
กตัญญสู้งานหนัก
ผมเห็นแม่ยิ้ม น้ำตาความปีติดีใจของแม่ไหลพราก ก็อดน้ำตาไหลตามไม่ได้ ทุกวันนี้ผมไม่เคยลืมหน้าแม่ตอนที่ท่านยิ้มทั้งน้ำตาให้กับผม ในวันที่ผมมองเห็นได้เลย
โดย...ซิวซี แซ่ตั้ง
ผมเห็นแม่ยิ้ม น้ำตาความปีติดีใจของแม่ไหลพราก ก็อดน้ำตาไหลตามไม่ได้ ทุกวันนี้ผมไม่เคยลืมหน้าแม่ตอนที่ท่านยิ้มทั้งน้ำตาให้กับผม ในวันที่ผมมองเห็นได้เลย
ใครจะคิดว่า คนที่ตาบอดตกอยู่ในโลกมืดมานานเกือบ 5 ปี จะกลายมาเป็นคนตาดีได้อีกครั้ง ผมเคยคิดว่าตัวเองโชคร้ายมาก แต่อย่างไรเสียโชคดีก็ยังมีมาให้ผม ผมบอกกับตัวเองว่า จะต้องตอบแทนพระคุณพ่อแม่ตามที่ตั้งใจไว้ ท่านเหนื่อยเพื่อผม ทำเพื่อผมมามากแล้ว ต่อไปนี้ผมจะเหนื่อยเพื่อท่าน ทำเพื่อท่านบ้าง
ผมผ่านความลำบากมามากเมื่อตอนตาบอด อยากทำแล้วทำไม่ได้อย่างใจ ผมรู้สึกอึดอัดและทุกข์ทรมาน เมื่อกลับมามองเห็นอีกครั้ง ผมคิดว่าไม่มีอะไรยากลำบากอีกแล้ว แค่ตาไม่บอดและมีแรง ผมสามารถทำงานได้ทุกอย่าง และตั้งใจว่าจะสู้งานหนักทุกชนิดชดเชยกับเวลาที่เสียไปเกือบ 5 ปีในช่วงตาบอด เพื่อหาเงินค่ารักษาตามาใช้คืนพ่อแม่ ผมจะทำงานเพื่อให้ครอบครัวมีความเป็นอยู่ดีกว่านี้
ผมผ่านวัยเด็กมาแล้ว ตอนนี้ผมอายุย่างเข้า 18 ปี ร่างกายที่แข็งแรงและจิตใจที่ฮึกเหิมของผม ช่วยให้ผมทำงานโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ทั้งช่วยงานในไร่และหารายได้เข้าบ้าน ด้วยการรับจ้างแบกหามทุกชนิด ตอนนั้นคิดอยู่อย่างเดียวว่า ต้องทำงาน ต้องหาเงิน ผมรู้ตัวเองว่าเป็นคนเรียนหนังสือน้อย ได้เรียนหนังสือแค่ 10 เดือน ไม่ทันจบ ป.1 เสียด้วยซ้ำ
ที่ไม่ได้เรียนต่อไม่ใช่เพราะสมองไม่ดี แต่เพราะครอบครัวไม่มีเงินไปจ่ายค่าเทอมให้ครู ทั้งๆ ที่ตอนนั้นค่าเทอมแค่ข้าวสาร 5 กิโลกรัมเท่านั้น แต่ครอบครัวเราก็ขัดสนถึงขนาดไม่มีข้าวไปจ่ายค่าจ้างให้ครู เมื่อถูกทวงหนักเข้าก็เลยไม่รู้จะทำอย่างไร
สุดท้ายเลยไม่ได้เรียน หมดโอกาสได้ใช้สมองทำงานสบาย ผมมีเพียงแค่แรงกายและกำลังใจเท่านั้น ที่เอาไว้ต่อสู้กับความยากลำบาก
ผมนึกอยู่เสมอว่า คนอื่นลำบากเพื่อผมมามากแล้ว แล้วผมเล่า ทำอะไรเพื่อคนอื่นหรือยัง คิดแล้วก็ยิ่งฮึดสู้ ทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย โดยการรับจ้างขนหาบพืชไร่ ผัก และสิ่งของต่างๆ รวมถึงการขนฉี่และอึ เพื่อไว้ใช้ในไร่นาของครอบครัว
ไม่ว่าจะเป็นงานหนักหรือน่ารังเกียจ ผมไม่สนใจ ขอให้ได้ทำ แม้การ “ขนฉี่และอึ” ชนบทในเมืองจีนที่ผมอาศัยอยู่นั้น เรื่องการซื้อฉี่มนุษย์เพื่อนำไปใช้ทางการเกษตรเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจนกลายเป็นชีวิตประจำวันไปแล้ว เพราะเราสามารถใช้ประโยชน์จากฉี่ในเรื่องเพาะปลูกได้
ผมรู้เรื่องประโยชน์ของฉี่กับอึเป็นอย่างดีมาตั้งแต่เด็ก คนมีเงินจะไม่ขนเอง อาจจะจ้างคนอื่นมาขนฉี่กับอึไปใช้ในไร่นา แต่คนที่จะรับจ้างขนฉี่และอึมีไม่มากและไม่ค่อยมีใครอยากทำ เพราะคนส่วนใหญ่รังเกียจและถือว่าเป็นงานต่ำ แถมงานหนักอีกด้วย แต่สำหรับผมไม่เคยจ้างใครเพราะไม่มีเงินไปจ้าง ต้องขนฉี่กับอึเอง แต่ก็ทำอย่างไม่รังเกียจ
น้ำหนักของถังที่ใช้ใส่ฉี่รวมกับฉี่ที่อยู่ในถัง คนธรรมดาโดยทั่วไปก็หาบไม่ไหวแล้ว จะมีก็แต่ผู้ชายที่ร่างกายแข็งแรง บึกบึนอย่างผมจึงสามารถยกหาบได้ แต่ใช่ว่าจะทำได้อย่างง่ายดาย ซึ่งแม้ร่างกายผมจะหาบฉี่หาบอึไหว แต่ผมก็ยังไม่พอใจ อยากเพิ่มปริมาณฉี่ในการขนต่อครั้งต่อเที่ยวให้มากขึ้น เพื่อจะได้รับค่าจ้างมากขึ้น
ผมจึงสั่งทำถังขนาดใหญ่กว่าที่ใช้กันอยู่ทั่วไป เป็นถังที่บรรจุได้ถึง 25 กิโลกรัม หาบคราวละ 2 ถัง น้ำหนักรวมคือ 50 กิโลกรัม ถังที่คนธรรมดาทั่วไปใช้หาบกันจะมีน้ำหนักประมาณ 15 กิโลกรัม รวม 2 ถังก็แค่ 30 กิโลกรัมเท่านั้น
การขนฉี่ที่มีน้ำหนักมากขนาดนี้ ใช่ว่ายกไหวแล้วจะหาบไปได้ การหาบต้องอาศัยจังหวะการก้าวเดินที่เหมาะสมด้วย จึงจะเดินไปไหนมาไหนได้ตลอดรอดฝั่งโดยที่ฉี่ไม่กระฉอกออกนอกถัง หรือไม่ล้มลงระหว่างทางเสียก่อน
เมื่อมีถังขนาดใหญ่ ผมลองใส่น้ำแล้วยกหาบเดินไปมาอยู่หลายเที่ยวเพื่อไม่ให้หกและตัวผมไม่ล้ม หลังจากลองจนชำนาญ ผมจึงออกไปซื้อฉี่แล้วขนกลับบ้าน ถังที่ผมแบกจึงเป็นถังฉี่ที่ใหญ่ที่สุดในตำบล
ครั้งแรกที่ผมได้ถังมาแล้วลองหาบ แม่มาเห็นไม่อยากให้ผมหาบถังใหญ่ขนาดนั้น เพราะเป็นห่วงสุขภาพของผม
“จะไหวเหรออาซิวซี ใช้ถังธรรมดาเถอะ ถังใหญ่มันหนักมากเกินไป หลังไหล่ลื้อจะเสีย มันไม่คุ้มกันนะ”
“ไม่เป็นไรหรอกแม่ หลังไหล่ของผมแข็งแรงจะตาย”
“แต่แม่ว่า...”
แม่พยายามจะทักท้วง แต่ผมก็ไม่ยอมยืนฟังแม่พูดต่อ เพราะกลัวตัวเองจะใจอ่อน รีบแบกถังเดินออกจากบ้านไปอย่างรวดเร็ว ผมยังถูกคนในหมู่บ้านแซวเล่นว่า
“ตาบอดกลายเป็นตาบ๊องแล้ว หาบเข้าไปได้ยังไงถังใหญ่ขนาดนั้น!”
แต่ผมไม่สนใจ ตั้งหน้าตั้งตาใช้ถังใบใหญ่ขนฉี่อยู่อย่างนั้น ทำอยู่นานจนชาวบ้านเห็นในความขยันตั้งใจและความอดทน ชาวบ้านชื่นชมและยกย่องผม พูดให้ลูกๆ หลานๆ ดูเป็นตัวอย่าง
“ดูซิวซีซิ ขยันทำงาน หนักเอาเบาสู้ ได้เงินเท่าไหร่ก็ให้พ่อแม่หมด”
ผมเลยกลายเป็นสัญลักษณ์ของคนสู้ชีวิต แต่ที่ผมภูมิใจมากคือ ผมเป็นสัญลักษณ์ของความกตัญญูสู้งานหนัก







