posttoday
การปฏิรูปกฎหมายทำแท้ง ในอังกฤษ (4)

การปฏิรูปกฎหมายทำแท้ง ในอังกฤษ (4)

24 มีนาคม 2558

โดย...นพ.วิชัย  โชควิวัฒน

โดย...นพ.วิชัย  โชควิวัฒน

การรณรงค์ของไดแอนไม่พบแต่ดอกไม้เท่านั้น เธอ “เจอก้อนอิฐ” ด้วย

เมื่อพรรคเลเบอร์หรือพรรคกรรมกรชนะเลือกตั้งได้เป็นรัฐบาล วีรา ฮูตัน ประธานสมาคม ส่งผู้แทนไปพบ แฟรงค์ โซสคิซ (Frank Soskice) รัฐมนตรีมหาดไทย เพื่อขอให้สนับสนุนกฎหมายปฏิรูปการทำแท้ง แต่ได้รับคำตอบว่ากฎหมายนั้นเป็นเรื่องอ่อนไหวมาก นายกรัฐมนตรี ฮาโรลด์ วิลสัน ก็ยืนยันเช่นนั้น รัฐบาลมองว่าสาธารณชนไม่เรียกร้อง จึงไม่มีรัฐบาลไหนอยากจะเสี่ยง ทางสมาคมจึงพิจารณาว่าจะต้องแสดงให้เห็นว่ากฎหมายนี้สาธารณชนเรียกร้องต้องการ

เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว จึงต้องมีการให้การศึกษาแก่ประชาชน ต้องเปลี่ยนความคิดประชาชน ต้องวัดและแสดงให้เห็นการสนับสนุน ไดแอนทำงานรณรงค์ในองค์กรสตรีต่างๆ ให้มีมติสนับสนุนในการประชุมประจำปี เธอสร้างทีมนักพูดกระจายไปทั่วประเทศ

สภาสตรีแห่งชาติ ซึ่งเป็นองค์กรสำคัญได้รับความเชื่อถือสูงและรัฐบาลฟัง แต่องค์กรนี้ก็ค่อนข้างอนุรักษ์ ไดแอนเข้าหาองค์กรนี้ผ่านทางสำนักงานสาขาก่อน ใช้เวลาถึง 2-3 ปี เริ่มจากพูดในที่ประชุมเล็กๆ ระดับท้องถิ่น เสียงสนับสนุนค่อยๆ ดังขึ้น จนเธอได้มีโอกาสไปพูดในหอการค้าที่แมนเชสเตอร์ ช่วงที่กฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร มีผู้ฟังเธอปราศรัยจำนวนมากแทบทุกคืนในสัปดาห์นั้น

ที่จริงงานนี้เป็นงานใหม่สำหรับไดแอน เพราะงานอาชีพเดิมของเธออยู่ในห้องแล็บ เสร็จงานก็กลับไปทำงานบ้าน ต่อมาเธอพบว่าการได้พูดในเวทีใหญ่ๆ และสามารถโน้มน้าวผู้คนได้ก่อให้เกิดความรู้สึกที่ดีมาก แม้จะมีฝ่ายต่อต้านไปตะโกนร้อง “ฆาตกร! ฆาตกร! ฆาตกร!” เธอก็แทบไม่ได้ยินเสียงตะโกนนั้น

ยุทธศาสตร์สำคัญของสมาคมคือโน้มน้าวบรรดา สส. และรัฐบาล ความจริงบรรดา สส. ซึ่งต้องให้ความสนใจที่ฐานเสียง ขณะที่กฎหมายทำแท้งเป็นกฎหมายที่ไม่เป็นที่ยอมรับ จึงมี สส.น้อยคนที่จะออกมาสนับสนุน วิธีการที่ทางสมาคมใช้คือสร้างแรงกดดันจากคนในเขตเลือกตั้งของบรรดา สส.ให้มีเสียงเรียกร้องว่า “เราต้องการให้การทำแท้งเป็นสิ่งถูกกฎหมาย พวกคุณจะลงคะแนนสนับสนุนหรือไม่” วิธีการคือให้การศึกษาแก่ประชาชนนอกสภาให้สนับสนุนและกดดันให้มีการเปลี่ยนแปลง

ไดแอนรู้ว่ากระบวนการทางรัฐสภาเป็นงานยาก เธอต้องอดนอนทั้งคืน เขียนคำบรรยายสรุปและร่างคำปราศรัยให้บรรดา สส. เมื่อร่างกฎหมายเข้าสู่สภาจะต้องเผชิญทั้งฝ่ายสนับสนุนและคัดค้านทั้งในและนอกสภา

มีสองแนวคิดที่ต่อสู้กันในเรื่องการทำแท้ง คือ ฝ่าย “ปกป้องชีวิต” (Pro-life) ที่ต่อต้านการทำแท้ง กับฝ่าย “ปกป้องสิทธิที่จะเลือก” (Pro-choices) ที่ยอมให้มีการทำแท้ง แน่นอนไดแอนเป็นฝ่ายหลัง เธอจึงถูกต่อต้านอย่างหนักจากกลุ่มปกป้องชีวิต วาทกรรมของฝ่ายนี้คือมองอีกฝ่ายว่าเป็นพวก “ต่อต้านชีวิต” (Anti-life) และตีตราว่าพวกที่เป็นฝ่ายตรงข้ามของพวก “ต่อต้านการทำแท้ง”(Anti-abortion) เป็นพวก “สนับสนุนการทำแท้ง” (Pro-abortion) ไดแอนกับพวกมีจุดยืนชัดเจนว่ามิใช่ฝ่ายสนับสนุนการทำแท้ง แต่เป็นฝ่าย “ปกป้องชีวิต” และ “ปกป้องคุณภาพชีวิต”

(Pro-quality of life) เพราะสำหรับผู้หญิงที่ตั้งท้องและไม่ประสงค์หรือไม่สามารถจะแบกรับภาระการคลอดและการเลี้ยงดูลูกคนนั้นได้ เธอมีทางเลือกเพียงสองทาง และบ่อยครั้งที่เธอต้องเลือกทำแท้ง เพราะมันเป็นหนทางเสี่ยงที่แย่น้อยที่สุด (The least bad option) เธอจึงยืนยันเป็นฝ่ายปกป้องชีวิต และปกป้องคุณภาพชีวิต สิ่งสำคัญที่สุดที่พวกเธอมุ่งกระทำก็คือ นำมนุษย์อีกชีวิตหนึ่งให้ออกมาสู่โลก โดยเลือกกระทำในทางบวกอย่างมีเหตุมีผล และเธอไม่เชื่อว่าการปกป้องชีวิตคือต้องการให้เด็กเกิดมาเพียงเพราะ “ดื่มมากไปในคืนวันเสาร์” หรือเพราะ “ถุงยางอนามัยแตก” นั่นไม่ใช่เหตุผลที่ดีที่จะนำอีกชีวิตหนึ่งออกมาสู่โลก และสำหรับคุณภาพชีวิตก็มิได้หมายความว่า ต้องเกิดมาเพียบพร้อมด้วยความมั่งคั่งร่ำรวย แต่หมายความถึงสิทธิที่จะเกิดมาเป็นที่ปรารถนา สิทธิที่จะได้รับความรัก ได้รับการยอมรับว่าเป็นบุคคลที่มีคุณค่า

ไดแอนตระหนักดีว่า ฝ่ายต่อต้านการทำแท้งในช่วงทศวรรษ 1960 ทำไปโดยสุจริต เพราะเห็นว่าการทำแท้งเป็นความผิดและผิดศีลธรรม เสมือนการฆ่าเด็กสองขวบโดยการใช้มีดแทง แต่หลังจากเหตุการณ์ผ่านไป เมื่อกฎหมายทำแท้งผ่านสภาไปแล้ว ฝ่ายต่อต้านการทำแท้งเริ่มเปลี่ยนเหตุผล อ้างว่าการทำแท้งอันตราย มีอัตราตายสูง และอาจทำให้เป็นหมัน ซึ่งหลักฐานทุกอย่างพิสูจน์ได้ว่าข้ออ้างเหล่านี้ไม่เป็นความจริง ฝ่ายต่อต้านการทำแท้งก็เริ่มหาเหตุผลใหม่ อ้างว่าการทำแท้งทำลายสุขภาพจิตหญิงที่ทำแท้ง เพราะจะฝังใจว่าเธอฆ่าลูก ซึ่งนำไปสู่อาการของโรคซึมเศร้า และโรคจิต แต่ผลการวิจัยยืนยันว่า ภายในหกเดือนหลังทำแท้งผู้หญิงส่วนมากดีใจที่ได้ทำแท้ง และพบว่าอัตราการเจ็บป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาลจิตเวชเกิดจากภาวะซึมเศร้าหลังคลอด (Postnatal depression) มากกว่าภาวะซึมเศร้าหลังทำแท้ง (Post-abortion depression)

ต่อมามีการอ้างเหตุผลใหม่ โดยองค์กรต่อต้านการทำแท้งในสหรัฐชื่อ “เหยื่อทำแท้ง” (Victims of Abortion) ระบุว่ามี “กลุ่มอาการบาดเจ็บหลังทำแท้ง” (Post-abortiontrauma syndrome) ที่อาจเกิด 20-30 ปีหลังทำแท้ง โดยระบุอาการทางจิตเกิดจากเคยทำแท้ง ซึ่งแท้จริงแล้วตั้งแต่ช่วงวัยกลางคน ทั้งหญิงและชายมีโอกาสเกิดอาการทางจิต การระบุว่าการทำแท้งเป็นสาเหตุ จึงอาจเป็นเพียงการจับแพะชนแกะ

หลังเหตุการณ์ผ่านไป 30 ปี ไดแอนสรุปชัดเจนว่าการปฏิรูปกฎหมายทำแท้งของเธอและพวกมีคุณมากกว่าโทษมาก กฎหมายที่ออกมาเป็นกฎหมายที่ดีมีประสิทธิผลและถูกต้อง เข้ากับยุคสมัย ถ้าเธอย้อนเวลาได้ เธอก็จะรณรงค์เรื่องนี้เหมือนเดิม

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง