
มหกรรมขายกิจการ โรงแรมในไทย
ในแวดวงของตัวแทนขายอสังหาริมทรัพย์ทั้งในและนอกประเทศไทย
โดย...ม.ล.สุรวุฒิ ทองแถม
ในแวดวงของตัวแทนขายอสังหาริมทรัพย์ทั้งในและนอกประเทศไทย กำลังพูดถึงกระแสความต้องการขายเปลี่ยนมือของที่ดินและอาคารโรงแรมในประเทศไทย ในทั่วทุกภูมิภาคทั้งกรุงเทพฯ ภูเก็ต พัทยา สมุย หรือแม้กระทั่งในเชียงใหม่ ที่ในเวลานี้มีมากขึ้นอย่างผิดปกติ ซึ่งค่อนข้างจะสร้างความแปลกใจในแวดวงของนักค้าอสังหาริมทรัพย์เหล่านี้พอสมควรของทิศทางความเป็นไปของธุรกิจโรงแรมไทยในอนาคต
ในปี 2014 ที่ผ่านมานั้น โรงแรมขนาดใหญ่ริมหาดหัวหินก็เปลี่ยนมือไปเข้ากลุ่มทุนขนาดใหญ่ในประเทศ เช่นเดียวกับหนึ่งโรงแรมใหญ่ในภูเก็ต ก็ถูกขายให้กับกิจการเครื่องดื่มระดับผู้นำในไทย แต่ที่น่ากังวล คือโรงแรมในพัทยาและภูเก็ตหลายแห่งได้ขายกิจการให้ต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มทุนจากสิงคโปร์ จีน ทั้งที่ขายไปแล้วและกำลังจะขายต่อไปอีกครับ
การประกาศขายทรัพย์สินประเภทโรงแรมนั้น ความจริงก็เป็นเรื่องธรรมชาติของการดำเนินธุรกิจ หากมีจำนวนไม่มากนัก ด้วยเหตุผลของเจ้าของกิจการซึ่งอาจเป็นได้หลากหลายประการ อาทิ คิดว่าง่ายแต่พอมาลงมือทำแล้วถึงได้ทราบว่าไม่ง่ายอย่างที่คิด ทำมานานไม่มีทายาทรับสานงานต่อ ยิ่งทำยิ่งขาดทุน เพราะการแข่งขันในปัจจุบันที่ไม่ค่อยมีความเป็นธรรมนัก มีการตัดราคากันมากทั้งในโรงแรมและธุรกิจห้องพักที่ไม่ใช่โรงแรม ที่ลงมาแย่งชิงลูกค้าพักรายวันอยู่ในปัจจุบัน ปัญหาเรื่องภาษีซ้ำซ้อนในปัจจุบันและมีความกังวลเรื่องแนวทางการเก็บภาษีเพิ่มขึ้นในอนาคต
ยังมีภาระผูกพันกับสถาบันการเงินอยู่ทั้งดอกเบี้ยและเงินต้นและอีกประการที่สำคัญที่สุดคือการที่ไม่สามารถขึ้นราคาขายห้องพักได้มากพอที่จะนำรายได้มาปรับปรุงส่วนบริการต่างๆ ในโรงแรมตามอายุการใช้งาน รวมไปถึงปัญหาอัตราค่าแรงงานขั้นต่ำที่ค่อนข้างสูง มีผลกระทบต่อต้นทุนและคุณภาพของบุคลากรที่หายากขึ้นทุกวัน แถมยังมีการเปลี่ยนงานบ่อยมาก เป็นต้น
ซึ่งกระแสการขายโรงแรมในประเทศไทยในเวลานี้นั้น ดูเหมือนจะสวนทางกับความน่าจะเป็นของจำนวนชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทย ทั้งนักธุรกิจ นักท่องเที่ยว นักเดินทางที่น่าจะมีมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นไป ที่กลุ่มประชาคมอาเชียนจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในปลายปี 2558 ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่การเป็นจุดศูนย์กลางของการเดินทางที่สำคัญของภูมิภาคนี้อย่างช้าๆ แต่มั่นคง
บวกกับการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมการผลิต ที่มีนักลงทุนต่างชาติพร้อมเม็ดเงินของการลงทุนในเขตนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ทั้งในเมืองใหญ่เมืองเล็กที่กระจายกันอยู่ในทุกภาคของประเทศไทยในปัจจุบัน นอกจากนี้เส้นทางคมนาคมทั้งทางบกทางเรือ ทางอากาศ และโครงการรถไฟความเร็วสูงที่จะเกิดขึ้นในทศวรรษหน้าที่เชื่อมต่อทั้งกลุ่มประเทศในอาเซียนและบางประเทศในเอเชีย จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะสร้างให้เกิดการขนส่ง การเดินทางการท่องเที่ยวทั้งผ่านและทั้งพำนักในบ้านเรามากขึ้นครับ
โดยส่วนตัวแล้วผมคาดการณ์ว่าสองภาคส่วนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจและมีความสามารถที่จะสร้างรายได้เข้าประเทศ ที่น่าจะมีอัตราเติบโตสูงมากขึ้นใน 2-3 ปีถัดไปจากนี้ หรืออย่างช้าก็ไม่น่าจะเกินต้นทศวรรษหน้า 2564 เป็นต้นไป คือภาคท่องเที่ยวบริการและภาคอุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งทั้งสองส่วนนี้จะเกื้อกูลธุรกิจโรงแรมให้มีอัตรารายได้ อัตราการเข้าพักที่สูงขึ้นกว่าในปัจจุบัน อุปสงค์ในด้านที่พักค้างแรมจะมีมากขึ้นในด้านความต้องการห้องพักทั้งโรงแรมอพาร์ตเมนต์หรือแม้กระทั่งบ้านเช่าต่างๆ
ซึ่งด้วยในความน่าจะเป็นไปได้ดังกล่าว ผมอยากจะขออนุญาตเรียนด้วยความเคารพและปรารถนาดีต่อท่านเจ้าของกิจการโรงแรม ที่มีความประสงค์จะขายกิจการโรงแรมทั้งในกรุงเทพฯ พัทยา ภูเก็ต สมุย เชียงใหม่ หัวหิน อย่างมากมายในระยะนี้ ว่าท่านน่าจะลองทบทวนหาแนวทางอื่นดูก่อนจะดีกว่าไหมครับ เช่นว่าลองหามืออาชีพเข้ามาช่วยบริหารจัดการหาระบบการทำงานที่สามารถลดค่าใช้จ่ายทั้งแรงงาน พลังงานมาทดแทนวิธีการทำงานแบบเดิม ปรึกษาหารือกับเครือข่ายบริหารโรงแรมชั้นนำ ที่มีให้เลือกทั้งของไทยและต่างประเทศ ให้ลองมาเสนอแนวทางบริหารรวม ทั้งทำประมาณการรายได้และรายจ่ายเสนอมาหรือหาแนวทางผ่อนปรนภาระ เงินต้น ดอกเบี้ย กับสถาบันการเงิน เป็นต้น ฯลฯ
รอเวลาสักพักดังที่ผมกล่าวมาแล้วข้างต้นเถิดครับ ก็ท่านเล่นประกาศเป็นแบบมหกรรมขายกันเป็นจำนวนมากๆ ในเวลาพร้อมกันอย่างนี้ ผู้สนใจซื้อทั้งต่างชาติและไทยก็ยิ้มเลยครับ เพราะมีโอกาสเลือกได้ ต่อราคาได้ทั้งโรงแรมทั้งที่ดินทำเลดีราคาถูกในแหล่งท่องเที่ยวและธุรกิจทั่วประเทศไทย ซึ่งผมเสียดายแทนในมูลค่าของทรัพย์สินของท่านที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตครับ เรามาเชื่อมั่นประเทศไทยให้มากขึ้นกันเถิดครับ







