
เงินบาปธรรมคาย?
การยอมคืนเงินให้กับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นของธรรมกาย
โดย...สมผล ตระกูลรุ่ง
การยอมคืนเงินให้กับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นของธรรมกาย โดยอ้างว่าเป็นเงินของคณะลูกศิษย์นั้น เห็นเจตนาได้ว่าเป็นการคืนเพื่อต้องการหลุดพ้นจากคดีอาญาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กำลังดำเนินการตามล่าหาผู้ร่วมกระทำความผิด ร่วมกับอดีตประธานสหกรณ์อยู่ในเวลานี้ สิ่งที่ธรรมกายกำลังทำในวันนี้ กำลังบอกเราถึงความคิดและวิธีการที่จะเอาตัวรอดจากคดีอาญาของเจ้าสำนักจานบิน โดยเริ่มจากการคืนเงินเป็นลำดับแรก เพื่อให้เห็นว่าไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ หลังจากนั้นธัมมชโยไม่ยอมไปให้การกับ DSI โดยส่งพระลูกวัดที่อ้างว่าเป็นผู้ทำบัญชี รู้เรื่องบัญชี ไปให้การแทน
เป็นกระบวนการที่จงใจให้ข้อมูลกับสื่อว่า ธัมมชโยไม่รู้เรื่องเงินบริจาค ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องการเงินของวัด มีพระที่ดูแลเฉพาะ ธัมมชโยกำลังวางแผนการต่อสู้คดีในแนวทางว่าตัวเองไม่รู้เรื่อง ไม่ได้เป็นผู้รับเงินบริจาค และอุปโลกน์คนทำบัญชี คนคุมบัญชีมาแทน เพื่อให้เห็นว่าตัวเองไม่ได้เกี่ยวข้อง ไม่รู้เรื่องเงินบริจาค แม้เช็คจะสั่งจ่ายชื่อตัวเองก็ตาม คนอื่นเป็นผู้รับ เป็นผู้จัดการทั้งหมด
ธัมมชโยในฐานะเจ้าสำนัก การบริจาคเงินหลายร้อยล้านบาท ถ้าพนักงานสอบสวนยังเชื่อว่าเจ้าสำนักไม่รู้เรื่อง ไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย ก็ควรจะเชื่อว่าหมาออกลูกเป็นลิงได้!!
ทีมกฎหมายของธัมมชโยคงจะพอคาดเดาได้ว่า คดียักยอกเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นนั้น อดีตประธานสหกรณ์คงเอาตัวไม่รอด หลักฐานการกระทำความผิดชัดเจน ผลจากการกระทำความผิดด้วยการนำเงินมาให้กับธัมมชโยนั้น ผู้รับเงินจากการกระทำความผิดย่อมจะต้องเข้าไปพัวพันกับคดีอาญาอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นตัวการผู้ร่วมกระทำผิด หรือเป็นผู้รับของโจรก็ตาม
ถ้าข้อเท็จจริงปรากฏไปในทางที่ธัมมชโยรู้จักศุภชัย อดีตประธานสหกรณ์เป็นอย่างดี รู้เรื่องการนำเงินมาบริจาคเป็นการอันนอกวัตถุประสงค์ของสหกรณ์ มีผลประโยชน์กับเงินที่ยักยอกออกมาจากสหกรณ์ ก็ถือเป็นผู้ร่วมกระทำความผิด
แต่หากต้องการช่วยเหลือคนรู้จักกันก็อาจโดนข้อหารับของโจร
ก่อนหน้านี้มีนายตำรวจออกมาบอกว่า ติดตามเงินบริจาคคืนจากวัดพระธรรมกายไม่ได้ ดูเหมือนจะอ้างว่าเป็นธรณีสงฆ์ ไม่อาจยึดคืนมาได้
ทรัพย์ที่ได้จากการกระทำความผิด ถึงอย่างไรก็ต้องถูกติดตามเอาคืนให้กับผู้เสียหาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 132 ที่ให้อำนาจพนักงานสอบสวนที่จะตรวจค้นและยึดเอาสิ่งของที่ได้มาโดยการกระทำผิด อันเป็นหลักสากลทั่วไปที่ต้องคุ้มครองผู้เสียหาย
สำหรับข้ออ้างที่อ้างว่าเป็นธรณีสงฆ์ หรือจะเป็นเงินของวัด ไม่สามารถจะยึดได้นั้น เข้าใจว่าคงจะไปหยิบยกเอาพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ มาตรา 35 ที่บัญญัติว่า ที่วัด ที่ธรณีสงฆ์ และที่สาธารณสมบัติกลาง เป็นทรัพย์สินซึ่งไม่อยู่ในความรับผิดชอบแห่งการบังคับคดี ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการติดตามเอาทรัพย์ที่ได้จากการกระทำความผิด
ข้อกฎหมายดังกล่าวเป็นเรื่องที่ดิน ไม่ได้เกี่ยวกับทรัพย์สินอื่น นั่นเป็นประการแรก ประการที่สอง คือ เป็นเรื่องการบังคับคดีในทางแพ่ง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความผิดอาญา หากวัดไปบุกรุกที่ดินของคนอื่น ศาลพิพากษาว่าวัดบุกรุกจริง ที่ดินนั้นย่อมไม่ใช่เป็นที่ของวัด จึงบังคับคดีได้ มิฉะนั้นหากโจรไปบวชพระ ไปบุกรุกที่ดินชาวบ้าน แล้วไม่สามารถเรียกคืนได้ หรือไปยักยอกเงินหรือขโมยเงินชาวบ้าน แล้วไม่สามารถจะยึดเงินกลับมาได้ พวกโจรทั้งหลายคงแห่ไปบวชเป็นพระกันหมดแล้ว
หรือที่นุ่งห่มเหลืองบางคนในปัจจุบันนี้ คือโจรในผ้าเหลือง
ธัมมชโยจะรอดพ้นคดีอาญาในครั้งนี้หรือไม่ อยู่ที่ DSI ในฐานะพนักงานสอบสวนว่าจะทำตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมาหรือไม่ DSI จะเชื่อข้ออ้างของธัมมชโยว่าไม่รู้เรื่องไม่เห็นเรื่องการบริจาคเงินหรือไม่ หากพนักงานสอบสวนเชื่อง่ายๆ ตามผู้ต้องหาหรือผู้ต้องสงสัย บอกว่าไม่รู้ไม่เห็น แล้วไม่ดำเนินคดี โจรคงเต็มบ้านเต็มเมือง
หลักฐานในคดีนี้ชัดเจนเหลือเกินว่า เงินที่ได้จากการยักยอกไปเข้าบัญชีของใคร มีเช็คสั่งจ่ายที่ชัดเจนว่าสั่งจ่ายให้ใคร ถ้าเจ้าของบัญชีจะหลุดรอดคดีอาญาโดยอ้างว่ามีฝ่ายบัญชีเป็นผู้ดำเนินการโดยตัวเองไม่รู้ไม่เห็น คงต้องตรวจสอบกันว่ามีม่านสีม่วงสีเทามาบังตาไว้บ้างหรือเปล่า ถ้ามีก็พอเข้าใจได้ แต่ถ้าไม่มี สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมต้นน้ำอย่างเร่งด่วน
มิฉะนั้นอาจจะถูกยุบไปเป็นหน่วยงานหนึ่งของสำนักงานอัยการตามที่มีกระแสข่าวออกมาบ้างแล้ว
ผมยังเชื่อว่า DSI ยุคไร้ริดสีดวง น่าจะยังฝากความหวังเอาไว้ได้ DSI มีอำนาจในการสืบสวนสอบสวน แสวงหาพยานหลักฐานต่างๆ ได้ อาชญากรรมทุกคดีย่อมต้องทิ้งร่องรอยการทำผิดให้ตามได้เสมอ ไม่มีอาชญากรรมใดที่ปกปิดความผิดได้อย่างสมบูรณ์ การที่ DSI ยังคงยืนยันให้ธัมมชโยไปให้การด้วยตนเอง จึงน่าจะมีพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ต้องการสอบถามจากธัมมชโยเอง
การทำความจริงให้ปรากฏ การจัดการกับพระอลัชชี พระปลอมบวช ไม่เป็นบาป มีแต่บุญ เหมือนพระเจ้าอโศกมหาราช ที่จับพระอลัชชีสึกมากถึง 6 หมื่นกว่ารูป ยังได้รับการสรรเสริญจนทุกวันนี้
หากทำผิดหน้าที่ ไม่ว่าจะกลั่นแกล้งหรือช่วยเหลือ ย่อมเป็นบาปกรรมที่จะต้องชดใช้อย่างแน่นอน







