
ความจริงอีกด้าน ที่บ้านนามูล (3)
โดย...อานิก อัมระนันทน์
โดย...อานิก อัมระนันทน์
หลังจากเพียรพยายามแบบใจดีสู้เสือ คณะ สปช.ฝ่ายเทคโนแครต ก็ได้เข้าพบและรับฟังกลุ่มต่อต้านการสำรวจปิโตรเลียมที่บ้านนามูล ต.ดูนสาด ขอนแก่น ซึ่งเป็นทางผ่านเข้าหลุมเจาะดงมูล 5 กาฬสินธุ์ นอกจากไม่พอใจ (เพราะไม่เข้าใจ) เรื่อง EIA และการเข้าใจผิดเรื่องที่ตั้ง “โรงแยกก๊าซ” (บทความ 2) ยังมีความหวาดระแวงเรื่องผลกระทบ...
l สุขภาพ - ผู้คัดค้านคนหนึ่งบอกว่ามาจากบ้านนาคำน้อย ซึ่งอยู่ใกล้หลุมเจาะดงมูล 3 (กาฬสินธุ์) ที่ปัจจุบันปิดอยู่ ตนไปกรีดยางในช่วงทดสอบเผาก๊าซ (ต้นปี 2555) แล้วเกิดอาการลิ้นแข็งซึ่งหมอบอกว่าเป็นเพราะเส้นเลือดฝอยในสมองตีบ
l การเกษตร - บางคนบอกว่ามะพร้าวยอดเหี่ยว ที่นาในนาคำน้อยต้องเปลี่ยนมาปลูกอ้อยเพราะน้ำน้อยลง
ถามว่าได้ร้องเรียนเมื่อเกิดเรื่องไหม? คำตอบคือ หลุมปิดไม่รู้จะร้องใคร ทั้งที่ปกติชาวบ้านเข้าถึงกำนันผู้ใหญ่บ้านได้อยู่แล้ว ไม่นับที่บริษัท Apico ยืนยันว่ามีตัวแทนรับเรื่องอยู่ในทุกชุมชนตลอดมา ทั้งนี้ ชาวบ้านนาคำน้อยที่มาสนับสนุนโครงการหน้า อบต.ดูนสาด บอกว่าไม่มีผลกระทบอะไร และว่าฝ่ายต่อต้านที่อ้างว่ามาจากนาคำน้อยเป็นคนนอกพื้นที่
อย่างไรก็ดี การกล่าวอ้างทำให้เกิดข้อกังวลที่ต้องชี้แจงและพิสูจน์กันตามหลักวิทยาศาสตร์ ผลกระทบจริงๆ เป็นอย่างไรได้บ้าง? ต้องเทียบกับกรณีใกล้เคียง เช่น คนอื่นๆ เป็นไหม? สภาพอากาศช่วงนั้นเป็นอย่างไร? เฉพาะบนบกในประเทศไทย ได้มีการเจาะหลุมสำรวจและประเมินผลแล้วถึง 447 หลุม ยังไม่พบปัญหาทั้งสองแบบ รวมทั้งกรณีร้องเรียน Apico ในอุดรธานีปี 2556 ซึ่งมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบระดับจังหวัด มีตัวแทนหลายหน่วยงาน อาทิ สาธารณสุข กรมควบคุมมลพิษ
จะว่าไปก็ไม่แปลก เพราะอุตสาหกรรมปิโตรเลียมมีมาตรการรักษาความปลอดภัยและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่พัฒนามาร่วมร้อยปี และต้องทำให้ได้ (หรือเกิน) มาตรฐานของกฎหมายไทย อีกทั้งเป็นผลประโยชน์ของบริษัทเองที่จะไม่สร้างผลกระทบเชิงลบ เพราะจะเพิ่มต้นทุนธุรกิจและทำให้เสียชื่อเสียง
หลุมเจาะมีการเทคอนกรีตรอบท่อเหล็กตลอดทางจนถึงชั้นผลิต ซึ่งทั้งเสริมความแข็งแรงและช่วยป้องกันการแทรกซึมของปิโตรเลียมและสารที่ใช้ในการขุดเจาะ มิให้ออกไปปนเปื้อนสภาพแวดล้อม มีการเก็บตัวอย่างดินและเจาะหลุมตรวจสอบเพื่อเก็บน้ำใต้ดินไปวิเคราะห์ว่าปนเปื้อน
หรือไม่
มีกำแพงกั้นเสียงจากเครื่องปั่นไฟฟ้า มีการบำบัดน้ำและหินดินทรายที่ขึ้นมา ทั้งนี้ “น้ำโคลน” ที่ใช้ในการขุดเจาะมีราคาแพงเขาจะเก็บไว้วนใช้อีก เศษหินดินทรายที่ปนเปื้อน “น้ำโคลน” ต้องให้บริษัทเฉพาะกิจมารับไปบำบัด
มีอุปกรณ์ตรวจวัดก๊าซปากหลุมเผื่ออันตรายขึ้นมาจะได้รู้ทันที ก๊าซไข่เน่า (H2S) ที่ขึ้นมาในระดับต่างๆ จะต้องมีวิธีปฏิบัติให้ปลอดภัย เพราะอาจเป็นพิษร้ายแรง หากพบเกิน 20 ppm ต้องปิดหลุมทันทีเพื่อหาวิธีปฏิบัติงานใหม่ที่ปลอดภัย แม้ผลจากหลุมดงมูล 3 ที่พบ H2S ต่ำมาก (ไม่ถึง 1 ppm) ทำให้คาดการณ์ว่าหลุมดงมูล 5 จะมี H2S น้อยมาก แต่ก็ต้องเตรียมพร้อมเผื่อ H2S สูง
ก๊าซที่เจาะพบจะส่งไปเผา (flare) ที่ปลายปล่องสูง 18-36 เมตร ขึ้นอยู่กับการคำนวณความร้อนที่จะเกิดขึ้น ไม่ให้กระจายลงมาถึงข้างล่าง หรือเสียหายต่อสภาพแวดล้อม เช่น ถ้ามีต้นมะพร้าวหรือสวนยาง โดยต้องดูทิศทางลมและที่ตั้งชุมชนโดยรอบด้วย
มีศูนย์วัดอากาศเพื่อตรวจสอบค่าละอองฝุ่นและก๊าซที่อาจมีผลกระทบสิ่งแวดล้อม ได้แก่ SOx NOx CO ทั้งนี้ ค่าที่ตรวจวัดที่ผ่านมาอยู่ในมาตรฐานทุกหลุมตั้งแต่ปี 2535 ที่เริ่มมีระบบ EIA จึงไม่เป็นเหตุให้เกิดฝนกรดได้
ในการ “เคาะประตู” บ้านทุกหลังก่อนดำเนินการ Apico ได้แจกแผ่นพับสรุปโครงการ อาทิ เวลาขุดเจาะ 2-3 เดือนตลอด 24 ชม. ซึ่งหากพบก๊าซจะมีการเผา 1-3 สัปดาห์ก่อนปิดหลุม มีคำอธิบายมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมทั้งมาตรการติดตามตรวจสอบตาม EIA ด้วย
หลังอาการต่อต้านในบ้านนามูล ฝ่ายปกครองได้จัดประชุมชาวบ้านเพื่อชี้แจงและรับฟังข้อกังวล 3 ครั้ง แม้กลุ่มต่อต้านไม่ยอมร่วม อีกทั้งพยายามกีดขวางคนอื่น แต่กระบวนการนี้ได้นำไปสู่การตั้งคณะกรรมการไตรภาคี
เป็นพื้นที่ให้ชุมชนได้ซักถาม-เรียกร้อง-ต่อรอง ทำให้มีมาตรการที่ตกลงกันเพิ่มเติมจาก EIA อาทิ เพิ่มจุดวัดอากาศและเสียง วัด H2S นอกฐานผลิต เพิ่มจุดเก็บตัวอย่างน้ำ เพิ่มความถี่ในการตรวจน้ำและดิน มีคนโบกรถทุกสี่แยกในนามูล (เพิ่มการจ้างงาน) และมีการตรวจสุขภาพเป็นรายบุคคล
ที่กล่าวกันว่ารัฐใช้กำลังทหารช่วยขนย้ายอุปกรณ์นั้น ไม่จริง เพราะ “กำลัง” ประกอบด้วยตำรวจ กำนันผู้ใหญ่บ้าน ชาวบ้านที่สนับสนุน และ อส. (อาสาสมัครรักษาดินแดน) จาก 4 จังหวัดโดยรอบซึ่งแต่งเครื่องแบบคล้ายทหาร
ฝ่ายปกครองเตรียม “กำลัง” มามากกว่ามวลชนราว 3:1 เพื่อผลเชิงจิตวิทยา มายืนเกาะแขนเรียงข้างถนนกันม็อบเข้าขวางขบวน แม้คนจากกลุ่มดาวดินหาจังหวะกระโจนไปนอนระหว่างรถบรรทุกแต่ก็ถูกฉุดขึ้นมาทันท่วงที ผลที่สุดการขนอุปกรณ์ผ่านไปโดยไม่มีการทะเลาะหรือกระทบกระทั่ง
แต่เรื่องของบ้านนามูลไม่จบเพียงเท่านี้ กระบวนการต่อต้านยังดำเนินต่อ ขณะเดียวกันนามูลก็เป็นกรณีศึกษาที่ควรนำไปสู่การปฏิรูปบางอย่าง (บทความตอน 4)







