posttoday
มาตรวิทยาหรือปิดทองหลังพระ

มาตรวิทยาหรือปิดทองหลังพระ

25 มีนาคม 2558

โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์

โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์

นักธุรกิจหรือนักการค้าทั้งหลาย รวมตลอดถึงนักเจรจาการค้าต่างก็ทราบเรื่องของมาตรการกีดกันทางการค้าทั้งหลายได้ดี ทั้งมาตรการทางด้านภาษีและมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี ยิ่งมีการเจรจาเปิดเสรีการค้ามากขึ้นเท่าใด ภาษีนำเข้าลดลงมากเท่าใด มาตรการกีดกันการนำเข้าที่ไม่ใช่ภาษีก็มากขึ้นเท่านั้น ซึ่งที่จริงแล้วก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาเพราะแต่ละประเทศต่างมีเหตุผลความจำเป็น รวมทั้งแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศที่จำเป็นต้องปกป้องคุ้มครองสินค้าที่ผลิตในประเทศของตน แม้แต่ประเทศที่อ้างตนว่าสนับสนุนการค้าเสรีก็ยังมีความจำเป็นต้องใช้มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี หรือ Non-Tariff measure (NTM) มาเป็นเครื่องมือคุ้มครองการนำเข้า

 เราจึงคุ้นเคยกับมาตรการ NTM ที่มาในสารพัดรูปแบบเป็นอย่างดี แต่ NTM ในหลายรูปแบบก็จะมีกฎเกณฑ์การค้าระหว่างประเทศ ซึ่งก็คือความตกลงภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO-World Trade Organisation) กำกับไว้ ทำให้ต้องมีหลักเกณฑ์ กรอบ และเงื่อนไขในการใช้พอสมควร ไม่ใช่จะใช้อย่างอิสระตามอำเภอใจได้ เช่น มาตรการปกป้อง (Safeguard) มาตรการสุขอนามัยพืชและสัตว์ (Sanitary and Phytosanitary measures) เป็นต้น

 อย่างไรก็ตาม ยังมีมาตรการหนึ่งที่บางครั้งทั้งนักธุรกิจ นักการค้า และนักเจรจาระหว่างประเทศทั้งหลายก็ทราบดีว่าเป็น NTM และนำมาอ้างเพื่อกีดกันการนำเข้าแต่ก็จำเป็นต้องปฏิบัติตาม เพราะต้องพึ่งตลาดต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น หรือออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ นั่นก็คือมาตรฐานสินค้า ผู้เขียนเชื่อว่าผู้ที่อยู่ในวงการค้าทั้งหลายทราบดีว่า เรื่องมาตรฐานสินค้านั้นมีองค์การระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง อย่างเช่น International Standard Organization-ISO, Agreement on Technical Barriers to Trade - TBT ซึ่งเป็นความตกลงภายใต้ WTO และ Sanitary and Phytosanitary Agreement (SPS) แต่ TBT จะหนักไปทางสินค้าอุตสาหกรรมเป็นส่วนใหญ่ ขณะที่ SPS จะหนักไปทางสินค้าเกษตร

 แต่น้อยคนนักที่จะทราบว่าเบื้องหลังการตรวจวัด/ตรวจสอบมาตรฐานที่กำหนดขึ้นนั้น ยังต้องมีสิ่งที่จะนำมาวัดมาตรฐานเหล่านั้นอีกทีหนึ่ง พูดอย่างนี้ท่านผู้อ่านคงจะงงเหมือนกับที่ผู้เขียนก็เคยงงอยู่ เพราะไม่แน่ใจว่าจะใช้คำอธิบายอย่างไรให้ประชาชนทั่วไปที่ไม่ใช่นักวิชาการหรือผู้อยู่ในวงการเข้าใจได้ ครั้นจะใช้ภาษาทางการที่เจ้าของเรื่องเขาใช้กันคือ “มาตรวิทยาและโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพ”
ผู้เขียนว่าอ่านแล้วก็ยิ่งงงชีวิตกันเข้าไปอีก ก็เลยจะขอยกตัวอย่างง่ายๆ ว่า เมื่อมีไม้บรรทัดยาว 1 ฟุต หรือ 30 เซนติเมตร (ซม.) นั้น ใน 1 ฟุต จะมีช่องต่างๆ 12 ช่อง แต่ละช่องกว้าง 1 นิ้ว และในด้านของ 30 ซม.  แต่ละช่องก็จะกว้าง 1 ซม. แต่จะทราบได้อย่างไรว่าไม้บรรทัดนั้นยาว 1 ฟุตพอดีจริงๆ ไม่ใช่ 1 ฟุตกับ 1 ขีด หรือ 1 ฟุตกับ 2 ขีด หรือสั้นกว่า 1 ฟุตไปนิดหนึ่ง สิ่งที่จะเป็นตัววัดว่าเป็น 1 ฟุตแน่ๆ ก็คือ มาตรวิทยาและโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพนี่แหละ เรื่องของไม้บรรทัดจึงเป็นเพียงตัวอย่างง่ายๆ ที่ยกขึ้นมาให้พอเข้าใจกันได้ แต่ถ้ามองเปรียบเทียบกับข้อเท็จจริงของการผลิตสินค้าในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการผลิตอุตสาหกรรมหรืออาหารที่มีกระบวนการผลิตสมัยใหม่เชื่อมต่อกันเป็นห่วงโซ่ และห่วงโซ่แต่ละข้อต้องได้มาตรฐานที่พอดีเป๊ะจึงจะสามารถนำมาเชื่อมต่อกันได้

 ดังนั้น ไม่ว่ามาตรฐานจะสำคัญอย่างไร ถ้าระบบมาตรวิทยาของเราอ่อนแอก็ต้องพึ่งจมูกคนอื่นเขาหายใจอยู่ดี และที่สำคัญก็คือระบบมาตรวิทยานี้เป็นแกนความสามารถทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่รองรับระบบและกระบวนการผลิตอื่นๆ ซึ่งเปิดโอกาสให้วัตถุดิบหรือชิ้นส่วนจากที่ใดก็ตาม สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการผลิตได้ หากมีคุณสมบัติสอดคล้องกับที่ต้องการ เช่น ในการผลิตรถยนต์ 1 คัน อาจจะมีชิ้นส่วนที่ต้องใช้ในการผลิตโดยซื้อมาจากผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลางจำนวนมากจากทั่วทุกมุมโลก การที่ชิ้นส่วนเหล่านี้จะประกอบกันได้พอดีนั้น ก็เนื่องจากผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลางจำนวนมากดังกล่าวมีการวัดที่แม่นยำและผลการวัดสามารถเปรียบเทียบกันได้

 รูปที่ปรากฏนี้จะเป็นตัวอย่างที่อธิบายให้เข้าใจได้ชัดเจนขึ้น ถ้าดูตามเข็มนาฬิกา Base Casting, Platters, Power Connector, SCSI Interface Connector, etc. อาจจะมาจากคนละที่ แต่เพราะมาตรวิทยาที่ทำให้มีการวัดที่แม่นยำจนมาประกอบกันอย่างสมบูรณ์ได้มาตรฐานตามที่ผู้นำเข้ากำหนด

ผู้เขียนจึงเรียกมาตรวิทยานี้ว่าเป็นการปิดทองหลังพระ ซึ่งคงต้องมีการอธิบายขยายความกันต่อไปคราวหน้าว่ามาเกี่ยวข้องกับทางเศรษฐกิจและการค้าได้อย่างไร

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์