posttoday
รับฟังและแก้ไข

รับฟังและแก้ไข

30 มีนาคม 2558

โดย...สุวิทย์ คุณกิตติ

โดย...สุวิทย์ คุณกิตติ

รัฐบาลไม่ใช่นายกรัฐมนตรีคนเดียว แต่ประกอบด้วยคณะรัฐมนตรี

เมื่อรัฐบาลมีนโยบายอย่างไรก็สั่งการให้หน่วยราชการและหน่วยงานที่รับผิดชอบรับไปดำเนินการ

ทำไมผลงานรัฐบาลจึงล่าช้าไม่ทันใจ เป็นเหตุให้เกิดการวิเคราะห์วิจารณ์ จนทำให้นายกรัฐมนตรีอารมณ์เสียทะเลาะกับสื่อมวลชนรุนแรงและบ่อยครั้งมากขึ้น

คนที่เคยทำราชการมาก่อนจะรู้ดีว่าระบบราชการไม่เหมือนบริษัทเอกชนที่คิดแล้วทำได้เลยทันที หรือจะทำอะไรก็ได้ตามนโยบายบริษัท และหากผู้บริหารทำไม่ได้บริษัทก็สามารถเลิกจ้างและหาคนใหม่ที่มีฝีมือมาทำงานแทนได้ทันที        

แต่ระบบราชการมีกฎหมาย ระเบียบขั้นตอนมากมายที่ต้องปฏิบัติตาม ปัจจุบันยิ่งมีการออกระเบียบกฎเกณฑ์เพื่อป้องกันการทุจริตประพฤติมิชอบมากขึ้น ทำให้ข้าราชการต้องระมัดระวังในการปฏิบัติราชการ เพื่อ
ไม่ให้เกิดปัญหาถูกสอบสวนดำเนินคดีในภายหลัง

หลายครั้งข้าราชการกับรัฐบาลหรือรัฐมนตรีมีปัญหาความคิดแนวทางการทำงานที่แตกต่างกัน เพราะประสบการณ์ที่แตกต่างกัน งานก็จะมีปัญหาไม่เดินหน้าไปไหน แก้ไขปัญหาก็ไม่ได้ จะเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีหรือข้าราชการก็ไม่ได้ เพราะติดขัดด้วยระเบียบกฎเกณฑ์ ตัวอย่างที่เกิดขึ้นแล้วในกรณีของกระทรวงสาธารณสุข

ปัญหาจะมีมากขึ้น เพราะรัฐธรรมนูญใหม่ที่กำลังจะออกมาใช้ กำหนดเงื่อนไขไว้จนบ้านเมืองทำอะไรไม่ได้ แทนที่จะเป็นรัฐธรรมนูญที่จะแก้วิกฤต กลับกลายเป็นการสร้างเงื่อนไขให้เกิดวิกฤตรุนแรงขึ้นกว่าเดิม

ต้องเห็นใจนายกรัฐมนตรี เพราะจะให้นายกรัฐมนตรีคนเดียวทำอะไรทั้งหมดคงไม่ได้ และนายกรัฐมนตรีก็คงเป็นทุกข์ อึดอัดที่ทำไม่ได้อย่างที่ตั้งใจไว้ว่าจะแก้ไขปัญหาของบ้านเมือง จัดระเบียบกำหนดกฎกติกาสังคมใหม่เพื่อให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้าได้ด้วยความรักสามัคคี จนทำให้เกิดอารมณ์หงุดหงิดมากขึ้น เพราะรู้ว่าเวลากำลังหมดไปแต่ยังไม่มีอะไรเป็นรูปธรรมอย่างที่ตั้งใจ

ปัญหาของชาติมีความสลับซับซ้อนสูง ต้องมีความรู้ความเข้าใจ ถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจ การปฏิบัติก็ไม่ถูก เมื่อปฏิบัติไม่ถูกก็เป็นทุกข์ เวลาเป็นทุกข์ก็ไม่รู้ว่าทุกข์คืออะไร เหตุอะไรทำให้เกิดทุกข์ก็ไม่รู้ ทุกข์เป็นเรื่องแก้ได้ แต่ว่าแก้ไม่เป็น เลยทุกข์แล้วทุกข์อีก

นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ต้องทบทวนว่าในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลทำอะไรไปแล้ว ทำไมเสียงวิพากษ์วิจารณ์จึงมากขึ้น รัฐบาลมีเวลาน้อยต้องทำอะไรที่มันตรงเป้าตรงประเด็น เพราะหลายเรื่องที่ออกมาสร้างปัญหาซ้ำเติมรัฐบาลมากกว่าจะแก้ปัญหาโดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ปัญหาต้องสอดประสานกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ จึงจะเกิดพลังในการขับเคลื่อนประเทศ

หากนายกรัฐมนตรีจะทำเพื่อชาติและประชาชนแล้ว อะไรที่ต้องมีการปรับเปลี่ยนไม่ว่าจะเป็นเรื่องนโยบายหรือเรื่องคน ต้องรีบตัดสินใจ อย่าได้เกรงใจกัน เพราะเวลาท่านมีอีกไม่มาก

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยสอนไว้ว่า “การแก้ไขปัญหาของชาติต้องคิดถึงประชาชน เอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่เอารัฐบาลเป็นศูนย์กลาง เพราะเราไม่ได้แก้ไขปัญหาของรัฐบาล แต่เราแก้ไขปัญหาของประชาชน”

“นโยบายรัฐบาลต้องแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนและความต้องการของประชาชน”

ตั้งแต่รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศ ยังไม่มีนโยบายไหนที่ลงไปถึงระดับรากหญ้าที่เป็นประชาชนส่วนใหญ่ในชนบทและมีความเดือดร้อนมากที่สุด นโยบายที่ออกมากลุ่มที่ได้รับประโยชน์คือภาคธุรกิจอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีฐานะความเป็นอยู่ดีอยู่แล้ว และส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ หรือหัวเมืองใหญ่

นโยบายของรัฐบาลที่ทำมากลับตรงกันข้ามกับที่รัฐบาลประกาศว่าจะลดความเหลื่อมล้ำและความยากจนระหว่างคนเมืองกับรากหญ้า ซึ่งเป็นต้นเหตุของปัญหาความวุ่นวายจนต้องมีการปฏิวัติรัฐประหาร

นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลกลายเป็นกระสุนด้าน สิ่งที่รัฐบาลพยายามจะทำเช่นการเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณก็ยังมีปัญหา ถึงแม้ว่าจะกำชับสั่งการติดตามข้าราชการไปแล้วว่า หากการใช้จ่ายงบประมาณล่าช้าถือว่าทำงานไร้ประสิทธิภาพ แต่จะบังคับอย่างไรก็ไม่เกิดผล ไม่รวดเร็ว ไม่เป็นไปตามเป้าอย่างที่รัฐบาลต้องการ เพราะปัญหาเดิมไม่เคยได้รับการแก้ไขแล้วยังมีปัญหาระเบียบใหม่ที่เพิ่มขึ้นอีก

เรื่องงบประมาณที่บอกว่าเบิกจ่ายไปแล้วเท่านั้นเท่านี้และการลงทุนเพิ่มขึ้น ก็มีตัวเลขแต่ไม่มีตัวเงินลงไป ก็ไม่ทำให้เกิดการหมุนเวียนของเศรษฐกิจแต่อย่างใด โครงการเพิ่มวงเงินกู้กองทุนหมู่บ้านผ่านสถาบันการเงินก็ไม่เร็วอย่างที่คิด เพราะความไม่เข้าใจในระบบและสถาบันการเงิน แทนที่จะปล่อยเงินลงให้กองทุนไป กลับหักเงินที่เพิ่มมาใช้หนี้ของสถาบันการเงินก่อน เพราะรู้ดีว่าสถานการณ์เศรษฐกิจอย่างนี้หากปล่อยไปคงเกิดหนี้เสียมากขึ้น เหมือนกับการใช้หนี้ชาวนาโครงการประกันข้าวที่ไม่มีผลกับการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะเงินถูกหักใช้หนี้ ธ.ก.ส.ก่อน จึงไม่เหลือเข้าไปหมุนเวียนในระบบ

โครงการลงทุนคมนาคมพื้นฐาน 5 แผนงาน วงเงิน 1.9 ล้านล้านบาท ที่ ครม.เห็นชอบเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว ก็เป็นการเอาโครงการเก่ามารวมกันเพื่อให้ดูว่ารัฐบาลอัดฉีดแผนลงทุนใหม่ แต่กว่าโครงการเหล่านี้จะมีผลเป็นรูปธรรม และกว่าตัวเงินที่ว่าจะไหลเข้าสู่ระบบจริงก็ไม่รู้ว่าอีกกี่รัฐบาล

โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิธีดำเนินการโครงการเหล่านี้เป็นวิธีที่เข้าใจยาก

ทั้ง 5 แผนงานดูแล้วยังไม่เห็นว่าคนรากหญ้าจะได้อะไร?

เพราะโครงการเหล่านี้เป็นประโยชน์กับภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และคนในเมือง อุปกรณ์ส่วนใหญ่ต้องนำเข้า เงินส่วนใหญ่ก็ต้องจ่ายออกไปต่างประเทศเพื่อซื้อระบบ ราง หัวจักร ขบวนรถ ทั้งรถไฟและรถไฟฟ้า รวมทั้งรถเมล์ NGV เกือบ 4,000 คัน บริษัทผู้รับเหมาส่วนใหญ่ก็เป็นบริษัทต่างชาติตามข้อตกลงระหว่างรัฐบาล คนงานก็ต่างชาติส่วนใหญ่ นอกนั้นก็เป็นการสร้างท่าเรือ สนามบิน

คนไทยจะได้รับประโยชน์จริงสักกี่คน แต่สุดท้ายคนไทยทั้งชาติจะต้องมาจ่ายเงินใช้หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ เพียงแต่ลดรายจ่ายของคนจำนวนน้อยที่มีฐานะร่ำรวยแล้วยังต้องมานั่งจ่ายเงินภาษีชดเชยการขาดทุนของโครงการเหล่านี้ เหมือนที่ต้องจ่ายเงินชดเชยให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และการรถไฟแห่งประเทศไทยทุกปี

ทำไมรัฐบาลถึงไม่ลงทุนในโครงการที่จะสร้างภูมิคุ้มกันและรายได้อย่างยั่งยืนให้กับคนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยเฉพาะคนรากหญ้า ที่จะทำให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน เช่น โครงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งและเพิ่มพื้นที่การเกษตร เช่น โครงการเติมน้ำให้เขื่อนภูมิพล ที่จะเป็นประโยชน์กับคน 30 จังหวัด ได้ทั้งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค เพื่อการเกษตร ไฟฟ้า และสิ่งแวดล้อม

สำหรับภาคอีสาน โครงการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำและเพิ่มพื้นที่การเกษตรชลประทาน 20 จังหวัด ประชาชน 22 ล้านคน

ภาคใต้ก็มีการศึกษาที่จะผันน้ำจากเขื่อนรัชชประภาไปแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำของ 3 จังหวัด กระบี่ พังงา ภูเก็ต ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ

น่าเสียดายว่าไม่มีใครทำต่อ เพราะถ้าทำตั้งแต่เริ่มให้ศึกษาโครงการนี้ วันนี้ก็ไม่มีปัญหาเรื่องภัยแล้งและความยากจน ปัญหาการแออัดในเมืองและยาเสพติดในสังคมก็จะลดลงเพราะครอบครัวไม่ต้องแยกกันเข้ามาทำงานในเมือง

ทั้ง 3 โครงการนี้ใช้เงินประมาณ 7.1 แสนล้านบาท แต่การลงทุนนี้นอกจากเป็นการแก้ปัญหาให้ทั้งคนในเมือง แล้วยังทำให้เกิดรายได้กับคนรากหญ้าในชนบทท่ี่ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร   เมื่อมีน้ำผลผลิตเพิ่มขึ้น การสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น การแปรรูป อุตสาหกรรมการเกษตร ก็จะกระจายลงไปในชนบท เป็นการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ที่ยั่งยืนมั่นคงให้กับประชาชน

นายกรัฐมนตรีอย่าไปหวั่นไหวกับคำติชม อย่าเอามาเป็นอารมณ์ คิดแต่เพียงว่ามันถูกหรือผิด มีประโยชน์หรือไม่อย่างไร แล้วแก้ไขให้ถูกต้องเสีย

ปัญหาเศรษฐกิจก็ยังแก้ไม่ได้ เพราะการแก้ปัญหาไม่ได้แก้แบบองค์รวม แถมยังไปพึ่งพาปัจจัยภายนอกมากกว่าพยายามที่จะสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจแบบพอเพียงและยั่งยืน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท