
รัฐยันแก้ปัญหาค้ามนุษย์เต็มที่โต้สื่อเสนอข้อมูลครึ่งเดียว
รองโฆษกรัฐบาลยันนายกฯทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยเหลือแก้ไขปัญหาค้ามนุษย์ ชี้สื่อเสนอความจริงครึ่งเดียว ระบุปัญหาสะสมมาตั้งแต่รัฐบาลที่ผ่านมา
รองโฆษกรัฐบาลยันนายกฯทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยเหลือแก้ไขปัญหาค้ามนุษย์ ชี้สื่อเสนอความจริงครึ่งเดียว ระบุปัญหาสะสมมาตั้งแต่รัฐบาลที่ผ่านมา
เมื่อวันที่ 29 มี.ค. พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการเสนอข้อมูลของสื่อมวลชนบางสื่อต่อกรณี แรงงานประมงไทย และการที่สถานการณ์การค้ามนุษย์ในสายตาของประเทศมหาอำนาจสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป ที่ไทยอยู่ในกลุ่ม เทียร์ 3 (Tier 3) ซึ่งถือเป็นกลุ่มประเทศที่มีสถานการณ์การค้ามนุษย์ในระดับเลวร้ายที่สุด ว่า เป็นข้อมูลที่เป็นความจริงเพียงครึ่งเดียว หรือไม่ให้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องครบถ้วน
การที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เผยแพร่รายงานการค้ามนุษย์ ประจำปี 2557 เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. 2557 แล้วจัดอันดับให้ไทยอยู่ในบัญชีรายชื่อกลุ่มที่ 3 นั้น ในรายงานคือการพิจารณาจากการแก้ปัญหาของประเทศไทย ระหว่างวันที่ 1 เม.ย. 2556 ถึงวันที่ 31 มี.ค. 2557 ซึ่งอยู่ในช่วงรัฐบาลที่ผ่านมา( น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) โดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เห็นว่าประเทศไทยไม่มีความก้าวหน้า
ขณะที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กำลังทำทุกวิถีทางในขณะนี้เพื่อแก้ไขปัญหาที่สะสมและไร้การดูแลจากรัฐบาลที่ผ่านมา เพื่อให้ประเทศไทยได้รับการประเมินดีขึ้น เพื่อช่วยเหลืออุตสาหกรรม และแรงงานที่อยู่ในภาคประมงทั้งระบบ
พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า หากสื่อมวลชนได้ทำหน้าที่เกาะติดปัญหานี้อย่างเหมาะสม ทันเวลาจริงตั้งแต่รัฐบาลชุดก่อนคงไม่เกิดเหตุการณ์ในวันนี้ขึ้น ดังนั้นเมื่อรัฐบาลและทุกหน่วยงานในปัจจุบัน พยายามเดินหน้าแก้ปัญหา จึงควรนำเสนอข้อมูลอย่างครบถ้วน โดยเน้นประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก
สำหรับความคืบหน้าการช่วยเหลือแรงงานประมงไทยที่ถูกจับกุมในประเทศอินโดนีเซีย นั้น นอกเหนือจากแรงงานประมง 21 คนที่ช่วยเหลือกลับมาเมื่อวันที่ 27 มี.ค.แล้ว มีรายงานเพิ่มเติมว่าจะมีแรงงานอีก 6 คน ที่ทางการไทยได้ประสานความร่วมมือกับทางการอินโดนีเซีย เพื่อส่งตัวกลับมาอีก คาดว่าจะเดินทางถึงไทยในวันที่ 1 เม.ย. นี้
อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีต้องการแก้ปัญหา อย่างยั่งยืนไม่ใช่ช่วยเหลือเป็นระยะๆเช่นนี้ โดยได้มอบนโยบายให้ไปตรวจสอบทำบัญชีเรือประมงและเจ้าของเรือ ที่มีพฤติกรรมกระทำผิดในอดีต เช่น ใช้แรงงานไม่ถูกต้อง จับปลาโดยไม่มีใบอนุญาตทำการประมง เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ รวมทั้งสกัดผู้ประกอบการที่ไม่มีความรับผิดชอบออกไป เพื่อรักษาธุรกิจอุตสาหกรรมประมงของประเทศในระยะยาว รวมไปถึงนโยบายการสถาปนาความร่วมมือระหว่างประเทศ ในน่านน้ำที่มีการทำประมง เพื่อให้เกิดความร่วมมือกันอย่างถาวรต่อไป







