้องหนี้สินเกษตรกรรายย่อยที่ไม่มีศักยภาพ หรือมีเหตุผิดปกติ จำนวนประมาณ 2.8 หมื่นราย หนี้สินจำนวนประมาณ 4,000 ล้านบาท 2.โครงการปรับปรุงโครงสร้างหนี้สำหรับเกษตรกรรายย่อยที่มีศักยภาพต่ำจำนวน 3.4 แสนราย วงหนี้ประมาณ 4.8 หมื่นล้านบาท กลุ่มนี้ ธ.ก.ส.จะพักชำระต้นเงิน 3 ปี รวมถึงให้ชำระต้นเงินตามงวด หรือระยะเวลาไม่เกิน 10 ปี เว้นแต่มีความจำเป็นให้ชำระไม่เกิน 15 ปี และปล่อยกู้เพื่อฟื้นฟูอาชีพไม่เกิน 5 หมื่นบาท วงเงินสินเชื่อรวม 1.5 หมื่นล้านบาท

ส่วนโครงการที่ 3 ของ ธ.ก.ส. คือ ขยายระยะเวลาชำระหนี้ให้เกษตรกรรายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากการงดทำนาปรัง และราคายางพาราตกต่ำ จำนวน 4.5 แสนราย คิดเป็นมูลหนี้ 6.4 หมื่นล้านบาท โดย ธ.ก.ส.จะไม่คิดเบี้ยปรับ และปล่อยกู้เพิ่มอีกไม่เกิน 1 แสนบาท/ราย วงเงินสินเชื่อรวม 3.5 หมื่นล้านบาท

ถัดมาเป็นธนาคารออมสิน ที่ออก 4 มาตรการ คือ 1.สินเชื่อประชาชนสุขใจ โดยปล่อยกู้ร่วมกับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ให้กับพ่อค้าแม่ค้า วงเงินไม่เกิน 2 แสนบาท อัตราดอกเบี้ย 1% ต่อเดือน ผ่อนชำระนาน 10 ปี ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์หรือบุคคลค้ำประกัน โครงการที่ 2 สินเชื่อออมสุขใจ ที่ปล่อยกู้ให้ลูกค้าที่ฝากเงินสามารถขอกู้ได้วงเงินไม่เกิน 5 เท่าของเงินออม ณ วันที่ยื่นกู้ รายละไม่เกิน 2 แสนบาท อัตราดอกเบี้ย 1% ต่อเดือน ระยะเวลาไม่เกิน 8 ปี

โครงการที่ 3 เป็นสินเชื่อมนุษย์เงินเดือนสุขใจ หากหน่วยงานให้หักบัญชีเงินเดือนได้ สามารถกู้ได้ในวงเงินไม่เกิน 2 แสนบาท โดยไม่มีใบรับรองเงินเดือน ดอกเบี้ย 0.75% ต่อเดือน ระยะเวลากู้ไม่เกิน 8 ปี โครงการที่ 4 เป็นโครงการคืนความสุข ปล่อยกู้ให้ลูกค้าที่มีประวัติการชำระหนี้ที่ดี ไม่เกิน 20% ของวงเงินกู้เดิม สูงสุดไม่เกิน 4 หมื่นบาท/ราย อัตราดอกเบี้ย 0.75% ต่อเดือน ผ่อนชำระ 3-5 ปี โดยไม่ต้องใช้หลักประกัน

ส่วนธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เตรียมวงเงิน 2.55 หมื่นล้านบาท สำหรับปล่อยสินเชื่อเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ในวงเงินนี้มีโครงการบ้าน ธอส. เพื่อสานรัก วงเงิน 8,000 ล้านบาท เพื่อช่วยให้คนที่มีรายได้น้อย คือ สุทธิไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท/เดือน สามารถกู้ซื้อบ้านได้ราคาไม่เกิน 1.5 ล้านบาท คิดดอกเบี้ยปีแรกที่ 3.5% ต่อปี ปีที่ 2 อยู่ที่ 4.25% ต่อปี ปีที่ 3 จนตลอดอายุสัญญาการกู้ กรณีลูกค้ารายย่อยทั่วไป อัตราดอกเบี้ย MRR -0.75% ต่อปี กรณีลูกค้าสวัสดิการ อัตราดอกเบี้ย MRR -1% ต่อปี (ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ย MRR ของธนาคาร อยู่ที่ 6.85% ต่อปี)

ขณะที่ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือเอสเอ็มอีแบงก์ ก็ร่วมวงเสนอโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ วงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท โดยอยู่ระหว่างเจรจาเรื่องดอกเบี้ยชดเชยจากกระทรวงการคลังในอัตรา 3% เพื่อจะได้คิดดอกเบี้ยจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเพียง 4% โครงการนี้หากรัฐบาลต้องการแสดงความจริงใจ ก็ควรให้มีการตั้งเป็นบัญชีพิเศษ หรือพีเอสเอ เพื่อให้เห็นเป็นผลงานของรัฐบาลนี้ว่า ทำอะไรไปบ้างและมีภาระต่อเงินภาษีของประชาชนเท่าใด

อย่างไรก็ดี จะเห็นว่ามาตรการที่ออกมาส่วนใหญ่เป็นมาตรการทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการพักหนี้และปล่อยกู้เพิ่ม ซึ่งไม่ถือผิด แต่ยังไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ตรงจุด เพราะยิ่งอัดสินเชื่อเพิ่มให้คนจน กลุ่มรากหญ้า ก็เหมือนยิ่งเข้าไปเร่งการเพิ่มขึ้นของหนี้ครัวเรือนให้สูงยิ่งขึ้น

ดังนั้น โจทย์ต่อไปของรัฐบาล คือ จะหาหนทาง แนวทาง ที่จะให้ประชาชนสามารถทำมาหากิน มีรายได้ที่สามารถชำระหนี้สินได้ และมีเงินเหลืออุปโภคบริโภคเพียงพอต่อความจำเป็นในชีวิตประจำวัน เพราะถ้ายิ่งอัดสินเชื่อไปแล้ว เงินหายไปในระบบอีก รอบนี้รัฐบาลก็อาจต้องม้วนเสื่อกลับบ้าน

การแก้ปัญหาจึงควรทำพร้อมกันทั้งระบบ ทั้งการให้รากหญ้าและผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถเข้าถึงแหล่งเงินได้ พร้อมกับการแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ การหาตลาดส่งออกใหม่ๆ เพื่อทดแทนตลาดเก่าที่หดตัว

ที่สำคัญที่มีการพูดมาตลอดเวลา คือ รัฐบาลต้องเร่งเรื่องการลงทุนภาครัฐ และสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคเอกชน เพื่อให้เกิดการลงทุนจากทั้งสองส่วน เพื่อมีเงินหมุนเวียนในเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ช่วยให้เงินในมือของประชาชนเพิ่มขึ้น

โดยมีเงื่อนไขว่า มาตรการทั้งหมดจะต้องทำออกมาให้เห็นผลภายในครึ่งปีนี้ให้ได้ ก่อนที่เศรษฐกิจไทยจะเป็นไข้ทรุดหนัก เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายในวงกว้าง จนอาจต้องใช้ยาแรง ยาราคาแพงในการรักษาคนป่วยขั้นโคม่าให้รอดได้

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์