
เอเชียกุมขมับ ‘เฟ้อต่ำ’ ขวางเศรษฐกิจ
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
สืบเนื่องจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียที่มีแนวโน้มไม่สดใส ส่งผลให้บรรดาธนาคารกลางในหลายๆ ประเทศ ต่างงัดสารพัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศออกมาใช้ ในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือการประกาศตัดลดอัตราดอกเบี้ย
อย่างไรก็ตาม บรรดานักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายจากหลายสำนักต่างลงความเห็นตรงกันว่าแม้จะรีบเข็นนโยบายมาจัดการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัวออกมาอย่างเต็มที่ กระนั้น ดูเหมือนว่าแผนตัดลดดอกเบี้ยดังกล่าวก็ยังไม่เร็วพอและแรงพอที่จะแก้ปัญหาที่กำลังคืบคลานคุกคามเศรษฐกิจของเอเชียอยู่ในขณะนี้ได้
ปัญหาที่เอ่ยถึงข้างต้นนี้ก็คือภาวะเงินเฟ้อโตต่ำ โดยนักวิเคราะห์หลายสำนักยอมรับว่าสถานการณ์ในปัจจุบันของเอเชียค่อนข้างเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจไม่น้อย เพราะการขยายตัวเติบโตของราคา (เงินเฟ้อ) อยู่ในอัตราที่ต่ำมาก แถมภาวะการเติบโตที่เริ่มชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัดยังเป็นแรงกดดันอย่างหนักต่อเศรษฐกิจของภูมิภาค
กระทั่ง หลายฝ่ายอดหวั่นใจไม่ได้ว่า หากตัวเลขเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำหรือปรับตัวลดลงเป็นระยะเวลายาวนานเกินไป จะส่งผลต่อการลงทุนของภาคเอกชน และบีบให้การใช้จ่ายของผู้บริโภคหดตัวลง
แน่นอนว่า พิจารณาจากสถานการณ์ในปัจจุบัน ภูมิภาคเอเชียยังปลอดภัยดีอยู่ และยังไม่ได้เผชิญกับภาวะเงิดฝืดร้ายแรง แต่ทว่า ความเสี่ยงที่จะเจอกับเงินฝืดกลับมีสัดส่วนที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
ทั้งนี้ เหตุผลที่ทำให้ความเสี่ยงเงินฝืดเพิ่มมากขึ้นนี้ มีด้วยกัน 3 ปัจจัยด้วยกัน ปัจจัยแรกสุด ก็คือ ผลจากราคาน้ำมันที่ดิ่งลงอย่างรุนแรง รวมถึงราคาสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ที่ปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว ปัจจัยที่สอง คือ การเติบโตที่ชะลอตัวลงอย่างมากของประเทศจีน และปัจจัยที่สาม คือ ทิศทางนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
สำหรับปัจจัยแรกสุด ก็คือเรื่องของราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของรัฐบาลหลายชาติในเอเชีย โดยแม้การปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันจะมีข้อดีตรงที่ทำให้รัฐบาลหลายประเทศสามารถเดินหน้าลดการใช้นโยบายอุดหนุน ทำให้ดุลงบประมาณประเทศกลับมาสมดุลขึ้นอีกครั้ง แต่ราคาน้ำมันถูกก็ทำให้ราคาสินค้าถูก ซึ่งเป็นสิ่งที่นักวิเคราะห์เตือนหลายรอบแล้วว่าจะจุดชนวนที่ก่อให้เกิดวงจรเงินฝืดที่ผู้บริโภคชะลอการใช้จ่ายเพื่อรอให้สินค้าถูกลงไปมากกว่านี้
ในส่วนของปัจจัยที่สองอย่างการเติบโตของจีนนั้น ต้องยอมรับว่า หลายปีที่ผ่านมาการที่หลายชาติในเอเชียเติบโตได้อย่างดี และได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกแบบไม่หนักหน่วงมากนักเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาคอื่นๆ เพราะภายในเอเชียมีเครื่องยนต์ขับเคลื่อนแรงม้าสูงอย่างประเทศจีนอยู่
ดังนั้น จีนจึงกลายเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของหลายประเทศในเอเชีย
แต่ทว่า การชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีนเริ่มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ หรือสินค้าที่นำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตในภาคโรงงานอุตสาหกรรมทั้งหลาย
ยิ่งเมื่อล่าสุด เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ธนาคารเอชเอสบีซีเปิดเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อ (พีเอ็มไอ) ประจำเดือน มี.ค. เบื้องต้นตอกย้ำความวิตกกังวลให้มีมากขึ้น เมื่อตัวเลขดังกล่าวหดตัวลงเหลือ 49.2 จุด ลดลงจาก 50.7 จุดในเดือน ก.พ.ก่อนหน้า ถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 11 เดือน ก็ยิ่งทำให้นักวิเคราะห์หลายฝ่ายเชื่อว่าความต้องการใช้สินค้าในส่วนนี้ลดลงจนกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศที่ต้องส่งออกสินค้ามายังจีน
เท่านั้นยังไม่พอ สถานการณ์ในจีนยังค่อนข้างน่าวิตก เมื่อการที่ธนาคารกลางจีนหันมาใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ทำให้การขอสินเชื่อใหม่ของจีนขยายตัวมากขึ้น
ทั้งนี้ ในเดือน ก.พ. สินเชื่อจีนขยายตัวเติบโตมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ก่อนหน้า ซึ่งปริมาณสินเชื่อใหม่เพิ่มขึ้นถึง 14.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อนหน้า โดยนักวิเคราะห์มองว่าประเด็นที่น่าวิตกก็คือความเคลื่อนไหวครั้งนี้ ทำให้ความเสี่ยงหนี้เสียกลับมาอยู่กับภาคธนาคารหลักของประเทศ จากเดิมที่เคยอยู่ที่ภาคธนาคารเงา
ขณะที่ปัจจัยสุดท้าย ก็คือ ทิศทางนโยบายการเงินของเฟด ซึ่งมีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในปี 2015 นี้ โดยนักวิเคราะห์บางรายถึงกับให้สัมภาษณ์อย่างเชื่อมั่น ว่า เฟดน่าจะขึ้นดอกเบี้ยภายในช่วงเดือน มิ.ย.นี้แน่นอน
ต้องอธิบายว่าการปรับเปลี่ยนทิศทางนโยบายอัตราดอกเบี้ยของเฟดในแต่ละครั้ง มีผลต่อทิศทางเศรษฐกิจของเอเชียอย่างแยกกันไม่ออกทีเดียว โดยเฉพาะในส่วนของทิศทางการไหลของกระแสทุน ที่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อมั่นว่า เมื่อเฟดขึ้นดอกเบี้ย เอเชียจะเผชิญกับภาวะทุนไหลออกอย่างรุนแรงตามที่ได้เคยเตือนกันไว้แล้วก่อนหน้านี้
เมื่อพิจารณาจากปัจจัยข้างต้นประมวลรวมกันแล้ว จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจแต่อย่างใดที่จะเห็นธนาคารกลางหลายแห่งในเอเชีย เริ่มดำเนินการผ่อนคลายและตัดลดอัตราดอกเบี้ยเรียบร้อยแล้ว พร้อมให้เห็นผลในการกระทำดังกล่าวว่าเพื่อต้องการผ่อนคลายภาวะกดดันจากอัตราเงินเฟ้อต่ำและบรรเทาความอ่อนแอทางเศรษฐกิจ
ยกตัวอย่างเช่น ธนาคารกลางเกาหลีใต้ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายมาอยู่ต่ำสุดที่ 1.75% เมื่อวันที่ 19 มี.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่ก่อนหน้านี้ 1 วัน ธนาคารกลางแห่งประเทศไทย (บีโอที) เพิ่งประกาศลดอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% มาอยู่ที่ 7.5% และช่วง 2-3 เดือนก่อนหน้า ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) เองก็เพิ่งประกาศตัดลดอัตราดอกเบี้ยถึง 2 ครั้งเพื่อเปิดทางให้ภาคธนาคารของประเทศปล่อยกู้ให้มากขึ้น
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์เห็นว่าการเร่งรีบปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเหล่าธนาคารกลางในเอเชียเป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้ เพราะสถานการณ์ของเอเชียในขณะนี้ผิดแผกจากธรรมเนียมเดิมที่เคยเป็นมา โดยต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ปกติแล้วเอเชียจะเติบโตไปในทิศทางเดียวกันกับเศรษฐกิจของสหรัฐ คือ สหรัฐดี เอเชียก็ดี สหรัฐแย่ เอเชียก็แย่ เพราะ
การค้าการส่งออกของเอเชีย รวมถึงการลงทุน แต่เดิมผูกอยู่กับสหรัฐ
ทว่า สถานการณ์ดังกล่าวกลับไม่ใช่ในปัจจุบัน โดยขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐค่อยๆ ฟื้นตัว เห็นได้จากอัตราการว่างงานที่ลดลง อัตราการจ้างงานที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้น จนทำให้เฟดมั่นใจต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจซึ่งส่งผลต่อความเป็นไปได้ที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย สถานการณ์เศรษฐกิจของเอเชียกลับชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด
การสวนทางดังกล่าวจึงส่งผลต่อการดำเนินนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางของประเทศในเอเชียกับเฟด ซึ่งนักวิเคราะห์ที่ติดตามสถานการณ์ทางการเงินของเอเชียกับสหรัฐมาอย่างต่อเนื่อง ระบุว่า แต่เดิมนั้นธนาคารกลางเอเชียจะดำเนินนโยบายไปในทิศทางเดียวกันกับนโยบายของเฟดเป็นหลัก
เฟเดอริก นิวแมนน์ หัวหน้าศูนย์วิจัยเศรษฐกิจประจำภูมิภาคเอเชีย จากธนาคารเอชเอสบีซี แสดงความเห็นต่อหนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ไทมส์ ว่า จริงๆ แล้วธนาคารกลางทั่วเอเชียต่างตระหนักเรื่องการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ภาวะเสถียรภาพของราคา และแนวโน้มสถานการณ์เศรษฐกิจเอเชียที่ค่อนข้างเปราะบางเป็นอย่างดี ทำให้หลายๆ ธนาคารหันมาใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง แต่ปัญหาที่ทุกฝ่ายไม่คาดคิดก็คืออัตราเงินเฟ้อจะปรับตัวลดลงในอัตราที่รวดเร็วกว่าที่คาดการณ์กันไว้มาก
ยิ่งเมื่อบวกกับสถานการณ์ที่การเติบโตสวนทางกับสหรัฐ ทำให้เอเชียเผชิญแรงกดดันอย่างหนักหน่วงจากภาวะเงินเฟ้อปรับตัวลดลง (Disinflation) อย่างค่อนข้างรุนแรง
ขณะเดียวกัน ที่น่าวิตกกังวลยิ่งกว่าก็คือข้อเท็จจริงที่ว่าธนาคารกลางหลายชาติในเอเชียแทบไม่เหลือเครื่องมือในการรับมือกับภาวะเงินฝืดที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นในอนาคต ขณะที่ข้อเสนอแนะซึ่งพอจะเป็นทางออกหรือบรรเทาความรุนแรงจากภาวะเงินเฟ้อต่ำได้อย่างดีจากธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) อย่างการปฏิรูประบบการเงินก็แทบไม่มีความคืบหน้า หรือเป็นไปได้อย่างเชื่องช้า
ดังนั้น ธนาคารกลางแทบทุกประเทศในเอเชียนับต่อจากนี้ คงต้องหวาดผวาต่อภาวะเงินเฟ้อต่ำ เสี่ยงต่อเงินฝืดให้ต้องปวดหัวต่อไปอีกนานแน่นอน







