
เพื่อไทยยังไงก็กลับมา
สถานการณ์การเมืองขณะนี้อาจเรียกได้ว่านับถอยหลังสู่การเลือกตั้งในปี 2559
สถานการณ์การเมืองขณะนี้อาจเรียกได้ว่านับถอยหลังสู่การเลือกตั้งในปี 2559 ก็ว่าได้ หลังจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาตามลำดับ ในทัศนะของ ศ.สมบัติ ก็มองว่าพรรคการเมืองใหญ่สองพรรคอย่าง “พรรคประชาธิปัตย์” และ “พรรคเพื่อไทย” ยังคงมีบทบาทเหมือนเดิมและฐานเสียงของแต่ละพรรคยังไม่มีเปลี่ยนแปลง แม้ระบบการเลือกตั้งจะถูกปรับเปลี่ยนแล้วก็ตาม
“การเลือกตั้งต่อไปไม่ว่ารัฐธรรมนูญจะออกมาอย่างไรก็ตาม ถ้าดูจากพื้นที่ฐานเสียงเลือกตั้ง ผมคิดว่าพื้นที่ฐานเสียงยังไม่เปลี่ยน หมายความว่า ภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาคกลางบางส่วน ก็ยังเป็นของพรรคเพื่อไทย ภาคกลางบางส่วนก็เป็นของพรรคชาติไทย พรรคภูมิใจไทย และพรรคชาติพัฒนา ก็ยังได้ในพื้นที่ภาคอีสานตอนใต้ ภาคกลางบางส่วนและภาคใต้ก็จะเป็นของพรรคประชาธิปัตย์ ส่วน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็คงผสมกันหลายพรรค”
ขณะเดียวกัน ประธาน กมธ.ปฏิรูปการเมือง ก็เชื่อว่ารูปแบบของการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคตพรรคร่วมรัฐบาลเดิมก็ยังจะอยู่รวมกับพรรคเพื่อไทยเหมือนเดิม ส่วนโอกาสของกลุ่มการเมืองที่จะได้ สส.เข้าสภาผู้แทนราษฎรคงมีไม่มาก เพราะไม่มีฐานเสียงเป็นของตัวเอง ยกเว้นจะเป็นกลุ่มการเมืองที่แตกตัวมาจากพรรคการเมืองใหญ่
“คิดทั้งหมดแล้วก็เห็นว่าพรรคเพื่อไทยและพันธมิตรของเขา คือ พรรคชาติไทย ชาติพัฒนา หรือพรรคร่วมรัฐบาลเดิมของเขาก็จะมีเสียงเกินครึ่ง เพราะไปถามพรรคเหล่านี้ก็คงพอใจกับร่วมตั้งรัฐบาลผสมกับพรรค
เพื่อไทยมากกว่า”
“กลุ่มการเมืองอาจขึ้นมาบ้าง แต่ไม่แน่ใจว่าจะไปแย่งฐานเสียงของพรรคการเมืองได้หรือไม่ เพราะมันไม่ง่ายนะครับ เว้นเสียแต่พรรคการเมืองหลักๆ จะแตกตัวออกมาเป็นกลุ่มการเมืองเอง แต่จะเป็นลักษณะของกลุ่มการเมืองที่ตั้งขึ้นมาใหม่เลยคงจะยาก ไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะเลือกคุณมาง่ายๆ โอกาสมันเปิดก็จริง แต่โอกาสนั้นก็อาจไม่เป็นจริง หน้าใหม่ๆ เข้ามาไม่ได้หรอก”
แสดงว่าการเมืองจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม? ศ.สมบัติ ให้คำตอบกับคำถามนี้ว่า “มีโอกาสสูง คุณลองถามตัวเองดูก็ได้ เลือกตั้งครั้งหน้าจะมีนักการเมืองหน้าเก่ากี่เปอร์เซ็นต์ จะมีนักการเมืองหน้าใหม่เข้าไปกี่เปอร์เซ็นต์ มีคนหลายคนบอกว่าน่าจะมีหน้าใหม่ไม่เกิน 5% ดังนั้น หน้าเก่าๆ เข้ามา 95% ก็เหมือนเดิมละครับ คุณไปเขียนรัฐธรรมนูญแบบไหน อย่างไร ก็นักการเมืองยังเป็นกลุ่มเดิมๆ คิดแบบเดิม ทำแบบเดิม ไม่ได้เปลี่ยนแปลง”
จะกลับมาแบบเดิมที่มีการใช้เสียงข้างมากและคนออกมาประท้วง? ศ.สมบัติ ระบุว่า “ก็คงมีนะ ถ้าเขาทำผิดนะ จากทัศนะของผมที่ผมติดตามมาตลอด รัฐบาลอาจจะออกมาแบบเดิม แต่ถ้าเมื่อใดก็ตามรัฐบาลใช้อำนาจในการทุจริตแบบไม่เกรงใจใคร จะทำให้มีคนจำนวนมากไม่กลัวรัฐบาล ประสบการณ์วันนี้คนไทยไม่กลัวรัฐบาลแล้ว คนเหล่านี้ก็ยินดีที่จะมาท้าทายรัฐบาล ถ้าการเมืองกลับมาแบบเดิมจะเรียกว่า สปช. และคณะ กมธ.ยกร่างฯ ทำให้คนผิดหวังหรือไม่? ศ.สมบัติ เห็นแย้งว่า “แบบนั้นไม่น่าจะใช่ แต่เพราะว่านักการเมืองเข้ามาแล้วเปลี่ยนนิสัยหรือไม่ เราไม่สามารถเขียนกติกาเพื่อกีดกันใครบางคนไม่ได้ อันนี้ก็ต้องเข้าใจความเป็นจริงด้วย อย่าไปคาดหวังว่าพวก สปช. กมธ.ยกร่างฯ เป็นผู้วิเศษ แต่เป็นคนธรรมดาเท่านั้น”
สุดท้าย ศ.สมบัติ ใส่แว่นมองบทบาทของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า “ยังมีบทบาทสูงอยู่แน่นอน อำนาจสูงสุดของพรรคเพื่อไทยก็อยู่ที่คุณทักษิณ ประเทศไทยจะเป็นอะไร อย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับคุณทักษิณ จะสงบหรือไม่สงบก็ขึ้นอยู่กับคุณทักษิณ คุณทักษิณถือว่ายังมีบทบาทในการกำหนดอนาคตประเทศไทยมาก







