
เคาะสัดส่วนสตรี1ใน3รายชื่อผู้สมัครสส.ปาร์ตี้ลิสต์
กมธ.ยกร่างฯเคาะสัดส่วนสตรี1ใน3รายชื่อผู้สมัครสส.ปาร์ตี้ลลิสต์ ชี้ เป็นความก้าวหน้าขั้นสำคัญ พ่วงตัดอำนาจให้นายกฯยุบสภาฯหากแพ้โหวตไม่ไว้วางใจ
กมธ.ยกร่างฯเคาะสัดส่วนสตรี1ใน3รายชื่อผู้สมัครสส.ปาร์ตี้ลลิสต์ ชี้ เป็นความก้าวหน้าขั้นสำคัญ พ่วงตัดอำนาจให้นายกฯยุบสภาฯหากแพ้โหวตไม่ไว้วางใจ
น.ส.สุภัทรา นาคะผิว โฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.)ยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงว่า ที่ประชุมคณะกมธ.ยกร่างฯ มีมติเสียงข้างมาก 17 ต่อ 15 เสียง เห็นชอบกับการกำหนดให้มีสัดส่วนสตรีจำนวน 1ใน3 ไว้ในบัญชีรายชื่อผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อทุกภาคจำนวน 6 บัญชี โดยมีกมธ.ยกร่างฯจำนวน 2 คนงดออกเสียง ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่คณะกมธ.ยกร่างฯต้องตัดสินใจด้วยการออกเสียงลงคะแนน
น.ส.สุภัทรา กล่าวว่า สำหรับการบัญญัติเรื่องดังกล่าวไว้ในรัฐธรรมนูญถือว่าเป็นความก้าวหน้าและการพัฒนาทางการเมืองที่สำคัญ เพราะที่ผ่านมารัฐธรรมนูญของไทยจะกำหนดสัดส่วนของสตรีในลักษณะไม่เป็นการบังคับเท่าไหรนัก ดังนั้น การกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแบบชัดเจนเชื่อว่าจะเป็นช่องทางที่ทำให้ผู้หญิงที่มีความสามารถเข้าสู่การเมืองมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมคณะกมธ.ยกร่างฯมีมติ 22 ต่อ 10 เสียง ไม่เห็นด้วยกับการกำหนดสัดส่วนสตรีจำนวน 1 ใน 3 ไว้ในตำแหน่งสมาชิกสภาท้องถิ่น โดยมีกมธ.ยกร่างฯจำนวน 2 คนงดออกเสียง สาเหตุที่เสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการกำหนดสัดส่วนดังกล่าว เพราะเห็นว่าจะเป็นการล่วงล้ำการใช้สิทธิของประชาชนในการเลือกสมาชิกสภาท้องถิ่น
นอกจากนี้ในบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับนายกรัฐมนตรีนั้นทางคณะกมธ.ยกร่างฯได้มีการปรับเปลี่ยนบางส่วน โดยจากเดิมที่คณะกมธ.ยกร่างฯได้บัญญัติให้สภาฯต้องสิ้นสุดหากสภาฯลงมติไม่ไว้วางใจนายกฯ ทางคณะกมธ.ยกร่างฯได้มีปรับแก้โดยบัญญัติให้ในกรณีสภาผู้แทนราษฎรลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี จะไม่มีผลให้นายกรัฐมนตรีต้องยุบสภาฯ แต่นายกฯต้องพ้นจากตำแหน่งและให้บุคคลที่ฝ่ายค้านเสนอให้เป็นนายกรัฐมนตรีแนบท้ายญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นนายกรัฐมนตรีแทน ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญพ.ศ.2550
เมื่อถามว่า การไม่ให้สภาฯถูกยุบไปด้วยในกรณีที่นายกฯแพ้โหวตในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะมีผลให้เสถียรภาพของรัฐบาลในอนาคตมีความไม่มั่นคงหรือไม่ ในเมื่อคณะกมธ.ยกร่างฯเคยบอกว่าการให้สภาฯสิ้นผลไปพร้อมกับนายกฯหากนายกฯแพ้การอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นหนึ่งในมาตรการคุ้มครองนายกฯจากการถูกต่อรองทางการเมือง น.ส.สุภัทรา กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกมธ.ยกร่างฯก็ได้พิจารณาในเรื่องนี้ แต่เชื่อว่ามาตรการคุ้มครองนายกฯที่เหลืออีก 2 มาตรการ คือ การให้นายกฯยื่นขอให้สภาฯลงมติไว้วางใจตัวเอง และการให้สภาฯลงมติให้ความเห็นชอบกับสาระสำคัญในร่างพ.ร.บ. น่าจะเพียงพอที่จะทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพที่มั่นคงพอ
น.ส.สุภัทรา กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ยังได้มีการแก้ไขเรื่องคุณสมบัติของรัฐมนตรี โดยกำหนดให้บุคคลที่จะมาเป็นรัฐมนตรี จะต้องไม่เคยจำคุก เว้นแต่เป็นความผิดที่กระทำโดยความประมาท ความผิดลหุโทษ และหมิ่นประมาท โดยจะต้องพ้นโทษมาแล้วเป็นเวลาห้าปีก่อนได้รับการแต่งตั้ง รวมถึงที่ประชุมเห็นชอบให้มีการปรับแก้ถ้อยคำเรื่องการกำหนดหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ในบางส่วน โดยไม่ได้กำหนดให้การเข้าร่วมประชุมสภาฯ วุมิสภา และรัฐสภา ของนายกฯและรัฐมนตรี เป็นหน้าที่ และเป็นภารกิจสำคัญเหนือภารกิจอื่น จากเดิมที่คณะกมธ.ได้กำหนดให้เป็นหน้าที่และภารกิจสำคัญเหนือภารกิจอื่นใด ของนายกฯและรัฐมนตรี เนื่องจากเห็นว่าหากกำหนดสภาพบังคับดังกล่าว อาจมีผลต่อการทำงานของรัฐบาล







