posttoday
กปปส.กินแห้ว ปฏิรูปไม่ถึงฝั่ง

กปปส.กินแห้ว ปฏิรูปไม่ถึงฝั่ง

30 มีนาคม 2558

"เขาหวังว่าจะเห็นมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด มีการปรับโครงสร้างตำรวจ แต่มันไม่มีแล้ว จะหมายความว่าอะไร กินแห้วไปนะ ไปกินน้ำใบบัวบกผสมแห้ว"

โดย...เจษฎา จี้สละ / ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

ใครที่คุ้นเคยกับระบบรัฐสภาปกติ ย่อมทราบดีว่าจะมีการแบ่งขั้วกันระหว่างฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาล แม้เวลานี้กระบวนการทางนิติบัญญัติจะอยู่ในสถานการณ์พิเศษ ไม่ได้ปรากฏการแบ่งฝ่ายมากนัก แต่เมื่อร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญกำลังจะเข้าสู่การพิจารณาครั้งแรกของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กลางเดือน เม.ย.นี้ ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเค้าลางของการแบ่งขั้วเสมือนหนึ่ง สส.ฝ่ายค้านและ สส.ฝ่ายรัฐบาลเริ่มชัดมากขึ้น

หากจะเปรียบว่าใครเป็นฝ่ายค้านก็คงหนีไม่พ้นคณะ กมธ.ปฏิรูปการเมือง เพราะเป็นคณะ กมธ.ใหญ่ที่เตรียมอภิปรายชำแหละร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนคณะ กมธ.ยกร่างฯ น่าจะเปรียบได้กับฝ่ายรัฐบาลที่เตรียมตั้งรับและชี้แจงในสภา

ทั้งสองฝ่ายเคยประลองกำลังกันมาแล้วผ่านวิวาทะเรื่องการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรงเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ระหว่าง “ศ.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์” ประธานคณะ กมธ.ปฏิรูปการเมือง และ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” ประธานคณะ กมธ.ยกร่างฯ

ศ.สมบัติ ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับโพสต์ทูเดย์ เพื่อแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับภาพรวมของร่างรัฐธรรมนูญและความหวังของการปฏิรูปประเทศในอนาคต

ก่อนอื่น ศ.สมบัติ บอกถึงความสัมพันธ์ระหว่าง กมธ.ปฏิรูปการเมืองกับ กมธ.ยกร่างฯ ว่าทุกอย่างยังดี ไม่มีปัญหาส่วนตัวกัน

“กลางวันนี้ก็กินข้าวกัน ทักทายเฮฮากันอยู่เลย ไม่มีปัญหาหรอกครับ ความสัมพันธ์ส่วนตัวพวกเราผู้ใหญ่กันหมด ไม่มีปัญหา ความคิดก็ส่วนความคิด เห็นไม่ตรงกันก็คือเห็นไม่ตรงกัน เพราะมันเห็นต่างกันได้ เพื่อนกันและสามีภรรยานอนเตียงเดียวกันยังเห็นไม่ตรงกันทั้งนั้น แต่ก็ยังนอนด้วยกันได้ทุกคืน ไม่ได้มีปัญหาใดๆ”

แต่พอถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างประธานคณะ กมธ.การปฏิรูปการเมืองและ กมธ.ยกร่างฯ ก็ได้รับคำตอบจากอาจารย์สมบัติสั้นๆ ว่า “ก็ยังทักทายกัน”

จากนั้นการสนทนาก็เริ่มเข้มข้นด้วยการถามเข้าประเด็นว่า เท่าที่อาจารย์อ่านร่างรัฐธรรมนูญมีข้อเสนอของคณะ กมธ.ปฏิรูปการเมืองอะไรบ้างที่ได้รับการตอบรับจากคณะ กมธ.ยกร่างฯ?

อาจารย์สมบัติ ตอบว่า “มีน้อยนะ หลักการที่เราเสนอมันต่างกัน 1.เราเสนอแบ่งแยกอำนาจ ให้ฝ่ายบริหารมาจากการเลือกตั้งโดยตรง ของประชาชน ให้ฝ่ายนิติบัญญัติมีอำนาจนิติบัญญัติเต็มร้อย ของเขานี่มันระบบรัฐสภานี่ เขาบอกว่านายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งของ สส. ซึ่งเป็นระบบรัฐสภาเหมือนเดิม”

“ผมเสนอไปปรากฏว่าตกหมดเลยเป็นศูนย์ ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร อย่างเรื่องคณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติเพื่อไปทำหน้าที่ประเมินการทำงานขององค์กรต่างๆ ก็มีแต่ชื่อ แต่เนื้อในไม่ใช่ที่วางแนวคิดเอาไว้เลย”

ศ.สมบัติ ระบุอีกว่า จุดอ่อนใหญ่ไม่มีใครตอบเลย คือ การแก้ไขปัญหาทุจริต เพราะพอ สส.เลือกนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีก็ต้องดูแล สส. รัฐบาลก็ต้องจัดงบลงจังหวัดให้เขา แล้ว สส.ก็ไปหาเอา 30-40% มันถึงการทุจริตทั่วประเทศ กมธ.ยกร่างฯ ไม่เห็นมีใครตอบผมสักคนหนึ่งว่าเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วแผ่นดินที่ผ่านมาและจะเกิดต่อไปอีก เราจึงเสนอว่าให้ประชาชนทั้งประเทศเลือกคณะรัฐมนตรีโดยตรง ฝ่ายบริหารจะได้บริหารได้เต็มที่ ไม่ต้องใช้หนี้บุญคุณ สส.

นอกจากนี้ อาจารย์สมบัติยังเชื่อว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนโครงสร้างของประเทศที่นำไปสู่การปฏิรูปประเทศ เพราะยังคงเป็นโครงสร้างสามเหลี่ยมหน้าจั่วเหมือนเดิม คือฐานล่างที่มีขนาดใหญ่เป็นคนด้อยโอกาส ส่วนยอดบนเป็นคนร่ำรวย ซึ่งการปฏิรูปประเทศและการแก้ไขปัญหาต่างๆ จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อเปลี่ยนเป็นสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดที่ลดความเหลื่อมล้ำ

“ผมเคยบอกว่าปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียงจะมีน้อยต่อเมื่อสร้างจากสามเหลี่ยมหน้าจั่วให้เป็นสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด ถ้าคุณเปลี่ยนได้ มันก็แก้ได้ ถ้าคุณเปลี่ยนไม่ได้คุณทำได้แค่ลด มันก็ลดลงหน่อย โครงสร้างของประเทศก็ต้องค่อยๆ พัฒนาทำให้คนจนลดลง ทำให้คนมีการศึกษาเยอะขึ้น คนมีการศึกษามันก็ช่วยตัวเองได้ หาสตางค์ได้เหมือนพวกคุณ พอหาสตางค์ได้ก็ไม่จน”

“สมัยผมเคลื่อนไหวช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลา ก็คิดว่าวันหนึ่งมันจะมีสักวันนะ ตอนที่ผมแก่ๆ คนจนน่าจะน้อยลง ผ่านมากว่า 42 ปี ก็ยังมีคนจนจำนวนมหาศาล ขณะที่ประเทศอื่นใกล้กับเราเขามีคนจนเหลือน้อยแล้ว คนทั้งโลกเกรงใจเขา อย่างสหรัฐอเมริกาก็ยังไม่กล้าหือกล้าอือกับสิงคโปร์”

กปปส.กินแห้ว ปฏิรูปไม่ถึงฝั่ง

อาจารย์สมบัติ วิพากษ์อีกว่า ความหมายของการปฏิรูปมันต้องก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสารัตถะสำคัญ แต่โครงสร้างหลักเวลานี้ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ยังเป็นระบบรัฐสภาที่เอื้อต่อการขายสิทธิขายเสียงอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่จะทำให้การเมืองอ่อนแอ เพราะจะเกิดรัฐบาลผสม ซึ่งก็จะฮั้วกันและนำไปสู่การทุจริต

“ที่เราเห็นว่าจะมีผลกระทบมากที่สุดก็คือรัฐบาลผสม เพราะเรามีประสบการณ์มาแล้ว ก่อน 2540 เราก็มีรัฐบาลผสม แล้วเราก็ไปไหนไม่รอด ไม่มีเอกภาพ ทำให้รัฐบาลอยู่ไม่ครบวาระ ถึงแม้ กมธ.ยกร่างฯ จะพยายามออกแบบว่าให้สภาถูกยุบไปด้วยถ้ารัฐบาลแพ้โหวตในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ กรณีอย่างนี้ก็เตะหมูเข้าปากสุนัขไปเลย ตรวจสอบไม่ได้เลย”

“จะให้ไปตรวจสอบด้วยการถอดถอน เอาจริงๆ ก็ทำได้ยาก เพราะเวลาพรรคการเมืองจะตั้งรัฐบาลต้องทำให้ตัวเองมีเสียงในสภาเกิน 325 เสียงจาก สส.ทั้งหมด 450 คน แบบนี้ต่อให้ได้เสียง สว.เต็ม 200 คน ก็ยากที่จะถอดถอนใครในสภาได้ หรือให้ประชาชนลงมติถอดถอนก็มีความเป็นไปได้ยากเช่นกัน เพราะคุณจะให้ถอดถอนคนที่เขาโหวตเหรอ”

อีกประเด็นหนึ่งในร่างรัฐธรรมนูญที่อาจารย์สมบัติยังยอมรับได้ยาก คือ การให้คนนอกเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี

“ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องประชาธิปไตยหรือไม่ประชาธิปไตย แต่ประเด็นนี้ประเทศไทยต่อสู้กันมานานแล้ว คุณรู้หรือเปล่าเขาตายกันมาเพราะเรื่องนี้ พฤษภาทมิฬนี่เขาตายกันมาเลยนะ เพื่อบอกว่านายกฯ ต้องมาจากเลือกตั้ง เขาไม่เอาคนกลาง เราก็ต้องเคารพเขาหน่อย แต่ว่ามันมีความจำเป็นเป็นไปได้ไหม เป็นไปได้ แต่เป็นไปได้นี่ ก็เขียนให้มันชัดๆ แยกกันไป อย่าให้มันมีวาระซ่อนเร้น ผมไม่ได้บอกนะว่าผมคัดค้านเรื่องนี้ แต่ผมบอกว่าเขียนให้มันชัด”

“นี่มันฝืนความรู้สึกของคนจำนวนมากที่เขาต่อสู้ เราเห็นว่าจำเป็นใช่ แต่ทำให้ชัดเจนได้หรือไม่ เช่น เขียนให้ชัดเลยว่าวาระแรกนายกฯ  มาจากการเลือกตั้งเป็น สส. และหากเกิดสถานการณ์วิกฤตให้ สส.อาจจะเลือกบุคคลภายนอกที่ไม่เป็น สส. มาเป็นนายกฯ ได้ โดยการจะตัดสินว่าสถานการณ์เป็นวิกฤตหรือไม่เป็นวิกฤตก็ให้เสียงข้างมากของสภาเป็นผู้วินิจฉัย แบบนี้ก็จบ”

ไม่ใช่เพียงแต่ข้อเสนอของคณะ กมธ.การปฏิรูปการเมืองเท่านั้นที่ถูกปฏิเสธ แต่แนวทางการปฏิรูปของกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ไม่ว่าจะเป็นการให้คดีทุจริตไม่มีอายุความ การปฏิรูปโครงสร้างตำรวจที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดทั้งประเทศ อาจารย์สมบัติก็ยอมรับว่าเท่าที่ติดตามข้อเสนอของ กปปส. ก็ไม่ได้รับการตอบรับเช่นกัน

“เท่าที่ดูมีหลายเรื่องที่แตะไม่ได้ คือ การให้คดีทุจริตไม่มีอายุความก็รู้สึกว่าจะเป็นหมัน การให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมาจากการเลือกตั้งก็ไม่สำเร็จ การให้ปรับโครงสร้างตำรวจก็เป็นหมัน ทั้งสามเรื่องใหญ่ก็ล้มเหลวหมด บอกได้ว่าไม่เป็นจริง เพราะว่ากระแสต่อต้านจากองค์กรที่มีอยู่มันแรงมาก”

เมื่อรัฐบาลปัจจุบันมีอำนาจเบ็ดเสร็จแล้วแต่จัดการไม่ได้? อาจารย์สมบัติ ตอบว่า “อาจจะเป็นเพราะว่า คสช.เองเขาก็ยังเห็นว่าไม่พร้อม นอกจากนี้ เท่าที่สดับตรับฟังดูใน กมธ.แต่ละชุดก็มีคนที่ไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเยอะเพื่อรักษาฐานที่มั่นเอาไว้ คนที่คิดจะเปลี่ยนแปลงมีน้อยกว่า”

ในความรู้สึกของอาจารย์ถือว่าผิดหวังหรือไม่? คำถามนี้อาจารย์สมบัติ มีคำตอบว่า “ผมว่าไม่ต้องมาถามผมก็ได้ ไปถามคนทั่วไปก็ได้ เมื่อเขาหวังแล้วมันไม่ได้ จะให้ตอบว่าอะไร เขาหวังว่าจะเห็นมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด มีการปรับโครงสร้างตำรวจ แต่มันไม่มีแล้ว จะหมายความว่าอะไร กินแห้วไปนะ ไปกินน้ำใบบัวบกผสมแห้ว”

อาจารย์สมบัติ ให้มุมมองต่อการทำงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไว้น่าสนใจว่า ปัญหาประเทศไทยถูกหมักหมมและสะสมมานาน ดังนั้น ความคาดหวังว่าจะให้คนมาแก้ไขและใช้ยาวิเศษมันก็เป็นจริงได้ยาก

“ถ้าระยะเวลาสั้นก็ได้คิดแค่ว่าจะทำหรือทำบ้างบางส่วน บางเรื่องกว่าจะทำสำเร็จก็ต้องใช้เวลาหลายปี คนทำงานสำเร็จแล้วเห็นผลเลยก็อย่าง ลีกวนยิว ใช้เวลา 50 ปีต่อเนื่องไม่เคยขาด มหาเธร์ โมฮัมหมัด อดีตนายกฯ มาเลเซีย 22 ปี ดังนั้น คุณจะไปคาดหวังจะใช้เวลาทำงานสั้นแล้วให้เห็นผลคงเป็นไปได้ยาก ต่อให้คุณมีอำนาจมากก็ทำได้จำกัด แต่มีเวลาสั้นๆ ก็ทำได้ยาก งานบางงานต้องใช้เวลาทำงานต่อเนื่อง แต่ผมเชื่อว่ารัฐบาลนี้ตั้งใจทำงาน”

กปปส.กินแห้ว ปฏิรูปไม่ถึงฝั่ง

เพื่อไทยกลับมาแน่

สถานการณ์การเมืองขณะนี้อาจเรียกได้ว่านับถอยหลังสู่การเลือกตั้งในปี 2559 ก็ว่าได้ หลังจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาตามลำดับ ในทัศนะของ ศ.สมบัติ ก็มองว่าพรรคการเมืองใหญ่สองพรรคอย่าง “พรรคประชาธิปัตย์” และ “พรรคเพื่อไทย” ยังคงมีบทบาทเหมือนเดิมและฐานเสียงของแต่ละพรรคยังไม่มีเปลี่ยนแปลง แม้ระบบการเลือกตั้งจะถูกปรับเปลี่ยนแล้วก็ตาม

“การเลือกตั้งต่อไปไม่ว่ารัฐธรรมนูญจะออกมาอย่างไรก็ตาม ถ้าดูจากพื้นที่ฐานเสียงเลือกตั้ง ผมคิดว่าพื้นที่ฐานเสียงยังไม่เปลี่ยน หมายความว่า ภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาคกลางบางส่วน ก็ยังเป็นของพรรคเพื่อไทย ภาคกลางบางส่วนก็เป็นของพรรคชาติไทย พรรคภูมิใจไทย และพรรคชาติพัฒนา ก็ยังได้ในพื้นที่ภาคอีสานตอนใต้ ภาคกลางบางส่วนและภาคใต้ก็จะเป็นของพรรคประชาธิปัตย์ ส่วน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็คงผสมกันหลายพรรค”

ขณะเดียวกัน ประธาน กมธ.ปฏิรูปการเมือง ก็เชื่อว่ารูปแบบของการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคตพรรคร่วมรัฐบาลเดิมก็ยังจะอยู่รวมกับพรรคเพื่อไทยเหมือนเดิม ส่วนโอกาสของกลุ่มการเมืองที่จะได้ สส.เข้าสภาผู้แทนราษฎรคงมีไม่มาก เพราะไม่มีฐานเสียงเป็นของตัวเอง ยกเว้นจะเป็นกลุ่มการเมืองที่แตกตัวมาจากพรรคการเมืองใหญ่

“คิดทั้งหมดแล้วก็เห็นว่าพรรคเพื่อไทยและพันธมิตรของเขา คือ พรรคชาติไทย ชาติพัฒนา หรือพรรคร่วมรัฐบาลเดิมของเขาก็จะมีเสียงเกินครึ่ง เพราะไปถามพรรคเหล่านี้ก็คงพอใจกับร่วมตั้งรัฐบาลผสมกับพรรคเพื่อไทยมากกว่า”

“กลุ่มการเมืองอาจขึ้นมาบ้าง แต่ไม่แน่ใจว่าจะไปแย่งฐานเสียงของพรรคการเมืองได้หรือไม่ เพราะมันไม่ง่ายนะครับ เว้นเสียแต่พรรคการเมืองหลักๆ จะแตกตัวออกมาเป็นกลุ่มการเมืองเอง แต่จะเป็นลักษณะของกลุ่มการเมืองที่ตั้งขึ้นมาใหม่เลยคงจะยาก ไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะเลือกคุณมาง่ายๆ โอกาสมันเปิดก็จริง แต่โอกาสนั้นก็อาจไม่เป็นจริง หน้าใหม่ๆ เข้ามาไม่ได้หรอก”

แสดงว่าการเมืองจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม? ศ.สมบัติ ให้คำตอบกับคำถามนี้ว่า “มีโอกาสสูง คุณลองถามตัวเองดูก็ได้ เลือกตั้งครั้งหน้าจะมีนักการเมืองหน้าเก่ากี่เปอร์เซ็นต์ จะมีนักการเมืองหน้าใหม่เข้าไปกี่เปอร์เซ็นต์ มีคนหลายคนบอกว่าน่าจะมีหน้าใหม่ไม่เกิน 5% ดังนั้น หน้าเก่าๆ เข้ามา 95% ก็เหมือนเดิมละครับ คุณไปเขียนรัฐธรรมนูญแบบไหน อย่างไร ก็นักการเมืองยังเป็นกลุ่มเดิมๆ คิดแบบเดิม ทำแบบเดิม ไม่ได้เปลี่ยนแปลง”

จะกลับมาแบบเดิมที่มีการใช้เสียงข้างมากและคนออกมาประท้วง? ศ.สมบัติ ระบุว่า “ก็คงมีนะ ถ้าเขาทำผิดนะ จากทัศนะของผมที่ผมติดตามมาตลอด รัฐบาลอาจจะออกมาแบบเดิม แต่ถ้าเมื่อใดก็ตามรัฐบาลใช้อำนาจในการทุจริตแบบไม่เกรงใจใคร จะทำให้มีคนจำนวนมากไม่กลัวรัฐบาล ประสบการณ์วันนี้คนไทยไม่กลัวรัฐบาลแล้ว คนเหล่านี้ก็ยินดีที่จะมาท้าทายรัฐบาล ถ้าการเมืองกลับมาแบบเดิมจะเรียกว่า สปช. และคณะ กมธ.ยกร่างฯ ทำให้คนผิดหวังหรือไม่? ศ.สมบัติ เห็นแย้งว่า “แบบนั้นไม่น่าจะใช่ แต่เพราะว่านักการเมืองเข้ามาแล้วเปลี่ยนนิสัยหรือไม่ เราไม่สามารถเขียนกติกาเพื่อกีดกันใครบางคนไม่ได้ อันนี้ก็ต้องเข้าใจความเป็นจริงด้วย อย่าไปคาดหวังว่าพวก สปช. กมธ.ยกร่างฯ เป็นผู้วิเศษ แต่เป็นคนธรรมดาเท่านั้น”

สุดท้าย ศ.สมบัติ ใส่แว่นมองบทบาทของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า “ยังมีบทบาทสูงอยู่แน่นอน อำนาจสูงสุดของพรรคเพื่อไทยก็อยู่ที่คุณทักษิณ ประเทศไทยจะเป็นอะไร อย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับคุณทักษิณ จะสงบหรือไม่สงบก็ขึ้นอยู่กับคุณทักษิณ คุณทักษิณถือว่ายังมีบทบาทในการกำหนดอนาคตประเทศไทยมาก

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท