
ม.44 ต้องรอบคอบ
ในที่สุดรัฐบาลก็เลือกใช้มาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 เพื่อผ่อนความเข้มงวดลงจากกฎอัยการศึก ที่บังคับใช้มาเกือบ 1 ปี หลังถูกแรงกดดันจากทั้งในและต่างประเทศอย่างหนัก เนื่องจากสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว และกฎอัยการศึกมักใช้ในช่วงสงครามเท่านั้น
ในที่สุดรัฐบาลก็เลือกใช้มาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 เพื่อผ่อนความเข้มงวดลงจากกฎอัยการศึก ที่บังคับใช้มาเกือบ 1 ปี หลังถูกแรงกดดันจากทั้งในและต่างประเทศอย่างหนัก เนื่องจากสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว และกฎอัยการศึกมักใช้ในช่วงสงครามเท่านั้น
แม้มาตรา 44 จะเป็นบทบัญญัติหนึ่งในรัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับปัจจุบัน แต่ก็ยังต้องตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการใช้ เนื่องจากหากใช้อำนาจตามอำเภอใจ มาตรา 44 จะเป็นข้อกฎหมายที่อันตรายยิ่งกว่ากฎอัยการศึกด้วยซ้ำ เพราะกฎหมายได้ให้อำนาจหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี อยู่เหนือทั้งอำนาจบริหาร ตุลาการ และนิติบัญญัติ ทั้งปวง
กรณีนี้หมายความว่านอกจากนายกรัฐมนตรีจะอยู่เหนือกฎหมายแล้ว นายกรัฐมนตรียังเป็นกฎหมายด้วยตัวเอง เป็นต้นว่า หากต้องการจะสั่งลงโทษใคร หรือหากจะกำหนดให้ใครพ้นผิด โดยไม่ต้องรอกระบวนการทางกฎหมาย ก็สามารถทำได้ทันทีเช่นกัน
อันที่จริง ต้นกำเนิดของมาตรา 44 มาจากมาตรา 17 ของธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน 2502 ในรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ โดยที่ปรึกษากฎหมายของรัฐบาลกำหนดให้มีมาตราว่าด้วยการใช้อำนาจเด็ดขาด เพื่อสร้างความสงบเรียบร้อยระหว่างเดินหน้าขับเคลื่อนประเทศ
ในความเป็นจริง นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นก็ใช้อำนาจตามมาตรา 17 ประหารชีวิตผู้ต้องหาจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นคดียาเสพติด หรือคดีลอบวางเพลิง โดยไม่เปิดโอกาสให้กระบวนการยุติธรรมได้ทำหน้าที่
เป็นเรื่องดีที่ พล.อ.ประยุทธ์ ยืนยันว่าจะใช้อำนาจตามมาตรา 44 เพื่อร่างระเบียบหรือออกเป็นประกาศของ คสช. ซึ่งจะทำให้ความรับผิดชอบของ พล.อ.ประยุทธ์ น้อยลง เพราะกลายเป็น คสช.ทั้งคณะร่วมกันรับผิดชอบแทน
อย่างไรก็ตาม ยังเกิดความคลางแคลงใจอยู่ดีว่า อำนาจจะถูกนำไปใช้เกินขอบเขต จนล้ำเส้นเสรีภาพที่พึงมีของประชาชนหรือไม่ เพราะที่ผ่านมา แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จะยืนยันว่า รัฐบาลมีความเป็นประชาธิปไตย 99.99% แต่ก็ยังมีการสั่งการให้ทหารใช้อำนาจตามกฎอัยการศึก ทั้งการบุกค้นบ้านและคุมตัวผู้ต้องหาโดยไม่มีหมายจับ หรือการสั่งให้ทหารเฝ้าติดตามการแสดงออกทางการเมือง และการเรียกผู้ที่มีความเห็นต่างกับ คสช.ไปปรับทัศนคติ
พล.อ.ประยุทธ์ น่าจะเรียนรู้ได้แล้วว่า การใช้กฎหมายที่เข้มงวดนั้นอาจสร้างความสงบได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น ไม่สามารถทำให้คนที่มีความคิดคนละขั้วเปลี่ยนความเห็นมาเห็นเหมือนกันได้
การมีอำนาจที่มากเกินไปเปรียบเสมือนดาบสองคม เพราะแม้รัฐบาลจะรู้สึกมั่นคง แต่ก็ไม่มีทางรับรู้ว่าประชาชนที่เห็นต่างคิดอะไรอยู่ ทางเลือกที่ดีกว่า ก็คือการใช้กฎหมายพื้นฐานภายใต้ความเคารพหลักสิทธิเสรีภาพและเปิดช่องให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่







