
เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ ฉุดรัฐขาดดุล 4 แสนล้าน
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองผู้อํานวยการสํานักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองผู้อํานวยการสํานักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ฐานะการคลังของรัฐบาลตามระบบกระแสเงินสดในช่วง 5 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2558 รัฐบาลมีรายได้นําส่งคลัง 7.97 แสนล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 5,586 ล้านบาท หรือ 0.7% สาเหตุมาจากกรมสรรพสามิตมีรายได้จากภาษีน้ำมันและภาษียาสูบสูงกว่าปีที่แล้ว
ขณะที่การเบิกจ่ายงบประมาณมีจํานวนทั้งสิ้น 1.21 ล้านล้านบาท ต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 8,380 ล้านบาท หรือ 0.7% ทําให้ดุลเงินงบประมาณขาดดุล 4.12 แสนล้านบาท เมื่อรวมกับดุลเงินนอกงบประมาณที่เกินดุล 961 ล้านบาท ส่งผลให้รัฐบาลขาดดุลเงินสดรวม 4.11 แสนล้านบาท โดยรัฐบาลได้กู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุล 9.92 หมื่นล้านบาท ทําให้ดุลเงินสดหลังกู้ขาดดุล 3.12 แสนล้านบาท และเงินคงคลัง ณ สิ้นเดือน ก.พ. 2558 มีจํานวน 1.83 แสนล้านบาท
เอกนิติ กล่าวว่า การขาดดุลในช่วง 5 เดือนแรกของปีงบประมาณ สะท้อนถึงบทบาทของรัฐบาลในการสนับสนุนให้เศรษฐกิจขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง ในช่วงที่ภาคเอกชนยังระมัดระวังการใช้จ่าย
ด้าน ธนาคารเอชเอสบีซี เป็นธนาคารรายล่าสุดที่ทยอยลดคาดการณ์การเติบโตผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทยในปี 2558 ลงอีก โดยเอชเอสบีซีปรับลงมาอยู่ที่ 3.6% จากคาดการณ์เดิมที่ 4% เนื่องจากกำลังซื้อในประเทศที่ไม่ฟื้นตัวเท่าที่ควร แม้จะได้ปัจจัยหนุนจากราคาน้ำมันที่ลดลง และภาคการส่งออกที่มีทิศทางย่ำแย่ลงจากปัจจัยลบต่างประเทศ โดยภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวดีขึ้นเพียงด้านเดียวนั้น ไม่เพียงพอที่จะช่วยหนุนเศรษฐกิจทั้งประเทศได้ แต่ไทยอาจมีแรงหนุนเพิ่มเติมอีกจากการลงทุนภาคเอกชน ซึ่งสะท้อนมาจากตัวเลขการขออนุมัติตั้งโรงงานและการขอรับการส่งเสริมการลงทุน
นลิน ฉัตรโชติธรรม นักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย ยังปรับลดคาดการณ์เงินเฟ้อทั่วไปลงเหลือ 0% จากเดิม 0.5% เพื่อสะท้อนการฟื้นตัวที่เชื่องช้าของความต้องการสินค้าและบริการในประเทศ และการลดลงอย่างรวดเร็วของอัตราเงินเฟ้อตั้งแต่ต้นปี อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังไม่กังวลว่าจะเกิดภาวะเงินฝืดในขณะนี้ เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อมีความเป็นไปได้ที่จะเร่งตัวขึ้นไปหนือระดับ 1% ในช่วงสิ้นปี 2558 และสูงกว่า 2% ในปี 2559 เมื่อผลกระทบจากราคาพลังงานขาลงเริ่มลดลง
ทั้งนี้ นับตั้งแต่เดือน พ.ย. 2557-ก.พ. 2558 หรือในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ค่าเงินบาทไทยได้ปรับแข็งค่าขึ้นไปแล้ว 4.5% เมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นๆ ของประเทศคู่ค้า โดยอ้างอิงจากดัชนีค่าเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) การแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งส่งผลต่อการส่งออก ทำให้ ธปท.มีแรงกดดันเพิ่มขึ้นจากภาคเอกชนในการดูแลค่าเงินบาท แต่เอชเอสบีซีเชื่อว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก และจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 1.75% ไปจนถึงต้นปี 2559 เนื่องจากมีการบ่งชี้ในที่ประชุม กนง.ครั้งที่ผ่านมา จะมุ่งเน้นไปที่การดูแลเสถียรภาพและความผันผวนด้านอัตราแลกเปลี่ยนมากกว่า
นลิน มองว่า การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณจะช่วยฟื้นเศรษฐกิจได้ แต่จำเป็นต้องทำอย่างระมัดระวัง เพราะการจัดเก็บรายได้ของภาครัฐที่ไม่เข้าเป้าในช่วง 4 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2558 การขาดดุลการคลังสูงขึ้นเล็กน้อย คิดเป็นร้อยละ 3.4 ของจีดีพี อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจจะยังคงมีอยู่ต่อไปสักระยะหนึ่ง ตราบเท่าที่ "เครื่องยนต์ใหญ่" ของเศรษฐกิจไทยทั้งสอง ได้แก่ การส่งออก และการบริโภคภาคเอกชนยังคงอ่อนแอ ทั้งนี้ การลงทุนภาคเอกชนสามารถช่วยจำกัดความเสี่ยงขาลงได้ ถ้าหากมีการขับเคลื่อนให้การลงทุนเกิดเร็วขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งแผนการลงทุนในโครสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม
ขณะที่ในแง่มุมเศรษฐกิจอื่นๆ นั้น เอชเอสบีซี มองว่า มีการมุ่งเน้นด้านการปฏิรูปมากขึ้นกว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจแค่หวังผลในระยะสั้น เพราะทางการตระหนักว่าปัญหาระยะยาว เช่น การขาดแคลนแรงงาน การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และความมั่นคงด้านพลังงานจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน







