
ศึกค่าเงินไร้ผล เหตุค้าโลกซึม
สืบเนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันที่ยังไม่อาจเรียกว่าฟื้นตัวได้อย่างเต็มปาก ทำให้หลายประเทศทั่วโลกหันมาดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในของตนอย่างจริงจัง โดยหนึ่งในเครื่องมือผ่อนคลายทางการเงินที่สำคัญก็คือ การตัดลดอัตราดอกเบี้ยและการแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนด้วยการทำให้สกุลเงินของประเทศอ่อนค่าลง เพื่อสร้างความได้เปรียบในตลาดส่งออก
สืบเนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันที่ยังไม่อาจเรียกว่าฟื้นตัวได้อย่างเต็มปาก ทำให้หลายประเทศทั่วโลกหันมาดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในของตนอย่างจริงจัง โดยหนึ่งในเครื่องมือผ่อนคลายทางการเงินที่สำคัญก็คือ การตัดลดอัตราดอกเบี้ยและการแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนด้วยการทำให้สกุลเงินของประเทศอ่อนค่าลง เพื่อสร้างความได้เปรียบในตลาดส่งออก
ในที่สุดบรรดานักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งต้องลุกขึ้นส่งสารเตือนรัฐบาลนานาประเทศให้ระวังประเด็นสงครามค่าเงินให้จงหนัก เพราะจะเป็นปัจจัยฉุดรั้งบรรยากาศทางการค้าการลงทุน และการขยายตัวเติบโตของเศรษฐกิจทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม หลังเฝ้าสังเกตสถานการณ์ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา เหล่าผู้เชี่ยวชาญและนักเศรษฐศาสตร์จากหลายสำนักต่างลงความเห็นตรงกันว่า แม้ตามประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา การกดค่าเงินประเทศให้อ่อนลงจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้กระเตื้อง เพราะสินค้าส่งออกถูกกว่าคู่แข่ง แต่ทว่าสำหรับสถานการณ์ในขณะนี้ การกดค่าเงินอ่อน กลับไม่ได้เอื้อประโยชน์เหมือนทึ่เคยเกิดขึ้นในอดีต
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ นโยบายแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยน กดให้ค่าเงินของประเทศอ่อนค่าลงทุกวันนี้ แทบไม่เป็นประโยชน์และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศแต่อย่างใด
ยืนยันได้จากผลการศึกษารวบรวมข้อมูลสำนักวิเคราะห์นโยบายเศรษฐกิจ ซีพีบี แห่งเนเธอร์แลนด์ ซึ่งระบุว่า ประเทศกำลังพัฒนาคือตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดสำหรับความไร้ประโยชน์ของมาตรการกดค่าเงินให้อ่อนลง
ทั้งนี้ รายงานพบว่า สกุลเงินของบรรดาประเทศกำลังพัฒนาปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยแล้วถึง 24% เมื่อเทียบกับเงินสกุลเหรียญสหรัฐ นับตั้งแต่ปี 2011 ที่ผ่านมา แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ ถึงค่าเงินจะอ่อนค่าลงมาก แต่การส่งออกของประเทศเหล่านี้ในอัตรารายปีในช่วง 4 ปีที่ผ่านมากลับชะลอตัวลงถึง 4% ลดลงจากอัตราเฉลี่ยที่ 8% ในช่วง 10 ปีก่อนหน้า
ขณะที่ตัวอย่างที่เห็นได้เป็นรูปธรรมชัดเจนที่สุดก็คือ ประเทศบราซิล ที่สกุลเงินเรียลของประเทศร่วงลงแล้วกว่า 48% นับตั้ังแต่ต้นปี 2011 แต่จนถึงขณะนี้เศรษฐกิจของบราซิล นอกจากจะยังไม่ขยับขยายตัวเติบโตแล้ว มิหนำซ้ำยังมีสภาพการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในรอบ 25 ปีทีเดียว
สตีเฟน เจน อดีตนักเศรษฐศาสตร์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(ไอเอ็มเอฟ) ยอมรับว่า ความสัมพันธ์ระหว่างการเติบโตของเศรษฐกิจกับบรรยากาศการค้าโลกได้เปลี่ยนแปลงไปสู่รูปแบบที่ไม่สามารถใช้ทฤษฎีที่เคยมีมาอธิบาย หรือใช้เป็นเกณฑ์ในการคาดการณ์ทิศทางในอนาคตได้อีกต่อไป
ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์ในขณะนี้ยังจำเป็นต้องกดค่าเงินของตนเองให้อ่อนค่ามากขึ้นกว่าในอดีต เพื่อให้ได้ผลลัพธ์เท่ากับในอดีตที่หลายประเทศเข้ามาแทรกแซงค่าเงินของประเทศ
ส่วนเหตุผลที่ทำให้ในปัจจุบันไม่เอื้ออำนวยให้นโยบายแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนได้สำแดงเดชเต็มที่นั้น บรรดานักวิเคราะห์ได้ประมวลและสรุปออกมาเป็น 2 ปัจจัยหลักๆ ด้วยกัน คือ 1) มาตรการกระตุ้นการค้าที่เริ่มลดแรงแผ่ว เช่น การผลักดันของนานาประเทศในเรื่องการตัดลดหย่อนภาษี และ 2) การเปลี่ยนแปลงแนวทางนโยบายการเติบโตของพญามังกรแห่งเอเชียอย่างประเทศจีน
สำหรับปัจจัยแรกนั้น ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า เพราะเศรษฐกิจซบเซาทำให้รัฐบาลหลายประเทศมุ่งให้ความสำคัญกับสถานการณ์เศรษฐกิจภายในเป็นหลัก รวมถึงหันมาเน้นการสนับสนุนการเติบโตในภาคการบริการเป็นหลัก
ผลลัพธ์ก็คือ ประเทศต่างๆ เหล่านั้นย่อมนำเข้าสินค้าน้อยลง อีกทั้งบางส่วนยังชะลอสิทธิพิเศษ เช่น การลดหย่อนภาษี หรือการลดและการยกเลิกกำแพงภาษี ซึ่งทำให้บรรยากาศการค้าการลงทุนโดยรวมซบเซาลงไป
ภานุ ภเวจา หัวหน้านักกลยุทธ์สินทรัพย์ตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่จากยูบีเอส เอจี แสดงความเห็นผ่านสำนักข่าวบลูมเบิร์กว่า สถานการณ์ที่รัฐบาลทั่วโลกให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจภายในเป็นหลัก ทำให้บรรยากาศการค้าขายระหว่างประเทศซบเซาลง
ความเห็นข้างต้นสอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่งที่ระบุว่า หลายประเทศทั่วโลกกำลังเดินหน้ากดดันค่าเงินของตนเอง โดยสำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า จนถึงขณะนี้มีมากกว่า 20 ประเทศแล้วที่หันมาตัดลดอัตราดอกเบี้ยควบคู่กับการใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินอื่นๆ เพื่อลดปริมาณความต้องการในสกุลเงินตนในตลาด ซึ่งจะทำให้ค่าเงินอ่อนค่าลงอีกเช่นกัน
ทั้งนี้ นับตั้งแต่ต้นปี 2014 ที่ผ่านมา 31 สกุลเงินหลักๆ ของโลกปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับเงินสกุลเหรียญสหรัฐ โดยมีราว 10 สกุลเงินหลักที่ปรับตัวอ่อนค่าลงมากกว่า 20% เช่น ค่าเงินรูเบิ้ล รัสเซีย ค่าเงินโครน นอร์เวย์ และค่าเงินยูโรของกลุ่มยูโรโซน
ขณะเดียวกัน ผลการศึกษาจากไอเอ็มเอฟเมื่อไม่นานมานี้พบอีกว่า ค่าเงินที่อ่อนค่าในปัจจุบันแทบไม่มีประโยชน์ต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจแต่อย่างใด โดยทุกๆ 1% ที่เพิ่มขึ้นของผลผลิต การค้าโลกเพิ่มขึ้นเพียง 0.7% เท่านั้น ระหว่างปี 2008-2013ซึ่งถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับช่วงปี 2000-2007 ซึ่งโตอยู่ระหว่าง 1.5% และ 2.2% ระหว่างปี 1986-2000
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ แม้นโยบายกดค่าเงินที่ทำให้การส่งออกสินค้าเพิ่มมากขึ้นจนฉุดรั้งเศรษฐกิจขึ้นมาได้ในอดีตในหลายประเทศ แต่สำหรับสถานการณ์ในเศรษฐกิจปัจจุบัน แนวทางดังกล่าวไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจเหมือนที่หลายฝ่ายตั้งความหวังกันไว้
ด้านปัจจัยประกาศที่สอง ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของประเทศจีน ที่มุ่งพึ่งพาบริโภคภายในประเทศมากกว่าการส่งออกนี้ หลายฝ่ายมองว่าแนวทางดังกล่าวทำให้ความต้องการนำเข้าสินค้าของจีนลดลง
ยิ่งเมื่อบวกกับนโยบายรัฐที่หันมาสนับสนุนภาคการบริการของประเทศ ทำให้แม้จีนจะรักษาการเติบโตเอาไว้ได้ แต่ปริมาณความต้องการบริโภคสินค้าของจีนก็มีแนวโน้มจะลดลงตามไปด้วยนั่นเอง
ยังไม่นับรวมข้อเท็จจริงที่ว่า การกดค่าเงินให้อ่อนนี้ส่งผลให้สินค้านำเข้าแพงดังนั้นจึงเท่ากับเป็นการซ้ำเติมการค้าขายระหว่างประเทศให้เงียบเหงายิ่งขึ้นไปอีก อีกทั้งการกดค่าเงินยังเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเงินเฟ้อให้สูงเกินจริงจากภาวะเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าการแทรกแซงค่าเงินของประเทศจะไม่มีประโยชน์ใดๆ เลย เพราะอย่างน้อยแนวทางที่ว่านี้ก็ช่วยทำให้สินค้าส่งออกมีราคาถูกกว่าคู่แข่ง ซึ่งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศได้ดีในระดับหนึ่งแต่ก็เป็นเพียงระยะสั้นๆ เท่านั้น และผลลัพธ์จากการกดค่าเงินให้อ่อนค่าเกินความเป็นจริงยังมีผลกระทบเป็นวงกว้างที่ยากเกินคาดเดา
เรียกได้ว่า เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ในปัจจุบันที่บรรยากาศการค้าซบเซา เพราะแต่ละประเทศมุ่งช่วยตนเองเป็นหลัก ขณะที่เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกหลักอย่างจีน ก็มุ่งเน้นที่การช่วยตนเองก่อนเช่นกัน ดังนั้นการมัวแต่หวังพึ่งนโยบายค่าเงินอ่อนอย่างเดียวโดยไม่มีแนวทางอื่นๆ เช่น การปฏิรูประบบเศรษฐกิจ การเงิน จึงเป็นเรื่องที่อันตรายและไร้ประโยชน์ต่อเศรษฐกิจในระยะยาว







