
สร้างอาชีพดีกว่าแจกเงิน ปณิธานความดีของ ‘ปิยะ ซอโสตถิกุล’
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
ความตั้งใจของ ปิยะ ซอโสตถิกุล ชายหนุ่มผู้เกิดมาในตระกูลนักธุรกิจใหญ่ เจ้าของธุรกิจรองเท้ายี่ห้อนันยาง ที่แตกแขนงมาสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในอาณาจักรซีคอน ที่มีทั้งทำบ้านจัดสรร ศูนย์การค้า ปิยะตั้งใจว่าหลังจากเรียนจบปริญญาโทเอ็มบีเอวิศวกร ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา จะไปทำงานที่ตัวเองอยากทำ ไม่กลับมารับช่วงต่อธุรกิจของตระกูล
ปิยะตัดสินใจเข้ามาทำงานในธนาคารกรุงเทพหลังจากกลับจากสหรัฐอเมริกา แม้จะได้เงินเดือนไม่มากหากไปทำงานกับบริษัทวานิชธนกิจ และใช้เวลาว่างไปเป็นอาจารย์พิเศษสอนที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
หลังจากทำงานที่ธนาคารกรุงเทพสิบกว่าปี ในที่สุดปิยะก็หนีภาระที่จะต้องสืบทอดธุรกิจของครอบครัวไม่พ้น ต้องขอลาออกจากการทำงานประจำ แต่เพราะเสียดายความสามารถของเขา ชาติศิริจึงยังขอให้ปิยะเป็นที่ปรึกษาของธนาคารกรุงเทพต่อไป ซึ่งปิยะก็ยินดีหากไม่ต้องมานั่งทำงานประจำวัน
เมื่อลดงานประจำแล้ว เขาก็ลงไปคลุกคลีกับธุรกิจของครอบครัว ก็ต้องรู้จริงเพื่อที่จะผลักดันธุรกิจให้เดินหน้าต่อไปได้ไม่สะดุดลงในมือของรุ่นที่ 3 ของตระกูล ซึ่งปิยะทำได้ดี เขาสามารถจำชื่อและรุ่นของรองเท้านันยางได้ทั้งหมด รวมทั้งนำพารองเท้าแตะนันยางออกสู่ตลาดโลก โดยมุ่งหวังให้เป็นรองเท้าแบรนด์ไทยที่ติดอันดับโลก
ดังนั้น ไม่ว่าปิยะจะไปไหนก็จะต้องสำรวจตลาดรองเท้านันยางไปด้วยเสมอ และพบว่ารองเท้าแตะนันยางตราช้างดาวได้รับความนิยมอย่างสูงในพม่า เพราะมีความทนทานและเหมาะกับสภาพอากาศร้อนชื้น นอกจากนี้ ยังชอบมองรองเท้าของคนอื่น เห็นปุ๊บก็บอกได้เลยว่าเป็นของนันยางหรือไม่
เพราะความสนใจในรองเท้าของตัวเอง วันหนึ่งปิยะได้พบรองเท้าแตะนันยางของเขากับเด็กหนุ่มผู้พิการทางกาย แต่มีฝีมือศิลปะที่น่าทึ่ง
ปิยะ เล่าว่า “เมื่อต้นปีต้องไปงานศพที่สระบุรี บังเอิญวันนั้นผมไปเร็วก็เลยแวะวัดถ้ำกระบอกเพื่อทำบุญ และรอเวลาไปงาน เดินเข้าไปในวัดก็ไปเจอเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งกำลังนั่งแกะลายรองเท้าอยู่ ผมก็เดินเข้าไปดูตามประสาคนอยากรู้ว่าเขาแกะรองเท้าอะไร พอเข้าไปใกล้ๆ ก็เห็นว่าเขากำลังแกะรองเท้านันยาง ก็เลยถามเขาว่าทำไมแกะรองเท้านันยางล่ะ เขาบอกว่านันยางมันเป็นยางแท้จริงๆ เวลาแกะลายออกมาแล้วจะคม สวย ไม่เหมือนยี่ห้ออื่นที่ไม่ใช่ยาง 100% แกะแล้วจะรุ่ยร่าย ไม่คมชัด ไม่สวย ขายไม่ออก”
เมื่อเด็กหนุ่มลุกขึ้นยืน ปิยะจึงเห็นว่าเด็กคนนี้ใส่เท้าขวาปลอม ก็เลยถามว่าใส่ขาปลอมเหรอ เด็กหนุ่มตอบว่าใช่ เขาประสบอุบัติเหตุขาขวาขาด ทำให้เขามีความรู้สึกชื่นชมในความมานะพยายามของเขา
“ผมถามว่าเขาชื่ออะไร เขาบอกว่าชื่อสายลม ผมชอบนะ ถามเขาว่ามานั่งขายรองเท้าในวัดจะขายได้เหรอ สายลมบอกว่าช่วงปีสองปีมานี่ขายไม่ดี คนมาทำบุญก็ไม่ซื้อ เขาขายรองเท้าคู่ละ 300-500 บาท แล้วแต่ความยากง่ายของลาย เขาบวชเป็นสามเณรที่วัดถ้ำกระบอกตั้งแต่ยังเด็ก ปัจจุบันก็อาศัยอยู่ที่วัด และขาพิการด้วยจะไปไหนก็ลำบาก” ปิยะ เล่า
หลังจากคุยกับเด็กหนุ่มสายลม และชื่นชมลายรองเท้าที่เด็กแกะไว้ สมควรแก่เวลา ก่อนกลับปิยะก็เหมาซื้อรองเท้าที่อยู่ในสต๊อกของสายลมประมาณ 30 คู่ ทำให้เด็กหนุ่มแปลกใจว่าเขาคงเป็นเศรษฐีมาจาก กทม. จึงมีเงินเหมารองเท้าของเขา
“พอผมบอกว่าเป็นเจ้าของโรงงานรองเท้าที่เขานำมาแกะ เขาก็ตื่นเต้นมาก ขอบคุณผมใหญ่ เราแลกเบอร์โทรศัพท์กัน ผมบอกว่ายินดีที่จะช่วยเหลือถ้ามีอะไรขอให้บอก หลังจากนั้นเขาก็โทรหาผม บอกผมว่าวันที่เหมารองเท้าของเขาเป็นวันที่เขาตัดสินใจที่จะเปลี่ยนอาชีพไป ทำงานในโรงงานชำแหละไก่ เพราะรองเท้าขายไม่ค่อยดี ผมก็เลยแนะนำเขาให้ทำเพจ เปิดร้านขายในเฟซบุ๊กสิ สายลมไม่รู้เรื่องเทคโนโลยีอะไร โทรศัพท์เขามีไว้โทรเข้าออกอย่างเดียว เครื่องละไม่ถึงพันบาท เขาก็เลยไปหาหลวงพี่ในวัดที่ทำคอมพิวเตอร์เป็นให้ช่วยทำเพจรองเท้าให้ จึงเกิดเป็นเพจ สายลมแตะแนวขึ้น”
ปิยะ บอกว่า สายลมโทรหาผมหลังจากเปิดเพจแล้วขอนำชื่อของเขาไปใส่ไว้ในเพจในฐานะผู้มีบุญคุณได้หรือไม่ เพราะหลังจากเปิดเพจก็มีคนสนใจสั่งซื้อเป็นระยะ มันไม่มีเหตุผลที่ต้องปฏิเสธ ถือว่าเขาให้เกียรติเราเช่นกัน จึงนำรองเท้าของสายลมมาลงในเพจของเขา ปรากฏว่าเพื่อนฝูงประทับใจ เพราะแกะลายได้สวย ช่วยเพิ่มยอดขายให้เขา
“เด็กคนนี้ฝีมือดี มีคนนำรองเท้าแตะนันยางไปแกะหลายคน พนักงานที่บริษัทก็มี แต่ไม่สามารถแกะลายได้เนี้ยบเท่าที่สายลมทำ ผมจึงคิดว่าน่าจะทำให้เขาขายรองเท้าได้ราคามากขึ้น จึงผลิตรองเท้ารุ่นพิเศษขึ้นแค่ 5 คู่ แล้วส่งไปให้เขา รองเท้ารุ่นนี้พิเศษตรงที่ไส้พื้นยางเป็นสีดำ ปกติเราจะผลิตสีฟ้า แดง เขียว น้ำเงิน ส้ม ไม่เคยผลิตสีดำมาก่อน ผมก็ส่งไปให้เขา เขาก็แกะคู่แรกออกมาแล้วก็โทรมาหาผมว่าเขาจะขายเท่าไหร่ดี” เล่าถึงตรงนี้ ปิยะก็หัวเราะก่อนจะเล่าต่อว่า
“เขาบอกขาย 1,000 บาท ก็แพงมากแล้ว ผมเลยบอกว่าขาย 2,000 บาทเลย ถ้าสายลมอยากขาย 1,000 บาท ก็เก็บเงินไว้ 1,000 บาท อีก 1,000 บาท ให้นำไปบริจาคให้วัดถ้ำกระบอก และส่งใบอนุโมทนาไปกับรองเท้าให้คนซื้อเขารู้สึกว่าได้ของพิเศษและได้ร่วมทำบุญด้วยกัน ปรากฏว่ามีคนซื้อเข้ามาเกือบครบจำนวนแล้ว ตอนนี้มีคนมาขอให้ทำรองเท้าแบบนี้ออกขาย ผมไม่ทำ ไม่งั้นก็จะไม่เป็นรุ่นพิเศษสิ” ปิยะ กล่าว
ปิยะ กล่าวว่า เขาเห็นว่าสายลมเป็นเด็กดี เป็นคนซื่อและมีฝีมือน่าสนับสนุน ไม่งอมืองอเท้าทั้งที่ไม่ได้ครบ 32 เหมือนคนอื่น ก็ไม่ได้ไปขอทาน ตั้งใจที่จะทำงาน
“ผมชอบสร้างอาชีพให้คนมากกว่าจะไปแจกเงินให้เขา เหมารองเท้าเขาไปก็ช่วยได้แค่ครัั้งเดียว ถ้าช่วยให้เขามีอาชีพก็จะทำให้ยั่งยืนกว่า หากมีโอกาสและพบเจอคนที่เห็นว่าควรส่งเสริมผมก็จะทำทันที สำหรับคนที่กำลังท้อแท้ผิดหวัง ผมอยากให้ดูสายลมเป็นตัวอย่าง เขาไม่มีพ่อแม่ อาศัยอยู่วัด หนังสือก็เรียนทางพระ แต่เขาก็ไม่เป็นภาระของสังคม” ปิยะ กล่าว
ปิยะ กล่าวว่า “คุณปู่ คุณพ่อ คุณแม่ สอนว่าหากค้าขายต้องซื่อสัตย์ ของไม่ดีอย่านำมาหลอกขายคนอื่น สอนให้เอื้อเฟื้อ สอนให้รักคนอื่น มีโอกาสช่วยเหลือใครได้ก็ควรทำ ฉะนั้นผมจึงมีเพื่อนเยอะ ไปไหนใครก็เวลคัม ผมคิดว่าเราเกิดมาเราก็ควรทำประโยชน์ต่อคนอื่น ต่อโลกนี้ ขณะนี้ผมมีลูกชายคนหนึ่ง ผมต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูก ซึ่งลูกผมก็เหมือนผมนะ”
จิตใจที่ดีงามมักจะอยู่กับคนที่คิดดีทำดีเสมอ เมื่อเห็นคนดีลำบากก็ไม่วางเฉยที่จะช่วยเหลือถ้ามีโอกาส ปมเด่นของผู้ชายคนนี้ “ปิยะ ซอโสตถิกุล”
08-2236-3454 Email : [email protected]







