
สปช.รับทราบรายงานปฏิรูปโครงสร้างภาษี
ที่ประชุมสปช.รับทราบรายงานการปฏิรูประบบและโครงสร้างภาษีและการปฏิรูปการเงินฐานรากและสหกรณ์ออมทรัพย์
ที่ประชุมสปช.รับทราบรายงานการปฏิรูประบบและโครงสร้างภาษีและการปฏิรูปการเงินฐานรากและสหกรณ์ออมทรัพย์
เมื่อวันที่ 30 มี.ค. การประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่มีน.ส.ทัศนา บุญทอง รองประธาน สปช.คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานในการประชุม โดยได้พิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง สปช. เรื่อง การปฏิรูประบบและโครงสร้างภาษีและการปฏิรูปการเงินฐานรากและสหกรณ์ออมทรัพย์ ที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว
โดยนายสมชัย ฤชุพันธ์ ประธานฯ รายงานว่า ระบบภาษีอากรของไทยยังมีความไม่ครบถ้วนและไม่เหมาะสมหลายประการ จึงต้องมีการปฏิรูประบบภาษีให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจสังคมไทยและของโลก ที่ผ่านมาภาษีอากรของไทยได้รับการเปลี่ยนแปลงแก้ไขพัฒนาและปรับโครงสร้าง โดยทางภาษีเงินได้ได้ปรับลดอัตราภาษีแบบอัตราก้าวหน้า
“เดิมเคยมีอัตราสูงสุดที่ 65% ลดลงเหลือ 37% และเมื่อเร็วๆนี้ ได้ลดลงอีกเหลืออัตราสูงสุด 35% ส่วนภาษีศุลกากรก็ได้ลดอัตราภาษีลงอย่างมาก จนรายได้จากภาษีศุลกากรซึ่งเคยเป็นแหล่งรายได้สูงสุดใน 3 กรมภาษีหลักขณะนี้ เป็นกรมที่จัดเก็บรายได้น้อยที่สุด ส่วนภาษีการค้าได้ยกเลิกภาษีการค้า และได้นำเอาภาษีมูลค่าเพิ่มมาใช้แทนภาษีการค้า”นายสมชัย ระบุ
นอกจากนี้ ระบบภาษีอากรของไทยมีปัญหาสำคัญ 4 ประการ คือ 1. ไม่ได้มีการแบ่งแยกชัดเจนในกฎหมายระหว่างภาษีของรัฐบาลระดับชาติกับภาษีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 2.ระบบภาษีของไทยยังมีภาษีไม่ครบฐานมีเพียงฐานการนำเข้าและส่งออก คือ ภาษีศุลกากรและฐานจากการผลิต และการบริโภคในประเทศ คือ ภาษีVAT และภาษีสรรพสามิต แต่ไม่มีภาษีจากฐานทรัพย์สินที่เป็นจริง และภาษีจากฐานมรดก ซึ่งรัฐบาลกำลังจะนำเสนอภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพื่อใช้แทนภาษีบำรุงท้องที่ละภาษีโรงเรือนและภาษีที่ดิน
ส่วนภาษีมรดกขณะนี้รัฐบาลได้เสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แล้ว 3.ภาษีเงินได้ของไทยมีโครงสร้างอัตราที่ล้าสมัย ไม่สอดคล้องกับระดับขั้นการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ 4. ภาษีบางตัวล้าสมัยและเป็นภาษีก่อความรำคาญ 5. ระบบการบริหารจัดเก็บภาษียังไม่สามารถปรับปรุงประสิทธิภาพได้และ 6.การกำหนดนโยบายภาษีของไทย ขาดการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้อง
นายสมชัย กล่าวอีกว่า ทางคณะกรรมาธิการของเสนอกรอบแนวคิดในการปฏิรูป 6 ประการ คือ 1.ให้แยกให้ชัดไว้ในกฎหมายว่าภาษีของประเทศไทยมี 2 ระดับ คือ ระดับชาติ และระดับท้องถิ่น และทำการจัดแบ่งให้ภาษีก่อเกิดรายได้ต่อท้องถิ่นได้มากพอหรือเกือบพอกับการใช้จ่ายของท้องถิ่น 2.ให้เร่งทำภาษีให้ครบฐานโดยดำเนินการออกภาษีมรดก ภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างภายในอายุของสนช. 3. ให้ปรับช่วงเงินได้ของอัตราภาษีเงินได้ให้กว้างและสูง เพื่อให้อัตราภาษีสูงสุดใช้กับเงินได้สุทธิที่สูงขึ้นกว่าเดิมอย่างสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจของไทย
4.ให้ดำเนินการยกเลิกอากรแสตมป์โดยเร็ว 5.ให้ดำเนินงานปนรับปรุงการบริหารจัดเก็บภาษีให้ครอบคลุมถึงผู้ที่ต้องเสียภาษีให้กว้าวขางขึ้น และ 6.ให้จัดตั้งคณะกรรมาการภาษีอากรระดับชาติ โดยมีองค์ประกอบทั้งภาครัฐเอกชนนักวิชาการ และภาคประชาชน
จากนั้น ได้เปิดให้สมาชิกแสดงความคิดเห็น โดยส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการปฏิรูปโครงสร้างภาษี แต่ควรที่จะสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนเต็มใจเสียภาษี ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้สามารถจัดเก็บภาษีได้มากขึ้น ขณะที่สมาชิกบางส่วนเสนอให้มีการปฏิรูปหน่วยงานที่มีหน้าที่จัดเก็บภาษี เช่น กรมสรรพากร และศุลกากร
ทั้งนี้ เพราะที่ผ่านมามีข่าวว่าเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรมีการทุจริตเรื่องการจัดเก็บภาษีจนถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบเรื่องความร่ำรวยผิดปกติ จึงอยากเสนอให้เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรและศุลกากรต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อป.ป.ช.ด้วย และถือว่าที่ประชุมรับทราบรายงานและข้อเสนอแนะของสมาชิก โดยทางคณะกรรมาธิการฯจะนำไปปรับปรุงแก้ไขต่อไป







