
‘ประยุทธ์’ ยิ่งด่า ยิ่งเสีย
ยังเป็น “จุดอ่อน” ที่บั่นทอนการบริหารประเทศ สำหรับอาการปากพาจนของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ยังเป็น “จุดอ่อน” ที่บั่นทอนการบริหารประเทศ สำหรับอาการปากพาจนของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ยังไม่มีแนวโน้มจะได้รับการปรับปรุงแก้ไข แถมยังดูหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ
ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จัดหนักอีกรอบเมื่อวันที่ 25 มี.ค. รอบนี้พุ่งเป้า ถล่ม “สื่อมวลชน” 23 นาทีเต็ม เริ่มตั้งแต่ “เสรีภาพให้ก็ให้แล้ว ทุกอย่างไม่เคยห้ามอะไรเลย ไม่มีใครเขาให้แบบนี้หรอก เดี๋ยวผมจะดูอีกระยะหนึ่ง”
“ที่พูดไม่ได้มาทวงบุญคุณอะไร ทั้งหมดผมทำให้คนไทย ถ้าใครมันไม่เข้าใจ มันก็ไม่ใช่คนเท่านั้น สื่อต้องช่วยกัน ต่อจากนี้ผมจะดูทุกสื่อและถ้าจำเป็นผมก็จะใช้อำนาจของผมทุกคน ไม่ได้ไม่ให้มาวิจารณ์ วิจารณ์ได้แต่ต้องเข้าใจเสียหน่อย วันนี้คำสั่ง คสช.มีอยู่แล้วไม่ใช่หรือ หรือลืมกันไปหมดแล้ว ลืมหรืออย่างไร สบายกันเกินไปแล้วมั้ง”
แม้เมื่อผู้สื่อข่าวถามเพื่อจะพยายามสะท้อนมุมมองว่า คำวิจารณ์ต่างๆ เป็นการเสนอแนะ แต่อารมณ์ พล.อ.ประยุทธ์ ยังขึ้นต่อเนื่อง “ก็ไปดูคำวิจารณ์ของพวกสื่อสิ เป็นทางบวกหรือ ถามว่าชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ พล.อ.ประยุทธ์ จะทำได้หรือไม่ ก็เข้ามาวันนี้ก็เพื่อสิ่งเหล่านี้ จะถามทำไม สร้างสรรค์ตรงไหนวะ ปัดโธ่”
ไม่ใช่ครั้งแรก เพราะก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ ระเบิดอารมณ์ใส่สื่อมวลชนอยู่หลายรอบ ทั้งทีเล่นทีจริง ถึงขั้นเคยโยนเปลือกกล้วยใส่หัวช่างภาพ เคยขู่ว่าจะทุ่มด้วยโพเดียม หรือเมื่อเร็วๆ นี้ที่สวนกลับว่าอยากจะต่อยนักข่าวเมื่อถามถึงผลงานที่ผ่านมาของรัฐบาล
ปัญหาเรื่องการสื่อสารของ พล.อ.ประยุทธ์ ดูจะรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ตลอด 7 เดือนหลังรัฐประหาร แม้จะพอจะเข้าใจได้ว่าเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านสถานะจาก ผบ.ทบ. สู่หัวหน้า คสช.อาจยังติดรูปแบบการสื่อสารตามแบบฉบับของ “กองทัพ” ประเภทหัวหน้าสั่งลูกน้อง
แต่สุดท้ายหลังถ่างขามานั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี การควบคุมอารมณ์ยังเป็นปัญหาที่ พล.อ.ประยุทธ์ ถูกวิพากษ์วิจารณ์ต่อเนื่อง และไม่ใช่ประเด็นการสื่อสารด้วยอารมณ์ แต่ยังรวมไปถึงลีลาการสื่อสารในเรื่องนโยบายสำคัญๆ
หากจำกันได้เมื่อครั้งราคายางตกต่ำจนเกษตรกรตั้งท่าจะออกมาเดินขบวนเคลื่อนไหว ครั้งนั้นนอกจากจะไม่สามารถดึงราคาให้ขึ้นกระเตื้องขึ้นมาได้แล้ว ลีลาการตอบคำถามยังทำลายความเชื่อมั่นต่อตำแหน่งผู้บริหารประเทศ กับประโยคที่ว่า
“ยางพาราเรามีอยู่เยอะแยะในประเทศ...แล้วก็ปลูกกันเข้าไปเถอะ แล้ววันหน้าก็ไปขายโน่นไหม...บนดาวอังคารไหม ขายในนี้ไม่พอแล้ว โลกไม่พอซื้อแล้ววันนี้เราพัฒนาใหม่แล้ว เราต้องไปดาวอังคาร”
คล้อยหลังไม่กี่วัน พล.อ.ประยุทธ์ ถูกวิจารณ์ข้ามประเทศ เมื่อให้สัมภาษณ์ถึงคดีนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษที่ถูกฆาตรกรรมที่เกาะเต่าว่า “ผมถามแต่งบิกินี่ประเทศไทยเนี่ยจะรอดไหม เว้นแต่ไม่สวยล่ะนะ”
นอกจากจะทำลายความเชื่อมั่นระหว่างประเทศแล้ว ยังถูกโจมตีจากกลุ่มสตรีว่าคำพูดเช่่นนี้เข้าข่ายเหยียดเพศ จน พล.อ.ประยุทธ์ ต้องออกมาขอโทษที่พูดจาแรงไปเพราะความกดดัน
จุดอ่อนตรงนี้ใช่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะไม่รู้ว่าฉุดความเชื่อมั่นและจะเป็นผลเสียต่อการบริหารงาน เพราะก่อนหน้านี้ก็เคยระบุว่าจะ “ตั้งใจว่าต่อไปนี้จะเลิกเป็นคนขี้โมโห จะเป็นคนพูดจาเพราะๆ ไม่พูดจาเสียหาย กำลังคิดกำลังทำอยู่” แต่จนถึงเวลานี้ก็ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง
ปัญหาอยู่ตรงที่ ลีลาท่าทางการสื่อสารตามแบบฉบับเช่นนี้ ล้วนแต่ไม่เป็นผลดีกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ทั้งสถานการณ์ความขัดแย้งที่ยังคุกรุ่น การพูดจารุนแรงย่อมเป็นอุปสรรคต่อการ “ปรองดอง” ที่พยายามจะผลักดันไปสู่เป้าหมาย
ยิ่งกับบุคคลที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือ การพูดจาข่มขู่ว่าจะใช้อำนาจมากว่าการพูดจาด้วยเหตุด้วยผลเพื่อขอความร่วมมือ ย่อมมีแต่จะได้รับแรงต่อต้านไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม
สิ่งที่จำเป็นเวลานี้ คือการแสวงหาแนวร่วม สร้างบรรยากาศให้เอื้อต่อการปรองดอง และเดินหน้าสู่การปฏิรูป ไม่เคลื่อนไหวใดๆ ที่จะผลักมิตรไปเป็นศัตรู
ที่สำคัญการพูดจาสื่อสารของผู้นำควรจะเป็นไปที่แนวนโยบาย หลักการและเหตุผล หรือสิ่งที่จำเป็นต้องสื่อสาร ไม่ใช่วนอยู่กับการพูดจารุนแรงตอบโต้รายวัน ที่จะยิ่งกัดกร่อนต้นทุนของตัวเอง และสะเทือนไปถึงภารกิจที่ผลักดันนับจากนี้







