
เลือกซ่อมเขต 6 ชองกระแส 'ศพ-ซากตึก'
8...ทีมข่าวการเมือง
การเลือกตั้งซ่อม สส.กทม. เขต 6 ประกอบด้วย คลองสามวา คันนายาว บึงกุ่ม และหนองจอก ซึ่งกำหนดวันเลือกตั้งวันที่ 25 ก.ค. คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดรับสมัครวันที่ 28 มิ.ย.2 ก.ค. มีความน่าสนใจหลายประการ เพราะเป็นการเลือกตั้ง สส. ครั้งแรกหลังเกิดวิกฤตนองเลือดครั้งประวัติศาสตร์ของการเมืองไทย ที่มียอดคนตาย 90 คน เจ็บร่วม 2,000 คน
การเมืองแตกเป็นสองขั้ว คนกรุง กับ ต่างจังหวัด มองเทพกับมารกันคนละด้าน คนละพรรค
การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ คู่แข่งสำคัญคือ พรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทย ขณะที่พรรคการเมืองใหม่ค่ายเสื้อเหลืองสอดแทรกมาส่งผู้สมัครลงเป็นครั้งแรก
ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่จำนวนที่นั่งในสภา เพราะลำพัง 1 เสียง หากพรรคเพื่อไทยชนะก็ไม่ได้มีผลพลิกกลับมาเป็นรัฐบาล หรือจะเพิ่มอำนาจการตรวจสอบในสภา
ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์อยู่ในฐานะแพ้ไม่ได้ เพราะเป็นการเลือกตั้งซ่อมแทนที่นั่งเดิมหลังจาก ทิวา เงินยวง สส.กทม. เขต 6 ที่เสียชีวิต
“
วิชาญ มีนชัยนันท์” ประธานภาค กทม. พรรคเพื่อไทย สะท้อนว่า การเลือกตั้งแต่ละครั้งเป็นการวัดกระแสเช็กเรตติ้งพรรค ว่าประชาชนยังเชื่อมั่นต่อพรรคหรือไม่ ถ้าคะแนนสูสี ถือว่าเรายังอยู่ได้ แต่ถ้าเราได้คะแนนน้อยก็ต้องกลับมามองตัวเองว่าเกิดอะไรขึ้นส่วน
“สมัย เจริญช่าง” สส.กทม. เขต 6 พรรคประชาธิปัตย์ สะท้อนเช่นกันว่า นี่เป็นการเลือกตั้งซ่อมที่ทั้งประเทศจับตามากที่สุด เพราะเกิดขึ้นในพื้นที่ กทม. เป็นครั้งแรกหลังจากการเลือกตั้งใหญ่เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2550 รวมทั้งยังเป็นช่วงหลังเหตุวิกฤตการเมือง“
ผลการเลือกตั้งครั้งนี้จะสะท้อนอารมณ์ ความรู้สึก ของโหวตเตอร์ใน กทม. ได้ระดับหนึ่ง ดังนั้นแต่ละพรรคจึงให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งครั้งนี้มาก ตั้งแต่การคัดเลือกผู้สมัครที่จะต้องไม่ดูถูกประชาชน ไม่ใช่จะไปหาใครมาลงสมัครก็ได้”“
สำหรับเขตนี้ซึ่งเป็นพื้นที่เดิมของประชาธิปัตย์ แต่ไม่ได้หมายความว่าเลือกตั้งซ่อมแล้วจะต้องเป็นของประชาธิปัตย์ เพราะในพื้นที่ก็มีทั้งแฟนประจำ และอีกส่วนคือ กระแส ว่าในช่วงนั้นเป็นอย่างไร ดังนั้นจึงประมาทไม่ได้ ตั้งแต่ในส่วนของการคัดเลือกผู้สมัคร ที่จะต้องมองว่าพื้นที่นี้มีความพิเศษ ไม่ใชแค่บึงกุ่มที่เป็นเขตใหญ่ 1.5 แสนคน แต่ยังมีคลองสามวา หนองจอก ที่มีประชากรจำนวนไม่น้อย”แต่การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้อยู่ในสถานการณ์พิเศษ เพราะอยู่ภายใต้การประกาศใช้
“พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน” ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในระหว่างการเลือกตั้ง โดยพรรคเพื่อไทยเรียกร้องให้ยกเลิกประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เพราะเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพ หากชุมนุมเกิน 5 คน ก็จะมีความผิดที่สำคัญ การคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ยิ่งทำให้พรรคเพื่อไทยเสียเปรียบ จากต้นทุนเดิมที่มีกระแสเผาบ้านป่วนเมืองอยู่แล้ว ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ได้เปรียบเต็มประตูตั้งแต่ออกสตาร์ต
บิ๊กเพื่อไทยคำนวณว่า ประชาธิปัตย์ได้เปรียบ 20% จากอำนาจรัฐ การใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ การยึดสื่อ ผู้ว่าฯ กทม. ที่เป็นคนของพรรคประชาธิปัตย์ ฉะนั้นโอกาสลุ้นยาก
ระหว่างนี้จึงเล่นเกมโยนหินกดดันให้รัฐบาลยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ทั้งที่รู้ว่ารัฐบาลไม่มีทางยกเลิก เพราะต้องการใช้กฎหมายควบคุมสถานการณ์เสื้อแดง พร้อมชิ่งไปที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าจะออกระเบียบปฏิบัติหาเสียงอย่างไรภายใต้การบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ
ทั้งหมดชี้ว่า พรรคเพื่อไทยเสียเปรียบทุกประตู
กระนั้น กระบวนการคัดเลือกผู้สมัครของสองพรรคใหญ่จึงยังไม่ยุติ ต่างฝ่ายต่างหยั่งเชิง รอประกบคู่ตัวจริง
ซีกเพื่อไทยก็ยังไม่กล้าฟันธงให้
“ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” ผู้ต้องหาคดีก่อการร้าย เป็นตัวจริง เพราะกลัวจะพลาดเรื่องคุณสมบัติที่เจ้าตัวยังอยู่ในที่คุมขัง ข้อสำคัญ ครั้งนี้เป็นเลือกตั้งซ่อมในเมืองหลวง ซึ่งคนกรุงยังหลอนภาพเผาเมืองของกลุ่มคนเสื้อแดงแกนนำกลุ่ม นปช. ลงเลือกตั้ง กทม. อาจเป็นผลดีที่ได้ท้าทายศาลกดดันให้ประกันตัวณัฐวุฒิมาลงสมัครและหาเสียง ตามที่พรรคประชาธิปัตย์กล่าวหาอยู่
หรือถ้าศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวลงสมัคร ต้องหาเสียงอยู่ในคุก เพื่อไทยอาจคิดในแง่ ผลเลือกตั้งหากชนะก็เป็นการ
“ชนะในคุก” ตบหน้ารัฐบาลและกระบวนการยุติธรรม แต่ถ้าแพ้ด้วยคะแนนสูสี ก็ถือว่า “แพ้แต่ชนะใจคนเสื้อแดง”ไม่มีอะไรจะเสียสำหรับเพื่อไทยและเสื้อแดง งานนี้มีแต่ได้กับได้
เพียงแต่ถ้าจะส่งณัฐวุฒิต้องมั่นใจว่ามีคุณสมบัติครบ ไม่ติดข้อห้ามซึ่งยังเสี่ยง เพราะถ้าส่งไปแล้ว กกต. หรือศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า มีคุณสมบัติต้องห้าม เพื่อไทยก็แพ้แต่ในมุ้ง
แคนดิเดตของเพื่อไทยหลักๆ มีอยู่ 4 คน อยู่ระหว่างสแกนคุณสมบัติและหยั่งกระแสการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ประกอบด้วย
“ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” เลขาธิการกลุ่ม นปช. “พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์” โฆษกพรรค “จิรายุ ห่วงทรัพย์” รองโฆษกพรรค และ “ภักดีหาญส์ หิมะทองคำ” อดีตผู้สมัคร สส. เขตนี้อีก 12 วัน เพื่อไทยรอนายใหญ่ตัดสินว่า จะให้ ณัฐวุฒิ หรือ พร้อมพงศ์ หรือไม่ส่งใครลงเพื่อไม่ให้เสียหน้า และลบคำวิจารณ์ว่าแพ้เพราะคนกรุงปฏิเสธเสื้อแดง
แวะมาดูพรรคประชาธิปัตย์ที่จะตัดสินวันนี้ ใครเป็นผู้สมัครตัวจริงในจำนวน 6 ชื่อ ประกอบด้วย
“เกรียงยศ สุดลาภา” อดีตผู้สมัครเดิมของพรรค “พนิช วิกิตเศรษฐ์ ” ผู้ช่วย รมว.ต่างประเทศ “วีระชัย ถาวรทนต์” เลขานุการ รมว.ศึกษาธิการ “พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์” ผู้ช่วย รมต.ประจำสำนักนายกฯ “จิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี” ทายาทเบียร์สิงห์ และ “ศักดิ์ สุวรรณกูฎ อดีตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ปี 2543”เนื้อหาการหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ หนีไม่พ้นกระแสที่รัฐบาลกระพืออยู่ ทั้งเรื่องการสร้างความปรองดอง จุดแข็งด้านเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัว ส่วนเหตุการณ์ชุมนุม อธิบายความเฉพาะภาพการเผาเมือง เซ็นทรัลเวิลด์ที่เป็นมิติที่แบ่งแยกกันอยู่
“
ซากตึก” ความหมายเชิงสัญลักษณ์ ที่อธิบายความได้ดีของรัฐบาล ส่วนเพื่อไทย เน้นการอธิบายเรื่อง “ศพ” ในเหตุการณ์ผลจะเป็นอย่างไร ขับเคี่ยวแค่ไหนกำลังเข้าสู่ยกแรก







