
เปลี่ยนโฉมประเทศครั้งมโหฬาร
ก้าวสู่ครึ่งทางของกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์และข้อเสนอให้ปรับแก้ไข “จุดอ่อน” ต่างๆ
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ก้าวสู่ครึ่งทางของกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์และข้อเสนอให้ปรับแก้ไข “จุดอ่อน” ต่างๆ ที่เห็นว่าจะเป็นปัญหา และอาจทำให้สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ลงมติไม่เห็นชอบต่อไป ศ.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมคณะเดินทางมายังกองบรรณาธิการบางกอกโพสต์ และโพสต์ทูเดย์ เพื่อพูดคุยถึงรายละเอียดร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้
“ในภาพรวม ผมสรุปสั้นๆ ว่าจะเป็นการสร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่ การเมืองใสสะอาดและสมดุล สังคมเป็นธรรม นำชาติสู่สันติสุข”
หนึ่งในจุดเด่นของร่างรัฐธรรมนูญนี้ คือ การสร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่ จะมีเรื่องใหม่ๆ อย่างการเปิดให้ลงมติถอดถอนนักการเมือง ซึ่งเดิมไม่เคยมี โดยแยกเป็น หากเป็นกรณีที่เป็นข้อกฎหมายก็เข้า ป.ป.ช.ส่งรัฐสภาถอดถอน ส่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กับอีกส่วนหนึ่งถ้าเป็นปัญหาจริยธรรมส่งไปสมัชชาคุณธรรม หากชี้มูลก็ขึ้นลิสต์กับ กกต.รอเลือกตั้งครั้งหน้าเพื่อให้ประชาชนลงมติว่าจะถอดถอนหรือไม่ พร้อมเลือกตั้งเพื่อประหยัดงบ
เปลี่ยนคอนเซ็ปต์จากราษฎรเป็นพลเมืองโดยเน้นเรื่องการศึกษาเพื่อสร้างพลเมือง (Civic Education) รวมไปถึงแบ่งแยกสิทธิมนุษยชนกับสิทธิพลเมืองครั้งแรก ไปจนถึงเรื่องสิทธิในครอบครัว และการจัดทำงบประมาณโดยคำนึงถึงมิติหญิงชาย เหลือแต่เรื่องประเด็นสัดส่วนหญิง-ชายที่ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะกำหนดให้ชัดเจนลงไปในรัฐธรรมนูญหรือไม่
ศ.บวรศักดิ์ กล่าวว่า อีกส่วนที่เปลี่ยนแปลงคือเรื่องประชาชนเข้าชื่อเสนอกฎหมายหากเกิดยุบสภา สภาจะต้องพิจารณาต่อไป ต่างจากกฎหมายของ ครม.ที่จะต้องให้รัฐบาลใหม่ยืนยันกลับเข้ามา แต่ถ้ากรณีสภาไม่ให้ความเห็นชอบ สส. สว.ก็มีสิทธิเข้าชื่อ 1 ใน 10 ขอทำประชามติได้ ส่วน “สมัชชาพลเมือง” ไม่มีคนพูดถึง หรือพูดถึงก็พูดในทางที่สร้างปัญหา “สมัชชาคุณธรรม” ผ่าน สปช.ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นก็เริ่มมีการตั้งคำถามเป็นใครมาจากไหน วิเศษอย่างไรทำได้
สิ่งหนึ่งที่ประชาชนได้ทันที คือ เลือกตั้งจากเดิมเลือกสองใบทั้งเขตและพรรค ในส่วนของพรรคก็จะได้เลือกบุคคลที่จะจัดอันดับบัญชีรายชื่อของพรรคนั้นๆ ไม่ได้ยุ่งยากอะไร และประชาชนไม่ได้เป็นคนจัด
เพราะคณะกรรมการดำเนินการจัดการเลือกตั้ง (กจต.) จะเป็นผู้คำนวณ
ส่วนเสียงวิจารณ์ว่าตัดสิทธิประชาชนไม่ให้เลือก สว.เหมือนเดิมนั้น ประธานกรรมาธิการยกร่างฯ ชี้แจงว่า ถ้าถามอย่างนี้ก็ใช่ แต่ต้องถามว่า ชาวนา ชาวไร่ เคยได้เข้ามาเป็น สว.ไหม หากลงแข่งอย่างในระบบปี 2540, 2550 ก็ไป
แข่งกับนักการเมืองอาชีพไม่ได้ ดังนั้นถึงได้จัดให้สภาวิชาชีพทั้งหลายที่มีกฎหมายวิชาชีพรองรับ สภาหอการค้า สภาทนายความ แพทยสภา เลือกตั้งเองชั้นแรก และมีคัดเลือกอีกชั้น กับอีกกลุ่มคือกลุ่มที่มีองค์กรรองรับ ทั้งสภาเกษตร สหกรณ์การเกษตร สหภาพแรงงาน ที่ประชุมอธิการบดี สภาองค์กรชุมชน ฯลฯ
“อีกเรื่องไม่พูดถึงสำหรับบริหารท้องถิ่น คือ ดีเซ็นทรัลไลเซชั่น คนที่พูดได้ดี หมอกระแส กับอาจารย์จรัส เราจึงไม่เรียกโลคัลกอฟเวิร์นเมนต์ เปลี่ยนชื่อจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นองค์การบริหารท้องถิ่น เพราะต้องการสะท้อนมิติทางการบริหาร ไม่ใช่ความสัมพันธ์เชิงผู้ปกครองกับใต้ปกครอง กลไกรัฐธรรมนูญบอกการบริหารท้องถิ่น ท้องถิ่นต้องเป็นหน่วยงานหลัก แต่ต้องแข่งกัน คือต้องเป็นทั้งหุ้นส่วนและคู่แข่งในเวลาเดียวกัน
โดยสิ่งที่รัฐทำแล้วทำได้ดีน้อยกว่าท้องถิ่น ทำได้มาตรฐานเดียวกัน แต่ถ้ารัฐทำค่าใช้จ่ายสูงกว่า รัฐต้องโอนงานไปให้ท้องถิ่นทำ ขณะเดียวกันเอกชน เอ็นจีโอ ก็มาแข่งขันกับท้องถิ่นได้ งานที่ทำ เช่น บ้านพักคนชรา ถ้าทำได้ดีกว่าก็ให้เอกชนเอาไปเป็นสปิริตของการแข่งขัน แต่เวลาเดียวกันสปิริตของการร่วมมือก็ต้องมี”
ถามว่าหลังจากรัฐธรรมนูญใหม่ออกมา สังคมจะเปลี่ยนไปอย่างไร ศ.บวรศักดิ์ กล่าวว่า “ผมตอบคุณไม่ได้ในทางวิทยาศาสตร์ แต่ตอบคุณได้ในทางโหราศาสตร์ก็แล้วกันว่า วันนี้ในยุคของการเปลี่ยนแปลง ต้องปฏิรูป คุณไปดู ฟองสนาน จามรจันทร์ ภิญโญ พงศ์เจริญ สุชาติ ศุภประเสริฐ แต่ละคนพูดตรงกันว่าเป็นยุคที่ต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ผมเชื่ออย่างนั้นจริงๆ ต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ ปรับปรุงแล้วจะเป็นแบบ ธีรยุทธ บุญมี บอก คือหนที่สามก็เฟลหรือไม่ ไม่รู้ แต่ผมคิดว่าเปลี่ยนใหญ่โตมโหฬาร”
“ถ้ารัฐธรรมนูญนี้ผ่านจะไม่มีพรรคได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งมากมหาศาล ปี 2550 พรรคเพื่อไทยได้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง 68 เสียง ปี 2554 เพื่อไทยเกินมา 36 เสียง แต่เราจะเอาคะแนนแบบเอ็มเอ็มพี คะแนนนิยมในลิสต์จะเป็นตัวชี้ขาดจำนวน สส.ที่ได้ ความนิยมกับจำนวนที่นั่งจะสัมพันธ์กัน เราจะได้รัฐบาลผสม ไม่ได้รัฐบาลพรรคใหญ่แบบในอดีต”
“ถามว่าทำไมเป็นแบบนี้ เพราะปี 40 ผมเชื่อว่าอินสเตบิลิตี้ เราจึงพุตแมคานิซึมจนกระทั่งไปจนเกิดไทยรักไทยได้ 377 เสียง จาก 500 เสียง แล้วเป็นไง โพลิติคอลคัลเจอร์ของคนที่เป็นผู้ใหญ่ คุมองค์กรอิสระ คุมสื่อ คุมอะไรสารพัด จนเกิดความขัดแย้งถึงทุกวันนี้ แล้ววันนี้ถ้าคุณมีระบบพรรคใหญ่สองพรรค เขาไม่คุยกันหรอก ถ้าประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล เพื่อไทยก็ลงถนน เพื่อไทยเป็นรัฐบาล ประชาธิปัตย์ลงถนน คุณจะต้องคิดระบบเลือกตั้ง ทำให้คนหันหน้ามาคุยกัน ระบบอะไร ก็คือระบบหลายพรรค รัฐบาลผสม แต่แน่ล่ะใช้ระบบนี้ต่อไปยาวนานไม่เหมาะ”
เมื่อถามว่า ระบบนี้อาจส่งผลทำให้พรรคขนาดเล็ก ขนาดกลาง เข้ามามีอำนาจต่อรองมากขึ้นบวรศักดิ์ตอบทันทีว่า “ส่วนหนึ่งก็ใช่ แต่เราจะแลกไหมกับส่วนนั้นกับส่วนที่ให้พรรคใหญ่ต้องบีเฮฟไม่ลงเดินถนน there ain’t no free lunch you have to change something ไม่มีทางที่คุณจะเอาร้อยเปอร์เซ็นต์”
กับประเด็นนายกรัฐมนตรีคนนอกที่ว่ากันเป็นสายล่อฟ้าในรัฐธรรมนูญนี้ บวรศักดิ์ กล่าวว่า กระบวนการได้นายกฯ ก่อนปี 2540 ทำโดยคนคนเดียวคือประธานรัฐสภา เดินไปหาหัวหน้าพรรค ให้หัวหน้าพรรคเซ็นจดหมายรับรองว่า ข้าพเจ้ามี สส.กี่คน จากนั้นก็นำความขึ้นกราบบังคมทูล สภาไม่มีบทบาท เป็นอย่างนี้ ตั้งแต่ปี 2492-2534 จนรัฐธรรมนูญปี 2540 กำหนดให้เลือกนายกฯ ในสภาแบบเปิดเผยเพื่อไม่ให้เรียกรับสตางค์ใต้โต๊ะ จากนั้นประธานสภานำความขึ้นกราบบังคมทูล ซึ่งครั้งนั้นกำหนดให้นายกฯ เป็น สส.
“จนปี 2549 พอจะไม่เอาคุณทักษิณ คุณสุรพล นิติไกรพจน์ คุณชัยอนันต์ ออกมาตรา 7 จนเป็นที่มาของพระราชดำรัสว่า ข้าพเจ้าไม่เคยทำผิดรัฐธรรมนญ มาตรา 7 เขียนไว้ว่า กรณีไม่มีบทบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ให้บังคับไปตามประเพณี นี่มีรัฐธรรมนูญ มาตรา 7 มั่วๆ ไปรบกวนท่าน ปี 2557 ก็รบกวนท่านอีก พล.อ.ประยุทธ์ แกเที่ยวไปปรึกษานักกฎหมายมีเห็นว่าทางเดียวที่จะไม่มีในรัฐธรรมนูญ คือ ครม.ต้องไม่รักษาการ แต่พอถาม ชัยเกษม นิติสิริ ก็บอกนาทีนี้ไม่ออก ก็ยึดอำนาจ คำถามคือเราจะเอาอีกหรือ”
ส่วนบางคนที่อยากให้เขียนล็อกนายกฯ คนนอกเฉพาะกรณีฉุกเฉินนั้น ก็จะยิ่งทำให้เกิดวิกฤตซ้อนวิกฤต คือจะต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกาว่าอะไรคือวิกฤต เสียเวลาอีก 2 เดือน แต่ก็ยังมีกระบวนการอื่นที่เสนอกันอยู่ เช่น จะให้ใช้เสียง 2 ใน 3 ซึ่งคุยกันได้ แต่เรื่องนี้ไม่ใช่กฎแต่เป็นข้อยกเว้น” บวรศักดิ์ กล่าว







