
พัฒนาคนไทยให้ก้าวไกลสู่อินเตอร์
....สุเทพ กล่ำทวี
การพัฒนาประเทศใดประเทศหนึ่งในโลกใบนี้ให้บังเกิดเป็นผลสำเร็จ จากประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติ พบว่าไม่มีสิ่งใดจะดีไปกว่าการให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนให้มีศักยภาพและสามารถก้าวไปสู่การยกระดับ และการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทุกๆ ด้านบนเวทีระดับโลก
อย่างไรก็ตาม งานด้านการพัฒนาคนถือว่าเป็นงานค่อนข้างหินและไม่สามารถที่จะคาดหวังหรือกำหนดผลลัพธ์ให้เป็นไปตามที่ต้องการได้โดยง่ายและโดยรวดเร็ว เนื่องจากเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยแผนการดำเนินการที่ชัดเจนในระยะยาว ประสิทธิภาพในการนำแผนไปปฏิบัติให้เกิดผลสำเร็จโดยต้องอาศัยงบประมาณมหาศาลรวมทั้งความอดทนและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม
จากปัญหาและข้อจำกัดดังกล่าว ทำให้หลายๆ รัฐบาลโดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาไม่สามารถดำเนินการตามแผนการสร้างและพัฒนาคนให้เป็นไปตามที่ต้องการได้ ประกอบกับการที่ภาคการเมืองมักที่จะดำเนินการตามแผนการใดๆ ก็แล้วแต่ที่สามารถเห็นผลได้ระยะสั้น อาจจะเป็นเพราะต้องการหวังผลทางการเมือง
หันกลับมาที่ประเทศไทยซึ่งกำลังมีการดำเนินการเพื่อจัดทำแผนการปรองดองแห่งชาติ แม้ว่าจะมีเสียงคัดค้านจากพรรคฝ่ายค้าน แต่ก็ดูเหมือนว่าสังคมส่วนใหญ่จะยังคงต้องการเห็นการพัฒนาประเทศก้าวเดินไปข้างหน้าและต้องการเห็นผลที่เป็นรูปธรรมเพื่อการพัฒนาประเทศครั้งใหญ่
อย่างที่ผู้เขียนเคยบอกไว้ในบทความก่อนหน้านี้ว่า การที่จะทำให้แผนการใดๆ สามารถดำเนินการไปได้โดยความเรียบร้อยและสามารถคาดการณ์เห็นความสำเร็จได้อย่างจริงจัง บรรดาผู้นำทางการเมืองทุกระดับจะต้องให้ความสำคัญและเอาใจใส่กับแผนการนั้นๆ อย่างจริงจังและจริงใจ
ผู้เขียนมีข้อเสนอแนะที่อยากจะฝากผ่านไปถึงผู้ที่เกี่ยวข้องในการจัดทำแผนการปรองดองแห่งชาติทุกคน โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคนในประเทศ ดังต่อไปนี้
ประการแรก แผนการปรองดองใดๆ ก็ตามที่จะคลอดออกมาสู่สายตาของประชาชนคนไทยในไม่ช้านี้ ควรเป็นแผนที่จัดขึ้นเพื่อเป็นการวางพื้นฐานระยะยาวไว้สำหรับการพัฒนาศักยภาพในการแข่งขัน ยกระดับขีดความรู้และความสามารถของคนไทยเพื่อการแข่งขันจากระแสโลกาภิวัตน์ในอนาคตเอาไว้ด้วย
ประการที่สอง ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำแผนปรองดองทุกฝ่าย จะต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนและการศึกษาเป็นอันดับต้นๆ การวางแผนในการพัฒนาการด้านการศึกษาควรจะต้องกระทำอย่างรอบคอบและพิถีพิถันให้มากที่สุด เนื่องจากการพัฒนาคนเป็นเรื่องของการดำเนินการในระยะยาว
ประการที่สาม ภาคการเมืองควรจะต้องจัดให้กระทรวงศึกษาธิการเป็นกระทรวงเกรดเอ (ด้านการพัฒนาประเทศ) การเฟ้นหาบุคคลมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ควรจะต้องให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้นำประเทศและจะต้องไม่จัดเก้าอี้ดังกล่าวไปให้กับพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ หรือกันไว้เป็นของขวัญสำหรับนักการเมืองที่ผิดหวังอย่างที่เคย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการควรจะต้องเป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์ด้านการศึกษาที่ชัดเจนและก้าวหน้าสามารถอธิบายต่อสาธารณชนได้
ประการที่สี่ การจัดทำแผนการด้านการพัฒนาคน ไม่ว่าจะในรูปแบบหรือในมิติใด ผู้ที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาแผนจะต้องนำเอาปัจจัยภายนอกในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระแสการพัฒนาของโลกในยุคปัจจุบันเข้ามาเป็นองค์ประกอบและกำหนดทิศทางในการพัฒนาคนไทยให้สอดคล้องกับการพัฒนาการของโลก ทั้งนี้เพื่อเป็นการปูพื้นฐานในการพัฒนาด้านการแข่งขันให้แก่คนไทยในอนาคต
ประการที่ห้า แผนการปรองดองใดๆ ก็ตามที่จะบังเกิดผลสำเร็จได้ จะต้องอาศัยความรักและความสามัคคีของคนทั้งชาติ และต้องมีการปลูกฝังตั้งแต่ในวัยเด็กผ่านทางกิจกรรมหรือหลักสูตรด้านการศึกษาที่กระทรวงศึกษาจะต้องทำการวางแผนกำหนดลงไปในหลักสูตรการเรียนการสอนตามสถาบันการศึกษาให้เหมาะสม
ประการสุดท้าย การกำหนดหลักสูตรด้านการบริหารจัดการความขัดแย้ง (สำหรับผู้บริหารทั้งในภาคการเมืองและภาคเอกชน) ไว้ในสถาบันการศึกษา สำหรับผู้บริหารยังเป็นสิ่งจำเป็นอีกสิ่งหนึ่ง เนื่องจากความขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมชาติที่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ผู้บริหารทุกระดับจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีทั้งทฤษฎีและทักษะด้านดังกล่าวเอาไว้ใช้ตามความจำเป็นในแต่ละสถานการณ์







