
กรณ์ อัดพท.ไร้มาตรฐาน
กรณ์ ยืนยัน ไม่เอี่ยวปั่นหุ้นไทยคม ชี้ ปริมาณซื้อหุ้นมากขึ้นหลังมีข่าวไม่ผิดปกติ ย้อนถามหามาตรฐานพรรคเพื่อไทย อัด ทีมเศรษฐกิจฝ่ายค้านสุดมั่วเพราะกล่าวหาคนโดยไม่มีหลักฐาน แจงหนีบ"ศิริโชค"ไปสิงค์โปร์ด้วยเหตุมีความเชี่ยวชาญเรื่องดาวเทียม
กรณ์ ยืนยัน ไม่เอี่ยวปั่นหุ้นไทยคม ชี้ ปริมาณซื้อหุ้นมากขึ้นหลังมีข่าวไม่ผิดปกติ ย้อนถามหามาตรฐานพรรคเพื่อไทย อัด ทีมเศรษฐกิจฝ่ายค้านสุดมั่วเพราะกล่าวหาคนโดยไม่มีหลักฐาน แจงหนีบ"ศิริโชค"ไปสิงค์โปร์ด้วยเหตุมีความเชี่ยวชาญเรื่องดาวเทียม
สำหรับภาพรวมในการประชุมคณะอนุกรรมาธิการเศรษฐกิจจุลภาคในคณะกรรมาธิการการเงิน การคลังและสถาบันการเงิน สภาผู้แทนราษฏร เพื่อพิจารณาการซื้อขายหุ้นไทยคทม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อได้มีการสอบถามถึงคำพูดของรมว.คลังที่ว่ารัฐบาลจะไปซื้อหุ้นไทยคมจนทำให้ตัวเลขหุ้นพุ่งสูงขึ้น โดยได้ตั้งข้อสังเกตว่าเดิมการซื้อขายหุ้นไทยคมอยู่ที่ 10 กว่าล้านแต่ปรากฎว่าเมื่อมีการให้ข่าวว่ารัฐบาลจะซื้อหุ้นดาวเทียมไทยคมคืนทำให้วันที่ 15 มิ.ย.การซื้อขายหุ้นอยู่ที่ 1,346 ล้านบาทและ 16 มิ.ย.การซื้อขายหุ้นอยู่ที่ 825 ล้านบาท ซึ่งตรงนี้ถือว่าผิดมาตรา 239 ของพ.ร.บ.ตลาดหลักทรัพย์หรือไม่เพราะเป็นการเปิดเผยข้อมูลภายใน และเหตุใดกลต.ถึงไม่มีการแขวนหุ้นดังกล่าวไว้ทั้งที่มีการซื้อขายผิดปกติอยู่
โดยนางวรัชญา ศรีมาจันทร์ ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ชี้แจงว่า ในเมื่อรัฐมนตรีไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ในบริษัทตลาดหลักทรัพย์และไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียในตลาดหลักทรัพย์จึงถือว่าไม่ได้เป็นผู้ที่อยู่ในมาตรา 239 ของพ.ร.บ.ตลาดหลักทรัพย์ ส่วนมาตรา 240 ของพ.ร.บ.ตลาดหลักทรัพย์ ที่ห้ามไม่ให้ผู้ใดเผยแพร่ข่าวอันเป็นเท็จจนทำให้ราคาหุ้นเปลี่ยนแปลงนั้น เรื่องที่เกิดขึ้นก็เห็นอยู่ว่าเมื่อมีข่าวเกิดขึ้นจึงทำให้หุ้นมีลักษณะผิดปกติ
ด้านนายกรณ์ กล่าวต่อว่า ที่บอกว่าตนเป็นคนให้ข้อมูลว่ารัฐบาลจะซื้อหุ้นดาวเทียมไทยคมคืนในวันที่ 14 มิ.ย.นั้น ยืนยันว่าข่าวไม่ได้มาจากตนอย่างแน่นอน ส่วนการที่หุ้นไทยคมมีความผิดปกตินั้นก็ผิดปกติหลังจากที่มีข่าวออกมาแล้วซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ แต่หากไม่มีข่าวแล้วราคาซื้อขายหุ้นผิดปกติจึงถือว่าเป็นเรื่องที่แปลก
นายสุทธิชัย จิตรวานิช รองผู้จัดการสายงานตรวจสอบภายในและกำกับกิจกรรมองค์กรตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ชี้แจงว่า ที่ถามว่าเหตุใดตลาดหลักทรัพย์จึงไม่มีการแขวนหุ้นทั้งที่หุ้นมีความผิดปกตินั้น ยืนยันว่าแขวนหุ้นไม่ได้ เพราะเรื่องการซื้อขายหุ้นเป็นเรื่องของดีมาน ซับพลาย เป็นเรื่องของผู้ลงทุน นอกจากบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์เกิดภัยพิบัติจนต้องหยุดกิจการ จึงจะมีการแขวนหุ้น แต่โดยปกติปิดการซื้อขายหรือแขวนหุ้นไม่ได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องวิจารณญาณของผู้ลงทุนว่าจะซื้อหุ้นตัวไหน แต่อย่างไรก็ตามหากมีข้อมูลว่ามีหุ้นตัวไหนมีการซื้อขายผิดปกติเราก็จะมีการติดตามการซื้อขาย และเข้าไปตรวจสอบทางลึกแล้วประมวลผลออกมา แล้วก็ส่งข้อมูลให้กับทางกลต.ตรวจสอบต่อไป
อย่างไรก็ตามนายสุรพงษ์ยังได้สอบถามรมว.คลังถึงการเดินทางไปสิงค์โปร์เพื่อคุยกับทางเทมาเส็กในการซื้อหุ้นดาวเทียมไทยคมคืนว่าเป็นมติของครม.หรือไปในนามส่วนตัว ซึ่งรมว.คลัง ชี้แจงว่า ที่เดินทางไปสิงค์โปร์นั้นเป็นการเดินทางไปอย่างฉุกละหุก โดยได้ซื้อตั๋วเครื่องบินไปเองและต้องการให้รู้ภายในวงแคบมากที่สุด ซึ่งการไปครั้งนี้ตนได้รับมอบหมายจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯให้ไปคุยกับผู้ถือหุ้นที่เทมาเส็ก
จากนั้น นายประเกียรติ ได้เดินทางมายังภายในห้องประชุมและพยามจะซักถามรมว.คลังว่า เชื่อว่าการซื้อกิจการดาวเทียมไทยคมไม่เป็นความจริงเพราะเป็นเพียงการสร้างกระแสรักชาติ โดยที่สำคัญสัญญาสัมปทานของดาวเทียมไทยคนเป็นลักษณะภายใต้ข้อตกลง BTO (Build-Transfer-Operate) หมายคามว่าเมื่อมีการสร้างดาวเทียมเสร็จแล้วจะต้องมีการโอนย้ายให้กิจการดังกล่าวเป็นของบริษัทไทยคมอยู่แล้ว จึงมองไม่เห็นว่ารัฐบาลจะซื้อกิจการนี้ไปทำไม ซึ่งคิดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับการปั่นหุ้น
“ที่ผมเชื่อว่าการซื้อขายจะไม่มีจริงเพราะไทยคมเป็นของคนไทยอยู่แล้ว เป็นเพียงการโหนกระแสรักชาติเท่านั้นโดยอาศัยเรื่องความมั่นคงอย่างเรื่องดาวเทียมเป็นเงื่อนไขเพราะเป็นเรื่องที่น่าจะโดนใจคนไทยทุกคน เป็นผลให้คิดว่าน่าจะมีการปั่นหุ้นเกิดขึ้น” นายประเกียรติ กล่าว
นายกรณ์ ใช้สิทธิ์ชี้แจงว่า การที่นายประเกียรติพูดอย่างนี้อยากถามว่ามีหลักฐานว่ามีใครทำกำไรจากการปั่นหุ้นหรือไม่ หรือว่านี่เป็นมาตรฐานของพวกท่านในการกล่าวหาว่ามีใครปั่นหุ้นบ้างโดยไม่มีหลักฐานเพราะเรื่องนี้ขนาดก.ล.ต.ยังไม่มีหลักฐานแต่อย่างใด ส่วนเรื่องความเป็นไปได้ว่าจะซื้อกิจการดาวเทียมไทยคมหรือไม่ต้องอยู่ที่เงื่อนไขทางกฎหมายว่าจะสามารถทำได้หรือไม่ และไม่คิดว่าปริมาณการซื้อขายหุ้นไทยคมที่เพิ่มสูงขึ้นนั้นไม่ใช่ความผิดปกติแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามเรื่องที่ไทยคมเข้าลักษณ์ BTO หรือไม่ตนไม่ทราบคงเป็นหน้าที่ของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เป็นผู้รับผิดชอบ แต่ที่แน่ๆ คือ เจ้านายเก่าของพวกท่านได้ขายบริษัทชินคอร์ปซึ่งเป็นบริษัทของไทยคมไปให้กับต่างประเทศ
" ผมไปสิงคโปร์ เพราะระหว่างการชุมุนมทางการเมืองของคนเสื้อแดงศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) ประเมินแล้วว่าบริษัทไทยคมอาจมีพฤติกรรมขัดกับกฎหมาย เพราะศอฉ.ไม่ได้รับความร่วมมือมากนัก ทำให้ท่านนายกฯตัดสินใจให้ผมเดินทาไปคุยกับผู้ถือหุ้นดู คือ เทมาเส็ก ถึงความเป็นไปได้ในการซื้อกิจการนี้พร้อมกับเล่าไปว่าผู้บริหารที่บริษัทเทมาเส็กถือหุ้นอยู่มีพฤติกรรมอย่างไรที่อาจจะขัดต่อกฎหมายและจะส่งผลต่อบริษัทอย่างไรบ้าง ซึ่งปรากฏว่าผู้ถือหุ้นก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีเพราะส่วนหนึ่งมาจากตอนแรกที่พวกเขาได้ซื้อหุ้นตัวนี้ไม่มีความต้องการจะซื้อกิจการของไทยคม อย่างไรก็ตาม เรื่องความเป็นไปได้คงต้องรอดูเงื่อนไขทางกฎหมายอีกครั้ง” นายกรณ์ กล่าว
นายกรณ์ กล่าวว่า สำหรับกรณีที่พวกท่านอ้างว่ามูลค่าการซื้อขายหุ้นไทยคมในวันที่ 15 มิ.ย.มีการซื้อขายถึง 175 ล้านหุ้น มูลค่าประมาณ 1,300 ล้านบาท ตนไม่เถียงว่าไม่จริง แต่อยากจะถามว่ามีอะไรเป็นตัวชี้วัดที่บ่งบอกว่าเป็นการปั่นหุ้นและมีกลุ่มนักการเมืองเข้าไปทำกำไร ซึ่งการจะตรวจสอบในประเด็นนี้ต้องเข้าไปดูว่าใครที่เป็นคนที่ถือหุ้นไทยคมอยู่แล้วประมาณ 1,000 ล้านหุ้นจนสามารถได้ประโยชน์เมื่อราคาหุ้นเพิ่มขึ้นอีก 30 % ดังนั้น ข้อมูลที่พรรคเพื่อไทยกล่าวอ้างมาตลอดก็ถือว่ามั่วและคิดว่าพรรคเพื่อไทยควรเปลี่ยนตัวทีมเศรษฐกิจของพรรค
ต่อนายสุรพงษ์ ได้สอบถามถึงการอนุญาตให้นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ เดินทางไปด้วย จึงอยากทราบว่านายศิริโชคเดินทางไปในฐานะอะไร
นายกรณ์ ตอบในประเด็นนี้ว่า ยอมรับนายศิริโชคมีความรู้เกี่ยวกับกิจการดาวเทียมมากกว่าตน และทราบว่าถ้าใช้ดาวเทียมเพื่อจะกระทำผิดกฎหมายจะเป็นอย่างไร ส่วนพวกท่านอยากจะทราบรายละเอียดก็ขอให้เชิญนายศิริโชคมาชี้แจงเองน่าจะดีกว่า
“การพูดอะไรออกไปควรจะมีความรับผิดชอบด้วยเพราะถ้าทำแบบนี้เท่ากับว่าเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือตลาดทุนของไทยซึ่งมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก ทำให้ตลาดทุนไทยเหมือนกับเป็นบ่อนกาสิโน เรื่องการตรวจสอบเกี่ยวกับบุคคลที่เข้ามากระทำความผิดในตลาดทุน ก.ล.ต.เองก็ได้ดำเนินการเรื่องนี้อยู่แล้ว ไม่ควรปล่อยให้นักการเมืองจากพรรคการเมืองมากล่าวหาโดยไม่มีข้อมูลหลักฐาน จึงอยากให้นายสุรพงศ์เข้าไปตักเตือนคนในพรรคด้วย” นายกรณ์ กล่าว
จากนั้น นายสุรพงษ์ ได้กล่าวขอบคุณนายกรณ์ที่ให้ความร่วมมือในการเดินทางมาชี้แจงด้วยตัวเองพร้อมกับเรียกร้องให้ก.ล.ต.เข้าไปดำเนินการตรวจสอบเพื่อหาข้อเท็จจริงต่อไป







