
๑๕ ปุจฉาวิสัชนาที่ควรศึกษา (๑๘)
ปุจฉาที่ ๑๔ : ตัวเองพยายามที่จะเข้าถึงธรรมะแล้ว แต่เข้าไปแล้วมีความรู้สึกว่ายังประพฤติปฏิบัติไม่ได้ก็ไปอ้างว่าศาสนาเสื่อม อย่างนี้ก็มีนะครับ
วิสัชนา : เพราะเราติดอยู่ในโลก แต่ถ้าเราเข้าสู่ธรรมะ เราก็ออกจากความไม่เที่ยงสู่ความเที่ยงได้ ในความไม่เที่ยงจึงมีความเที่ยง และในความเที่ยงจึงมีความไม่เที่ยง อะไรจะเที่ยงไม่เที่ยงก็อยู่ที่เราเข้าใจธรรมะไหม ความเข้าใจดังกล่าวนี้จึงเป็นตัวปัจจัยที่ทำให้เห็นว่ามันเสื่อมหรือไม่เสื่อม กาลใดที่พระพุทธศาสนาเสื่อมถอยไป คำว่าเสื่อมถอยไม่ใช่เสื่อม เสื่อมถอยคือสูญหายไป เราไปใช้คำว่าเสื่อม เรียกสูญหายไป หรืออันตรธานไป หรือไม่ปรากฏการณ์อย่างที่เคยสำแดง เพราะสัตว์ทั้งหลายนั้นห่างไกล ไม่สามารถรับธรรมอันนั้นได้ แต่เมื่อไรก็ตามที่รับได้ ธรรมะก็ยังคงดำรงอยู่ แต่เมื่อไหร่ที่รับไม่ได้ ธรรมะก็กลับไปสู่ที่ตั้งของธรรม
ปุจฉา ๑๕ : อยากให้หลายคนที่พยายามประพฤติปฏิบัติจะเข้าสู่ธรรมะ จะทำอย่างไรให้มีดวงตาเห็นธรรม
วิสัชนา : ดวงตาเห็นธรรมนี่ไม่สามารถมาแสวงหากันแบบโลกภายนอกได้ ดวงตาเห็นธรรมแท้จริง ความหมายก็คือ ปัญญาจักษุ จักษุที่เกิดปัญญา คำว่าจักษุ คือ การพูดตามนิมิตหมายธรรมอันหนึ่ง เป็นคติธรรมอันหนึ่งว่า เรามีดวงตาเห็นธรรม ดวงตาดังกล่าวก็คือสภาพตัวรู้ที่เกิดขึ้นในจิตของเรา จิตก็คือความนึกคิด ความนึกคิด หรือจิต หรือตัวรู้นี่ ถ้ามันรู้ในสิ่งที่ควรรู้มันก็เป็นธรรม ธรรมเกิดขึ้นมันก็ออกมาจากอธรรม ก็เห็นผิดเห็นชอบ แยกแยะได้ก็ไม่ทำบาป ประพฤติพรหมจรรย์ คือ ละบาป สร้างบุญ เห็นความจริงว่า สังสารวัฏนี้เป็นของไม่เที่ยง การเกิดดับเป็นเช่นนี้สืบเนื่องเสมอ
ถ้าเรายังต้องวนอยู่ในวัฏสงสาร ออกมาจากวัฏสงสารเพราะมีปรากฏการณ์ความทุกข์ เห็นความไม่เที่ยง ความทุกข์ ว่าเป็นอนัตตา กฎของพระไตรลักษณ์เกิดขึ้น เห็นแจ้งในพระอริยสัจ เห็นในความจริง จึงเรียกได้ว่ามีปัญญา หรือว่ามีจักษุ จักขุง อุทปาทิ จักษุได้เกิดขึ้น ญาณได้เกิดขึ้น ปัญญาได้เกิดขึ้น วิชชาได้เกิดขึ้น แสงสว่างได้เกิดขึ้น
สภาพธรรมดังกล่าวนั้นเกิดธาตุตัวรู้ที่เรา เรียกว่าสภาพการเรียนรู้ก็คือจิต จิตที่พัฒนาการไปสู่ความบริสุทธิ์ จึงเป็นจิตที่เป็นไปเพื่อออกไปจากความไม่รู้ทั้งปวง ความบริสุทธิ์ คือ รู้โลกก็ละความยึดเหนี่ยวในโลกทั้งปวงได้ เพราะรู้ว่ามันไม่เที่ยง การรู้ในความจริงจึงเรียกว่ามีจักษุ มีดวงตาเห็นธรรม คำว่าดวงตาเห็นธรรม คือ รู้แจ้งในความจริงของโลก ในขั้นต้นก็คือรู้ว่ามันเป็นไปตามกฎของพระไตรลักษณ์ ยอมรับความจริงว่ามันไม่เที่ยงนะ มันเป็นทุกข์ มันเป็นไปตามอนัตตา เห็นความเป็นอสุภะว่าเป็นอสุภะ เห็นความเป็นปฏิกูลว่ามันเป็นปฏิกูล
อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้







