
ใช้มาตรา44แทนอัยการศึกหลังพิงฝาไม่มีทางเลือก
การนำมาตรา 44 มาใช้แทนอัยการศึก อาจจะไม่ใช่การปรับกลยุทธ์ของรัฐบาลที่ถูกจุดเท่าไหร่นัก
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ในที่สุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็ทนกับกระแสกดดันไม่ไหว ภายหลังจากต้องประกาศเลิกใช้กฎอัยการศึก และนำมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 มาใช้แทน
รวมเวลาในการใช้กฎอัยการศึกของ พล.อ.ประยุทธ์ นับตั้งแต่เมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2557 เพื่อควบคุมสถานการณ์ทางการเมืองในช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จนถึงปัจจุบันกินเวลาเกือบ 9 เดือนกันเลยทีเดียว
ตลอดเวลากว่า 9 เดือนของการใช้กฎอัยการศึก ถือว่ามีผลผูกพันต่อกระแสในตัว พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ไม่น้อย
ช่วงแรกของการประกาศใช้ก่อนการรัฐประหาร พล.อ.ประยุทธ์ ได้รับเสียงชื่นชมไม่น้อย เพราะสามารถควบคุมสถานการณ์ไม่เกิดความรุนแรงระหว่างผู้ชุมนุมและรัฐบาลในขณะนั้นได้
แต่ก็เหมือนกราฟชีวิตที่มีขึ้นก็ต้องมีลง เนื่องจากภายหลังการรัฐประหาร ต่อด้วยการมีรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว และมีการจัดตั้งรัฐบาลและสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อย่างเป็นทางการ กระแสเรียกร้องให้ยกเลิกการใช้กฎอัยการศึกก็เริ่มดังขึ้นเป็นระยะ
ส่วนหนึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่ากระแสกดดันที่แรงขึ้นนั้นมาจากท่าทีของรัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงเอง โดยเฉพาะการแสดงออกกับกลุ่มบุคคลที่เห็นต่างกับรัฐบาลด้วยการเชิญมารายงานตัวหรือควบคุมตัว ทั้งๆ ที่กลุ่มคนจำนวนหนึ่งแสดงออกด้วยความสงบ ไม่ได้มีลักษณะยุยงปลุกปั่นแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่ารัฐบาลจะไม่เห็นถึงปัญหาดังกล่าว ไม่เช่นนั้นคงไม่ส่งสัญญาณเพื่อสร้างกระแสในทางบวกออกมา เช่น การบอกว่าแม้ในทางกฎหมายจะยังคงใช้อัยการศึกอยู่ แต่ในทางปฏิบัติก็ไม่ได้มีความเข้มข้นเหมือนกับช่วงแรก เป็นต้น แต่สุดท้ายสัญญาณในทางบวกที่รัฐบาลพยายามส่งออกมาก็ไม่เป็นผลและไม่ช่วยให้กระแสกดดันคลายตัวลง
ปัจจัยสำคัญที่มีผลให้กระแสกดดันต่อเรื่องการให้เลิกใช้กฎอัยการศึกมากขึ้นเป็นระยะๆ คือ ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ
แม้รัฐบาลจะย้ำนักย้ำหนาว่าอัยการศึกที่มีอยู่จะไม่ได้ใช้อย่างจริงจัง แต่ต้องไม่ลืมว่าตราบใดที่ยังไม่ยกเลิกอัยการศึก ก็ไม่ต่างอะไรกับการมีสัญลักษณ์ของความไม่เป็นประชาธิปไตยอยู่ ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นการสร้างบรรยากาศในทางเศรษฐกิจที่ไม่ดี
ดัชนีชี้วัดปัญหาของเศรษฐกิจไทยเวลานี้อยู่ที่ตัวเลขการส่งออกที่ติดลบ โดยกระทรวงพาณิชย์เพิ่งเปิดเผยออกมาก่อนหน้านี้ว่า การส่งออกช่วง 2 เดือนแรก (ม.ค.-ก.พ.) มีมูลค่า 3.44 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 4.82% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา
เมื่อเป็นเช่นนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการเลิกกฎอัยการศึก โดยหวังจะเป็นการสร้างบรรยากาศในทางที่ดีให้กับเศรษฐกิจ ช่วยให้เศรษฐกิจไทยกลับมาอยู่ในจุดที่ดีก่อนส่งมอบประเทศในปี 2559 ผ่านการเลือกตั้ง
ถึงกระนั้นก็ยังคงมีคำถามตามมาอีกว่าการนำมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 มาใช้ จะช่วยกู้สถานการณ์ให้กับรัฐบาลได้จริงหรือไม่
พลิกดูเนื้อหามาตรา 44 ก็พบว่าการใช้อำนาจบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ยังคงรวมศูนย์แบบเด็ดขาดที่ พล.อ.ประยุทธ์ เพียงคนเดียว โดยไม่สามารถตรวจสอบได้
ถ้าว่ากันตามจริงสาระสำคัญระหว่างมาตรา 44 และกฎอัยการศึกแทบไม่ได้มีความแตกต่างกันมากนัก จะมีก็แค่มาตรา 44 กำหนดให้หัวหน้า คสช.มีภาระผูกพันต้องรายงานต่อประธาน สนช.และนายกรัฐมนตรีภายหลังใช้อำนาจตามมาตราดังกล่าวแล้วเท่านั้น
จริงอยู่การที่มาตรา 44 จะบัญญัติให้หัวหน้า คสช.ต้องรายงานต่อประธาน สนช. ซึ่งในทางปฏิบัติก็คือการแถลงชี้แจงต่อที่ประชุม สนช.เพื่อให้ทราบถึงการดำเนินการของหัวหน้า คสช. แต่เพียงแค่นี้จะเป็นหลักประกันให้การใช้อำนาจมาตรา 44 ของหัวหน้า คสช.โปร่งใสและไม่เกินความจำเป็นหรือไม่ ในเมื่อ สนช.ก็มาจากการเลือกของ คสช.
นอกจากนี้ ต้องไม่ลืมว่าขณะนี้ร่างรัฐธรรมนูญกำลังเป็นรูปเป็นร่างและเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย ซึ่งการจะทำกระบวนการดังกล่าวให้มีความสมบูรณ์และมีความชอบธรรม ก็ควรให้ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยแสดงออกได้อย่างเต็มที่ในแบบที่สร้างสรรค์
แต่เมื่อรัฐบาลยังคงถืออำนาจพิเศษเอาไว้อยู่ จะให้แน่ใจได้อย่างไรว่าคนที่เห็นต่างจะสามารถนำเสนอข้อมูลอีกด้านที่มีต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ตามครรลองของประชาธิปไตย
ดังนั้น ในทางกลับกัน การนำมาตรา 44 มาใช้แทนอัยการศึก อาจจะไม่ใช่การปรับกลยุทธ์ของรัฐบาลที่ถูกจุดเท่าไหร่นัก เพราะไม่ต่างอะไรกับการเอาอำนาจที่มีอยู่เดิมในกระเป๋าขวามาใส่ในกระเป๋าซ้าย
แน่นอนว่าในสถานการณ์เช่นนี้ รัฐบาลยังสมควรมีอำนาจพิเศษเอาไว้เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและป้องกันการสร้างความรุนแรง แต่จำเป็นหรือไม่ที่ต้องใช้อำนาจพิเศษตามมาตรา 44 เพราะเครื่องมือรักษาความมั่นคงอย่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ก็น่าจะเป็นตัวเลือกที่มีความเหมาะสม เนื่องจากเป็นการใช้อำนาจในรูปแบบของคณะกรรมการ ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับบุคคลเพียงคนเดียว
ที่สุดแล้วการใช้มาตรา 44 นับจากนี้ไป นอกจากจะไม่ช่วยรัฐบาลแล้ว อาจเป็นการสร้างแรงเสียดทานระลอกใหม่ให้กับรัฐบาลแทน







