
ยิ่งลักษณ์ รอดยาก
เส้นทางอนาคตของอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เริ่มตีบตันมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อ “วิบากกรรม”
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
เส้นทางอนาคตของอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เริ่มตีบตันมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อ “วิบากกรรม” จากโครงการรับจำนำข้าวกำลังไล่ล่าจนแทบจะไม่เหลือที่ให้ยืนแล้วเวลานี้
นับจากวันที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติถอดถอนพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและตัดสิทธิการเมือง 5 ปี กลายเป็นนักการเมืองคนแรกที่ถูกถอดถอน
ทว่าทุกอย่างยังไม่จบแค่นั้นเมื่อคดีอาญายังคงเดินหน้าต่อไป ล่าสุด ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำสั่งประทับรับฟ้องในความผิดฐานปล่อยปละละเลยไม่ดำเนินการยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ทำให้รัฐเสียหายกว่า 6 แสนล้านบาท พร้อมนัดพิจารณาคดีครั้งแรกวันที่ 19 พ.ค.นี้
ประเมินสถานการณ์แล้วคดียิ่งลักษณ์คงต้องลุ้นกันเหนื่อย เริ่มตั้งแต่ประการแรก ความผิดจากการปล่อยให้เกิดความเสียหายหลายแสนล้านบาทนั้น ที่ผ่านมายิ่งลักษณ์ได้หยิบยกเหตุผลเข้าชี้แจงต่อทั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เรื่อยมาจนถึงในขั้น สนช. แต่ก็ไม่เป็นผลถูกทั้ง ป.ป.ช.ชี้มูล และ สนช.ถอดถอน
ไล่เรียงดูประเด็นที่ยิ่งลักษณ์นำมาหักล้างประเด็นที่ถูกกล่าวหาหลายเรื่องยังฟังไม่ขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนโยบายนี้เป็นนโยบายที่ใช้หาเสียง ไม่สามารถหลีกเลี่ยงไม่ทำตามไม่ได้
รวมไปถึงการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวคำนึงถึงประโยชน์ของชาวนาเป็นตัวตั้ง ที่สำคัญในฐานะนายกรัฐมนตรีไม่ได้ปล่อยปละให้เกิดความเสียหาย เพราะเมื่อมีกระแสข่าวเรื่องทุจริตหรือเงื่อนงำไม่โปร่งใส ก็ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบแก้ไข
ทว่าประเด็นทั้งหลายเหล่านี้ไม่อาจ “หักล้าง” หรือจะปฏิเสธความรับผิดชอบได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทั้ง ป.ป.ช. และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ได้เคยมีหนังสือส่งไปยังรัฐบาลให้ทบทวนโครงการดังกล่าว ก่อนที่จะสร้างความเสียหายมากกว่านี้
ยิ่งกว่านั้นผลประโยชน์ที่บอกว่าจะตกอยู่กับชาวนากลับไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อชาวนาจำนวนไม่น้อยไม่สามารถนำข้าวเข้าโครงการรับจำนำได้ตันละ 1.5 หมื่นบาท ด้วยข้อจำกัดต่างๆ และจำเป็นต้องยอมถูกกดราคา สุดท้ายคนที่ได้ประโยชน์กลับกลายเป็นโรงสีหรือพ่อค้า
การพิจารณาของศาลรอบนี้จึงเป็นเรื่องยากที่ยิ่งลักษณ์จะปฏิเสธความรับผิดชอบได้
ที่สำคัญหากพิจารณารายชื่อองค์คณะผู้พิพากษาคดีนี้ทั้ง 9 คน อาจทำให้ยิ่งลักษณ์ต้องร้อนๆ หนาวๆ มากกว่าเดิม เพราะ 7 ใน 9 คน เคยนั่งบัลลังก์พิพากษาคดีที่เกี่ยวข้องกับตระกูลชินวัตร
อาทิ ธนฤกษ์ นิติเศรณี ประธานแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา ธนสิทธิ์ นิลกำแหง ประธานแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา ศิริชัย วัฒนโยธิน รองประธานศาลฎีกา ชีพ จุลมนต์ รองประธานศาลฎีกา
ทั้งหมดเป็นองค์คณะผู้พิพากษาในคดีที่ ป.ป.ช. ยื่นฟ้อง สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. จากเหตุการณ์สลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ปิดล้อมสภาเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551
ยิ่งกว่านั้นชีพยังเคยทำบันทึกแย้งไม่เห็นด้วยต่อคำตัดสินขององค์คณะศาลอาญา ที่สั่งยกฟ้องอดีตอธิบดีกรมสรรพากรกับพวก กรณีละเว้นปฏิบัติหน้าที่ไม่ยอมเก็บภาษีการโอนหุ้นชินคอร์ป
วีระพล ตั้งสุวรรณ รองประธานศาลฎีกา เคยเป็นหนึ่งในองค์คณะพิจารณาคดีที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีทุจริตปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทย
ธานิศ เกศวพิทักษ์ อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พิพากษาคดียุบพรรคไทยรักไทย และเมื่อปี 2552 ได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามาเป็นองค์คณะพิจารณาคดียึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาท
ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หลายคนจะออกมาดักคอว่า ยิ่งลักษณ์จะหลบหนีคดีตามรอย พ.ต.ท.ทักษิณ ก่อนที่ คสช.จะพยายามเบรกการเดินทางออกนอกประเทศ โดยโยนให้เป็นดุลพินิจของศาล
ปัญหาอยู่ตรงที่ตามกฎหมายเดิมคดี ป.ป.ช. ที่ขึ้นสู่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้นหากจำเลยขึ้นให้การในการพิจารณาคดีครั้งแรก ซึ่งคดีนี้ตรงกับวันที่ 19 พ.ค. แล้วกระบวนการพิจารณาจะดำเนินต่อไปจนถึงขั้นตอนการพิพากษาตัดสิน แม้ว่าเจ้าตัวจะหลบหนีคดีก็ยังอ่านคำพิพากษาลับหลังได้ ทำให้เกิดช่องว่างหลบหนีไปจนกว่าจะหมดอายุความได้
แต่สำหรับกฎหมาย ป.ป.ช. ใหม่ที่มีการแก้ไขเรียบร้อยผ่าน สนช. เมื่อวันที่ 19 ก.พ. จะให้หยุดการนับอายุความหากหลบหนีคดีออกนอกประเทศ ทำให้หากจะหลบหนีก็จะต้องหลบหนีไปตลอด ซึ่งอาจจะต้องดูรายละเอียดของการประกาศใช้กฎหมายว่าก่อนหรือหลังการประทับรับฟ้องของศาลฎีกา
ยิ่งกว่านั้น “ดาบสุดท้าย” ยังอยู่ที่คดีแพ่งซึ่งกำลังเริ่มต้นไล่เบี้ยหาผู้ต้องรับผิดชอบความเสียหาย ที่แม้จะหลบหนีออกนอกประเทศ กฎหมายก็ยังเปิดช่องให้พิจารณาเอาผิดได้แม้เจ้าตัวจะไม่อยู่ ที่สำคัญกรณีนี้ยังเปิดช่องให้ไล่ยึดทรัพย์ได้อีกต่างหาก
ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ย่อมทำให้ยิ่งลักษณ์ตัดสินใจได้ลำบากยิ่งขึ้น







