องค์กรสตรีหวังร่างรธน.ใหม่ชายหญิงเท่าเทียม
“องค์กรสตรี”หวังสตรีมีส่วนร่วมทางการเมืองทุกระดับเตรียมยื่นกมธ.ยกร่างรธน.-สนช.-สปช.พิจารณาบรรจุสัดส่วนหญิงชายเท่าเทียม
“องค์กรสตรี”หวังสตรีมีส่วนร่วมทางการเมืองทุกระดับเตรียมยื่นกมธ.ยกร่างรธน.-สนช.-สปช.พิจารณาบรรจุสัดส่วนหญิงชายเท่าเทียม
เมื่อวันที่ 27มี.ค.58 เวลา09.30น.ที่ตึก60ปี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ในงานสัมมนาวิชาการ หัวข้อ “รัฐธรรมนูญไทย ทำไมต้องมีระบบสัดส่วน:มาตรการพิเศษชั่วคราวเพื่อความเสมอภาคหญิงชาย” จัดโดยโครงการสตรีและเยาวชนศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สมาคมติดตามการพัฒนาสตรีในประเทศไทย (ตพส.) คณะกรรมการพิจารณาและปรับปรุงกฎหมายด้านความเสมอภาคระหว่างเพศในคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย กลุ่มบูรณาการแรงงานสตรีและขบวนการผู้หญิงปฏิรูปประเทศไทย(WeMove) องค์การเพื่อความเสมอภาคระหว่างเพศและเสริมพลังของผู้หญิงแห่งสหประชาชาติ(UN Women)กระทรวงต่างประเทศการค้าและพัฒนาประเทศแคนนาดา(DFATD,Canada) Internationat Republican Institute(IRI) ทั้งนี้ภายในงานมีองค์กรสตรี นักสิทธิมนุษยชน ภาคประชาชน เข้าร่วมแลกเปลี่ยนในเวทีครั้งนี้ด้วย
นางสาวอุษา เลิศศรีสันทัด ผู้อำนวยการมูลนิธิผู้หญิง กล่าวว่า ทราบว่าในวันที่31มี.ค.นี้ ทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะหยิบยกประเด็นการกำหนดสัดส่วนระหว่างหญิงชายในรัฐธรรมนูญขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง ซึ่งเครือข่ายที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนของผู้หญิง จะรวมตัวกันเพื่อเข้ายื่นข้อเสนอให้มีการกำหนดสัดส่วน การมีส่วนร่วมทางการเมืองของผู้หญิงในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)คณะรักษาความสงบแห่งชาติ และรัฐบาล เพื่อเรียกร้องให้ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ที่ระบุไว้ในมาตรา4 โดยต้องมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาค สอดคล้อง ตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ย่อมได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ว่าประเทศไทยจะดำเนินตามพันธกรณีต่ออนุสัญญาต่างๆ โดยต้องกำหนดสัดส่วนทางการเมืองในทุกระดับ ให้ผู้หญิงมีส่วนร่วมทางการเมือง เพื่อให้เกิดความเสมอภาคตามหลักการสิทธิมนุษยชน
“มาตรการพิเศษชั่วคราวนี้เมื่อสถานการณ์ดีขึ้นก็ไม่ต้องนำมาใช้ก็ได้ เพราะที่ผ่านมาหากดูสถิติการมีส่วนร่วมบทบาทของผู้หญิงจากทั่วโลกถือว่ามีน้อยมาก ซึ่งไทยสอบตกหากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน และจากการเข้าร่วมประชุมระดับโลกเรื่องสตรี ที่ประชุมต่างระบุชัดเจนว่าไทยต้องทำตามอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีทุกรูปแบบ(CEDAW) ในฐานะที่ประเทศไทยได้ลงนามรับรองในปฏิญญาปักกิ่งและแผนปฏิบัติการเพื่อความก้าวหน้าของสตรี ดังนั้นจึงขอสนับสนุนแนวคิดที่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควรที่จะดีกว่าของเดิม จึงขอให้คณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ปฏิบัติตามแนวคิดและหลักการนี้ อย่างแท้จริง เพื่อให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศบรรจุเนื้อหา ที่ไม่น้อยไปกว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี50 และส่งเสริมความเสมอภาคแท้จริง เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มและได้มีส่วนร่วมพัฒนาประเทศ สร้างสันติสุขแก่สังคม” นางสาวอุษา กล่าว
นายสมชาย เจริญอำนวยสุข อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) กล่าวว่า การพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญในประเด็นสัดส่วนทางการเมืองครั้งนี้ จะต้องเปิดโอกาสให้ผู้หญิงได้เข้าไปมีสิทธิมีเสียงในทางการเมือง จึงไม่ควรปิดกั้นโอกาส เนื่องจากความรู้ความสามารถ และการทำงานมีความละเอียดไม่ต่างจากผู้ชาย โดยสามารถอาศัยมาตรการพิเศษชั่วคราว แล้วหลังจากนั้นผ่านการเลือกตั้ง2-3สมัยก็กลับเข้าสู่โหมดปกติ ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยมีระบบมาตรการพิเศษมาโดยตลอด เช่น สปช.สนช.ก็ต่างมีโควต้าทั้งนั้น หากจะกำหนดสัดส่วนหญิงชายที่เท่าเทียม ก็ต้องทำได้เชื่อว่าไม่ขัดต่อหลักการ เพราะไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร
“การหยิบยกร่างรธน.ขึ้นมาพิจารณาใหม่ครั้งนี้จะต้องระบุสัดส่วนหญิงชายเพื่อความชัดเจน เช่น พรรคการเมืองต้องส่งหญิงชายลงสมัครเท่านั้นเท่านี้ เปิดพื้นที่ให้ผู้หญิงได้มีบทบาททางการเมืองด้วย ซึ่งทางกรมกิจการสตรีฯ ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาโดยตลอด อีกทั้งเป็นกรมแรกที่ได้สนับสนุนและเสนอประเด็นนี้ นอกจากนี้เรายังคอยให้ความรู้เพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้หญิง เช่น จัดอบรมให้ความรู้ทางการเมือง หลักการในการเลือกตั้ง จัดทำเอกสารเพื่อเผยแพร่สร้างความรู้ความเข้าใจ นำเสนอข้อมูลบทบาทสตรีผ่านเวทีต่างๆ เพื่อให้ทุกฝ่ายรับทราบ และจะทำแบบนี้ไปจนกว่าสังคมจะยอมรับในบทบาททางการเมืองของสตรี”
รศ.ดร.นรีวรรณ จินตกานนท์ รองประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า ในฐานะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ก็ได้เห็นอุปสรรคปัญหาของระบบสัดส่วนหญิงชายทางการเมืองอยู่บ้าง แต่ถ้าหากดูข้อมูลในหลายประเทศ ส่วนใหญ่ใช้มาตรการพิเศษชั่วคราว เช่น ประเทศเบลเยี่ยม ฝ่ายวุฒิสภา กำหนดสัดส่วนแต่ละเพศอย่างชัดเจน คือต้องมากกว่า 2ใน 3 สะท้อนถึงการเปิดพื้นที่ให้ผู้หญิงมีสิทธิเท่าเทียมผู้ชาย เนื่องจากที่ผ่านมาในอดีตกลุ่มผู้หญิงไม่เคยได้รับสิทธิและการตัดสินใจทางการเมือง ทั้งที่มีความรู้ความสามารถและมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่เป็นอย่างดี ดังนั้น จึงเห็นด้วยว่าผู้หญิงสมควรจะก้าวเข้าสู่การเมือง ร่วมกับชาย เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ โดยเฉพาะจะช่วยให้การบริหารท้องถิ่นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
“การนำมาตรการพิเศษชั่วคราว มาใช้ก็ไม่ได้ผิดหลักการอะไร เพราะหลายประเทศก็ทำกัน ดังนั้นในวันที่31มี.ค.นี้ ที่จะมีการหยิบยกประเด็นสัดส่วนหญิงชายในรัฐธรรมนูญมาพิจารณาใหม่อีกครั้ง ก็คงจะนำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อคณะกรรมาธิการยกร่างฯ อาจมีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ส่วนผลจะออกมาอย่างไรนั้นก็ต้องน้อมรับฟังเสียงส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตามขอวิงวอนให้ช่วยกันเปิดพื้นที่ให้กับผู้หญิง ได้เข้ามาร่วมพัฒนาประเทศแทนที่จะปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ซึ่งเชื่อว่าการจัดเวทีแลกเปลี่ยนพูดคุยและนำเสนอแง่มุมต่างๆครั้งนี้จะแสดงพลังและส่งเสียงให้ทุกฝ่ายได้เห็นมุมมองอย่างรอบด้าน”รศ.ดร.นรีวรรณ กล่าว
นายกฤต ไกรจิตติ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า ต้องพยายามทำให้สังคมเข้าใจหลักการความเสมอภาคหญิงชาย ที่ผ่านมาได้เสนอประเด็นนี้ในที่ประชุมมาโดยตลอด อย่างไรก็ตามหากนำมาตรการพิเศษชั่วคราวมาใช้ก็เห็นด้วย เพราะอะไรที่เป็นประโยชน์กับประเทศ เกิดสิทธิเสรีภาพของมนุษยชนก็ควรทำ ไม่ใช่จะโต้แย้งหรือว่ามองเป็นเรื่องที่ขัดหลักการ อย่าลืมว่าทุกอย่างมีข้อยกเว้น ซึ่งมาตรการนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เนื่องจากหลายประเทศที่พัฒนาแล้วต่างนำหลักการนี้ปรับใช้ทั้งนั้น
“ก่อนจะมีรัฐธรรมนูญใหม่เกิดขึ้น ต้องมีความรอบครอบชัดเจน รับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย ทั้งภาคประชาชน นักสิทธิมนุษยชน นักกฎหมาย องค์กรสตรี รวมถึงศึกษาข้อมูลจากต่างประเทศที่เข้าใช้หลักการนี้ ซึ่งการเปิดเวทีครั้งนี้ก็เท่ากับรวบรวมข้อมูลข้อเท็จจริงจากทุกฝ่ายที่ช่วยกันเสนอแนะแนวทางมาพิจารณาก่อนนำเสนอในการประชุมกรรมาธิการยกร่างฯในวันที่31มี.ค.นี้ด้วย”นายกฤต กล่าว







