
เกียร์ถอยบวรศักดิ์ รอฟังสัญญาณ คสช.
หากดูจังหวะก้าวของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญผ่านท่าที "บวรศักดิ์ อุวรรณโณ" ประธาน กมธ.ยกร่างฯ
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
หากดูจังหวะก้าวของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญผ่านท่าที "บวรศักดิ์ อุวรรณโณ" ประธาน กมธ.ยกร่างฯ ในขณะนี้ต้องถือว่ามีนัยสำคัญในทางการเมืองพอสมควร
ไม่ว่าจะเป็นการปาฐกถาชี้แจงภาพรวมของการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญที่โรงแรมเซ็นทราศูนย์ราชการ และคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ ในหัวข้อ "สานพลังประชาชนเพื่อปฏิรูปประเทศไทย" เมื่อวันที่ 27 มี.ค. ซึ่งเป็นเวทีที่มีการถ่ายทอดสดผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทยช่อง 11 ต่อด้วยการเปิดเวทีที่รัฐสภาเมื่อวันที่ 28 มี.ค. ที่ให้สื่อมวลชนได้สอบถามเกี่ยวกับการทำงานอย่างละเอียด
แน่นอนว่าความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นดังกล่าว มองเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากการปรับกลยุทธ์เพื่อเดินหน้ารุกมากขึ้น หลังจากก่อนหน้านี้ทำได้แค่ตั้งรับและถูกถล่มโดยพรรคการเมืองสองพรรคใหญ่ และสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) บางกลุ่ม
อย่างไรก็ตาม การแก้เกมของคณะ กมธ.ยกร่างฯ ไม่ได้มีเพียงแค่การชิงพื้นที่สื่อมวลชนเท่านั้น แต่อาจรวมไปถึงการยอมถอยเพื่อแก้ไขเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญบางประเด็นด้วย
สองประเด็นที่มีแนวโน้มว่าน่าจะถูกแก้ไขมากที่สุด คือ "ที่มานายกรัฐมนตรี-กระบวนการในการได้มาซึ่ง สว." เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะประธาน กมธ.ยกร่างฯ เป็นผู้ส่งสัญญาณออกมาเอง
ในประเด็นที่มาของนายกฯ ปฏิเสธไม่ได้ว่าการไม่บังคับให้นายกฯ ต้องเป็น สส.กระแสต่อต้านมีพอสมควร เพียงแต่โอกาสที่จะปรับเนื้อหากันจริงๆ ถึงขั้นกลับไปสู่การให้นายกรัฐมนตรีต้องเป็น สส.มีโอกาสเป็นไปได้ยาก เพราะการให้คนนอกมาเป็นนายกฯ ได้ คือ หลักการสำคัญของคณะ กมธ.ยกร่างฯ ได้วางเอาไว้
ถ้าคณะ กมธ.ยกร่างฯ จะแก้เรื่องที่มาของนายกฯ อย่างมากที่สุดก็ทำได้แค่การเพิ่มเงื่อนไขการเข้ามาเป็นนายกฯ ของคนนอก เช่น ให้สภาผู้แทนราษฎรต้องมีมติ 2 ใน 3 หรือประมาณ 313 เสียงจาก สส.ทั้งหมด 470 คน ต่างกับ สส.ที่จะมาเป็นนายกฯ ที่ต้องได้รับเสียงจากสภาฯ เกินกึ่งหนึ่งหรือประมาณ 235 คนเท่านั้น
แต่หากว่ากันตามจริงแล้ว โอกาสที่จะเกิดการปรับแก้ไขในชั้นคณะ กมธ.ยกร่างฯ เพื่อเพิ่มเงื่อนไขเฉพาะกรณีนายกฯ คนนอกดังกล่าวยังมีอุปสรรคพอสมควร
ต้องไม่ลืมว่าเมื่อการประชุมนอกสถานที่ที่พัทยา จ.ชลบุรี เดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ได้มี กมธ.ยกร่างฯ เสนอให้ที่ประชุมใส่เงื่อนไขที่ว่านั้นลงเข้าไปในร่างรัฐธรรมนูญ เพราะนายกฯ คนนอกไม่ผ่านการตรวจสอบจากประชาชนเหมือนกับ สส. แต่สุดท้ายแพ้การหยั่งเสียงในที่ประชุม
เสียงส่วนใหญ่ของที่ประชุมขณะนั้นเห็นว่าควรให้การเข้ามาเป็นนายกฯ ของคนนอกกับ สส.มีเงื่อนไขเหมือนกัน หากไปกำหนดให้นายกฯ คนนอกต้องใช้เสียงถึง 2 ใน 3 จะทำให้คนนอกมาเป็นนายกฯ เพื่อแก้วิกฤตมีทางเป็นไปได้ยาก และอาจไม่ทันต่อสถานการณ์คับขันที่ต้องได้รับการแก้ไข
แม้โอกาสการปรับเปลี่ยนกระบวนการเลือกนายกฯ จะเกิดขึ้นยาก แต่ถ้าเป็นการแก้ไขปรับลดอำนาจนายกฯ ในบางเรื่องแล้วถือว่าพอมีลู่ทางไปได้
ทั้งนี้ ในระหว่างการพิจารณาถ้อยคำที่เป็นเจตนารมณ์ของร่างรัฐธรรมนูญในรายมาตราเมื่อไม่นานนี้ ได้มี กมธ.ยกร่างฯ จำนวนมากอภิปรายตั้งข้อสังเกตถึงความเหมาะสมเกี่ยวกับอำนาจนายกฯ ที่เพิ่มขึ้น เช่น การให้นายกฯ ยุบสภาฯ ได้หากสภาฯ ลงมติไม่ไว้วางใจ หรือการให้นายกฯ เสนอเรื่องให้สภาฯ ลงมติโหวตไว้วางใจตัวเองได้ เป็นต้น
โดย กมธ.ยกร่างฯ กลุ่มนี้มองว่าในเมื่อนายกฯ กระทำความผิด จนสภาฯ ไม่สามารถให้ความไว้วางใจต่อไปได้ ก็ควรเป็นเรื่องที่นายกฯ ต้องรับผิดชอบด้วยการพ้นจากตำแหน่ง เพื่อให้สภาฯ เลือกนายกฯ คนใหม่ ไม่ใช่ให้สภาฯ ต้องมารับผิดชอบกับความบกพร่องของนายกฯ ด้วย เพราะฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติต่างมีอิสระต่อกัน ซึ่งประเด็นนี้ทั้งหมดฝ่ายเลขานุการยินดีจะรับไปพิจารณา
ขณะที่ กระบวนการในการมาซึ่ง สว.กำลังมีแนวโน้มว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญ โดยในที่นี้หมายถึงการให้มี สว.จากการเลือกตั้งโดยตรงจังหวัดละ 1 คน รวมเป็น 77 คน
เป็นเรื่องที่บวรศักดิ์และ กมธ.ยกร่างฯ จำนวนไม่น้อยให้ความสำคัญ และต่างยอมรับว่ากระแสต่อต้านการเลือกตั้งทางอ้อม สว.5 ช่องทางมีค่อนข้างมาก
โดยเฉพาะเสียงวิจารณ์ว่า สว.ระบบนี้ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน และในเมื่อ สว.ไม่ได้มีจุดยึดโยงจากประชาชน ส่งผลให้มีคำถามตามมาว่า สว.จะมีความชอบธรรมพอกับการทำหน้าที่ถอดถอนบุคคลที่มาจากการเลือกตั้งร่วมกับรัฐสภาหรือไม่
ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงทำให้บวรศักดิ์ต้องส่งสัญญาณออกมาในทำนองพร้อมทบทวนและเปิดทางให้มี สว.จากการเลือกตั้ง เพื่อลดกระแสต่อต้านจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย และไม่ให้ สว.ในอนาคตมีปัญหาในเรื่องความชอบธรรมทางการเมือง
แต่กระนั้น ประเด็นการทบทวนเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะทำได้มากน้อยแค่ไหน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของบวรศักดิ์และฝ่่ายเลขานุการเพียงฝ่ายเดียว โดยทั้งหมดอยู่ที่สัญญาณจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในฐานะต้นน้ำของแม่น้ำทั้งห้าสาย
ถ้า คสช.เซย์เยสก็ไม่น่าจะมีปัญหา แต่หาก คสช.เซย์โน ก็เป็นเรื่องยากที่ คณะกมธ.ยกร่างฯ จะขัดขืนได้







