
ความจริงอีกด้าน ที่บ้านนามูล (4)
โดย...อานิก อัมระนันทน์
โดย...อานิก อัมระนันทน์
บ้านนามูล จ.ขอนแก่น ซึ่งเป็นทางผ่านเข้าหลุมเจาะดงมูล 5 จ.กาฬสินธุ์ ได้กลายเป็นสนามรบใหญ่ที่คนนอกพื้นที่เข้าไปสร้างกระแสต่อต้านการสำรวจผลิตปิโตรเลียมในภาคอีสาน เป็นหนึ่งยุทธศาสตร์ของ NGO ในการกดดันรัฐบาลให้เปลี่ยนจากระบบสัมปทานเป็นระบบแบ่งปันผลผลิต
ในความพยายามขัดขวางการขนอุปกรณ์ ฝ่ายต่อต้านได้ร้องเรียนศาลปกครองให้ระงับโครงการ ...ไม่ว่าผลอาจจะออกมาอย่างไร มีบางอย่างที่สมควรปฏิรูป
สิ่งนั้นไม่ใช่ระบบแบ่งปันผลผลิตที่มีการสร้างกระแสว่าดีวิเศษ เพราะไม่ได้ทำให้ชุมชนมีสิทธิหรืออำนาจมากขึ้นแต่อย่างใด ในระดับชาติก็ไม่ได้ให้ความเป็นเจ้าของที่แท้จริงหรือให้ผลตอบแทนรัฐมากไปกว่าระบบสัมปทาน Thailand III ทว่าการควบคุมละเอียดใกล้ชิดในระบบแบ่งปันผลผลิตที่ฟังดูดี กลับจะเพิ่มความเสี่ยงของการคอร์รัปชั่น เพราะการอนุมัติหลายขั้นตอนเปิดช่องให้เรียกใต้โต๊ะ ผู้มีอำนาจก็มีโอกาสแทรกแซงการจัดซื้อจัดจ้างได้ง่าย ไม่นับความเสี่ยงหากเจรจาสัญญา
สิ่งที่ควรปฏิรูปคือ การแบ่งปันค่าภาคหลวงให้กับ “ท้องถิ่น” ซึ่งอยู่ภายใต้ระเบียบของกระทรวงมหาดไทย ในขณะที่ 40% ของค่าภาคหลวงจากแหล่งผลิตบนบกและชายฝั่งเข้างบประมาณส่วนกลาง อีก 60% จะจัดสรรมาให้ “ท้องถิ่น” เป็น 4 ส่วน (รวม 4,527 ล้านบาท ในปี 2557) คือ 20% ให้กับ อบต./เทศบาล ใน “พื้นที่ผลิต” 10% ให้ อบต./เทศบาลอื่นๆ ในจังหวัดพื้นที่ผลิต 10% ให้แบ่ง อบต./เทศบาลที่เหลือทั่วประเทศ และ 20% ให้กับ อบจ.ของ “พื้นที่ผลิต”
บ้านนามูลเป็นชุมชนที่อยู่ใกล้ฐานดงมูล 5 มากที่สุด และเป็นทางผ่านขนอุปกรณ์เข้าโครงการ แต่ ต.ดูนสาด ไม่ได้เป็นพื้นที่ผลิต จึงจะได้เพียงส่วนแบ่งจาก 10% ที่ต้องแชร์กับ อบต./เทศบาลกว่า 7,700 แห่งทั่วประเทศ
ช่างดูไม่เป็นธรรม!
“พื้นที่ผลิต” ถูกกำหนดในแผนที่ธรณีวิทยา ตามขอบข่ายหินกักเก็บปิโตรเลียม (reservoir) ที่ได้สำรวจและประเมินแล้วว่าคุ้มที่จะผลิต พื้นที่ผลิตบนผิวดินถูกกำหนดให้สอดคล้องกับใต้ดิน จะอยู่ใน อบต./เทศบาลใดก็ขึ้นอยู่กับแผนที่แบ่งเขตปกครอง
ระเบียบกระทรวงมหาดไทยแบ่งค่าภาคหลวงโดยยึดจังหวัดและ อบต./เทศบาลเป็นหลัก เขตปกครองใดอยู่ในพื้นที่ผลิตหรือเหลื่อมเข้าไปก็จะได้เป็นพื้นที่ผลิต ได้ส่วนแบ่งค่าภาคหลวงในพื้นที่นั้นๆ โดยแต่ละเขตมีน้ำหนักเท่ากัน ส่วนการจัดสรรให้ อบต./เทศบาลอื่นๆ แบ่งตามสัดส่วนประชากร
ระบบนี้มีจุดอ่อน 2 ที่
(1) เมื่อมีชุมชนนอกเขตพื้นที่ผลิตตั้งอยู่ใกล้ชิดและมีส่วนเกี่ยวข้องกับการผลิตบนผิวดิน เช่น กรณีบ้านนามูล ต.ดูนสาด หรือตำบลอื่นๆ ที่ท่อก๊าซจากโครงการดงมูลจะผ่าน
(2) เมื่อมีชุมชนหรือ อบต.ที่มีแหล่งผลิตอยู่ใต้ดิน แต่ไม่มีหรือไม่ใกล้กิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการผลิตใดๆ เช่น อบต.โคกเครือ ที่ยังไม่มีแผนการเจาะ แต่อยู่ในพื้นที่ผลิตดงมูล ก็จะได้ประโยชน์เท่าๆ กับ อบต.กุงเก่า และ อบต.หนองใหญ่ ที่จะมีกิจกรรมหากมีการผลิต
ความจริงกรมเชื้อเพลิงเคยพยายามแก้ไขความไม่เป็นธรรมนี้แล้ว เพราะดงมูลไม่ใช่กรณีแรก! แหล่งสินภูฮ่อมซึ่งฐานผลิตอยู่ในอุดรธานีคร่อม 10 อบต./เทศบาล และ 1 อบต. (เขาสวนกวาง) ในขอนแก่นซึ่งไม่มีกิจกรรมการผลิต ก๊าซจากแหล่งนี้ส่งผ่านท่อมายังโรงแยกที่ ต.กุดน้ำใส ขอนแก่น ซึ่งมีสถานะแบบ (1) ส่วนเขาสวนกวางเป็นแบบ (2)
แต่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเพราะเรื่องไม่ผ่านคณะกรรมการส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กรมเคยเสนอให้ขยายนิยามพื้นที่ผลิตให้รวมถึงแนวท่อและโรงแยกก๊าซ ซึ่งจะทำให้มีพื้นที่เกี่ยวข้องกับการผลิตได้รับค่าภาคหลวงมากขึ้น แต่ “ตัวหาร” จะมาก ทุกฝ่ายเห็นพ้องว่า 10% ที่ไป อบต.ทั่วประเทศนั้นกระจัดกระจาย น่าจะเอามาเพิ่มเป็น “ตัวตั้ง” แต่ถึงประเด็นว่า 20% ของ อบจ.ซ้ำซ้อนและไกลชาวบ้านไปไหม? ตกลงกันไม่ได้ อาจเพราะมีปัญหาประโยชน์ทับซ้อนในคณะกรรมการ
ถึง “ยุคปฏิรูป” วันนี้ ขอเสนออีกหลักเกณฑ์ คือ การแบ่งปันค่าภาคหลวงให้กับ “ท้องถิ่น” ที่ได้รับผลกระทบจากกิจกรรมผลิตปิโตรเลียมบนผิวดิน ซึ่งจะสอดคล้องกับหลักกฎหมายไทยที่ทรัพยากรใต้ดินเป็นของรัฐ (ไม่ใช่ของเจ้าของที่ดินอย่างในสหรัฐอเมริกา) สอดรับกับที่รายได้จากกิจกรรมปิโตรเลียมส่วนใหญ่ถูกส่งเข้างบประมาณส่วนกลาง รวมถึงค่าภาคหลวงบางส่วน (รวม 59,693 ล้านบาท) และการที่ EIA จะต้องให้ชุมชนมีส่วนร่วม แต่การอนุมัติอยู่ที่ส่วนกลาง
ทั้งนี้ ควรแยกแยะผลกระทบที่ต่างระดับกันด้วย เช่น เขตที่เป็นทางผ่านท่อหรือการขนส่งอุปกรณ์แต่อยู่ไกลฐานผลิตจะกระทบน้อยกว่าที่อยู่ใกล้ จึงไม่จำเป็นต้องได้รับส่วนแบ่งในอัตราเดียวกัน แต่ถ้าอยู่ใกล้และ/หรือมีกิจกรรมที่กระทบมากกว่าก็น่าจะได้อัตราสูงขึ้น
ควรก้าวข้ามจังหวัดได้หรือยัง? ควรเน้นการอยู่ในรัศมีเช่น 5 กม.จากฐานผลิตมากกว่าการเป็นพื้นที่เหนือ reservoir ไหม? ถ้าจะใช้รัศมีโดยไม่แบ่งตามเขตปกครองเลยจะปฏิบัติได้ไหม? หรือซอยลงถึงหมู่บ้าน? อย่างน้อยบ้านนามูลที่อยู่ชายขอบของการผลิตจะได้ไม่ตกขอบของความเป็นธรรม
ควรปฏิรูปให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้นกับชุมชนที่ได้รับผลกระทบ มากกว่าใช้ความเหลื่อมล้ำเป็นเครื่องมือในการผลักดันระบบแบ่งปันผลผลิตที่ไม่ทำให้ชุมชนดีขึ้น และอาจมีข้อเสียมากกว่าข้อดีสำหรับประเทศ







