posttoday
บาทแข็งฉุดเอสเอ็มอีฝืด รัฐต้องเร่งกู้ก่อนเจ๊ง

บาทแข็งฉุดเอสเอ็มอีฝืด รัฐต้องเร่งกู้ก่อนเจ๊ง

24 มีนาคม 2558

การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสแรกของปี 2558 ที่เชื่องช้าราวกับปั่นจักรยานแม่บ้าน แทนที่จะเป็นรถยนต์ติดเทอร์โบ 200 แรงม้า อย่างที่วาดฝันกันไว้ เริ่มเป็นปัญหาหนักอกรัฐบาลมากขึ้นทุกขณะ เมื่อผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) ที่เป็นเหมือนฐานรากค้ำยันเศรษฐกิจไทยเอาไว้ บนสัดส่วนถึง 37% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เริ่มเจ็บตัวกันเป็นแถบๆ แล้วจากรายงานนโยบายการเงินล่าสุดของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พบว่า การแข็งค่าของเงินบาทอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงกลางปี 2557 ที่ผ่านมา ทำให้ดัชนีค่าเงินบาทที่แท้จริงปรับแข็งค่าขึ้นไปแล้วถึง 4.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดือน ส.ค.ปีที่ผ่านมา

การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสแรกของปี 2558 ที่เชื่องช้าราวกับปั่นจักรยานแม่บ้าน แทนที่จะเป็นรถยนต์ติดเทอร์โบ 200 แรงม้า อย่างที่วาดฝันกันไว้ เริ่มเป็นปัญหาหนักอกรัฐบาลมากขึ้นทุกขณะ เมื่อผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) ที่เป็นเหมือนฐานรากค้ำยันเศรษฐกิจไทยเอาไว้ บนสัดส่วนถึง 37% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เริ่มเจ็บตัวกันเป็นแถบๆ แล้ว
จากรายงานนโยบายการเงินล่าสุดของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พบว่า การแข็งค่าของเงินบาทอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงกลางปี 2557 ที่ผ่านมา ทำให้ดัชนีค่าเงินบาทที่แท้จริงปรับแข็งค่าขึ้นไปแล้วถึง 4.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดือน ส.ค.ปีที่ผ่านมา

ส่วนสถานการณ์ค่าเงินในปีนี้ แม้ว่าค่าเงินเหรียญสหรัฐจะทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง จากแนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเริ่มขึ้นดอกเบี้ยตั้งแต่ครึ่งปีหลังนี้เป็นต้นไป แต่ก็ไม่ได้ช่วยฉุดเงินบาทให้อ่อนค่าลงอย่างที่ควรจะเป็น เพราะแทบจะทุกประเทศเพื่อนบ้านต่างใช้นโยบายการเงินดึงค่าเงินให้ถูกลง นอกจากนี้ยังเป็นเพราะการนำเข้าน้ำมันที่ลดลงยังทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยเป็นบวก จึงดึงดูดเงินทุนไหลเข้าและทำให้เงินบาทไทยอ่อนค่าน้อยกว่าภูมิภาคอีกด้วย ล่าสุดช่วงกลางเดือน มี.ค.แข็งค่าไปแล้ว 0.02% เมื่อเทียบกับอินโดนีเซียที่อ่อนค่า 6.3% มาเลเซีย 5.9% และสิงคโปร์ 4.9%

จึงไม่น่าแปลกใจที่ภาวะค่าเงินบาทแข็งค่า บวกกับปัจจัยพื้นฐานที่ตลาดโลกยังไม่ซื้อ อีกทั้งค่าแรงขั้นต่ำของไทยที่เพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน จะส่งผลกระทบกับธุรกิจเอสเอ็มอีส่งออกขนาดเล็ก ที่มีความเปราะบางทางการเงินก่อนใคร สะท้อนได้เบื้องต้นผ่านตัวเลขส่งออกเดือน ม.ค.ที่ติดลบ 3.46% และคาดว่าจะติดลบต่อเนื่องถึงเดือน ก.พ.

วราพงศ์ วงศ์วัชรา รองผู้อำนวยการ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย เปิดเผยว่า เอสเอ็มอีที่เป็นผู้ส่งออกต้องให้ความสำคัญการบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยน เพราะแนวโน้มมีความผันผวนมากในปีนี้ โดยการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ อย่างธนาคารที่ตัวเองมีสินเชื่ออยู่ ซึ่งธนาคารไม่ได้แค่มองว่าค่าเงินจะไปทิศทางไหนแค่นั้น แต่ยังมีการเสนอผลิตภัณฑ์ป้องกันความเสี่ยงตรงกับประเภทธุรกิจนั้นๆ อีกด้วย

"ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ก็คือ เอสเอ็มอีไทยมีการจัดการค่าเงินน้อยมาก ส่วนใหญ่ใช้เพียงธุรกรรมซื้อขายทันที (Spot) ใช้อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันรับจ่ายเงิน ไม่มีการวางแผนล่วงหน้า ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อการขายของในมูลค่าที่ลดลง" วราพงศ์ กล่าว

อย่างไรก็ดี ตัวเอสเอ็มอีต้องตื่นตัวก่อนเป็นอันดับแรกในเรื่องการบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยน เพราะธนาคารมีองค์ความรู้และพร้อมที่จะให้คำแนะนำในสิ่งที่ลูกค้าต้องการ ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ช่วยดูแลเสถียรภาพค่าเงินบาทในระดับหนึ่ง เห็นได้จากการเคลื่อนไหวที่ค่อนข้างนิ่งช่วงที่ผ่านมา

สำหรับการแข่งขันของเอสเอ็มอีผู้ส่งออกไทย มีทั้งแข่งได้และแข่งยาก โดยที่แข่งขันได้ลำบาก คือ กลุ่มแฟชั่น สิ่งทอ เครื่องประดับ อัญมณี ที่ต้นทุนแรงงานแพงกว่าเพื่อนบ้าน ส่วนกลุ่มที่ยังแข่งขันได้ คือ ซัพพลายเชนของธุรกิจรายใหญ่ เช่น ยานยนต์

ส่วนการส่งออกไปสหภาพยุโรป (อียู) แย่อยู่แล้วจากความต้องการที่ชะลอตัว เมื่อเพิ่มปัจจัยจากการถูกตัดสิทธิพิเศษทางภาษี (จีเอสพี) จึงไม่ได้ทำให้เกมเปลี่ยนไปเท่าใดนัก สิ่งที่ผู้ส่งออกเอสเอ็มอีต้องเตรียมตัวคือ ปี 2559 ที่เศรษฐกิจยุโรปฟื้นตัวกลับมาต้องการนำเข้าสินค้าอีกครั้ง ผู้ส่งออกจะต้องปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตให้มีคุณภาพตรงกับเกณฑ์การนำเข้า เช่น มาตรฐานผลิตภัณฑ์ มาตรฐานการใช้แรงงาน เป็นต้น

ขณะที่ จิรัชยุติ์ อัมยงค์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายพาณิชย์ธนกิจ ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ลูกค้าเอสเอ็มอีที่ธนาคารกำลังติดตามเป็นพิเศษ คือ ลูกค้าอาหารทะเลแช่แข็งที่ส่งออกไปยังสหภาพยุโรป ที่ได้รับผลกระทบจากการตัดสิทธิจีเอสพีในปีนี้ และสภาพเศรษฐกิจในยุโรปที่อ่อนแอ

อย่างไรก็ดี การที่พอร์ตลูกค้าเอสเอ็มอีส่งออกของธนาคารยังเล็ก จึงสามารถติดตามลูกค้าได้ถึงตัว ซึ่งมี 5-6 รายที่เข้าข่ายได้รับผลกระทบ และเมื่อเข้าไปสอบถามปัญหา จะพบว่าส่วนใหญ่สามารถปรับตัวได้ และมีอยู่ 2 ราย ที่ต้องการให้ธนาคารช่วยเหลือจากกระแสเงินสดฝืดเคือง ซึ่งธนาคารได้เสนอทั้งยืดเวลาผ่อนชำระ หรือผ่อนเงื่อนไขให้เบาลง โดยดูเป็นกรณีไป

สำหรับเอสเอ็มอีที่เป็นผู้ส่งออก มีสัดส่วนตามมูลค่าน้อยเมื่อเทียบกับผู้ที่ทำธุรกิจส่งออกจริงจังอย่างรายใหญ่หรือรายกลาง แต่ผลกระทบจากปัญหาตลาดส่งออกจะรุนแรงมากกว่า เพราะรายใหญ่มีสายป่านยาวและมีตลาดหลากหลายสามารถปรับแผนย้ายตลาดได้ง่าย ส่วนเอสเอ็มอีไม่มีเครือข่าย ส่วนใหญ่มักทำธุรกิจแบบจับคู่กับคู่ค้าเป็นรายๆ ไป ซึ่งเมื่อคู่ค้าได้รับผลกระทบก็กระทบโดยตรงทันที เป็นเหตุผลที่ต้องรีบเข้าไปช่วยให้ทันท่วงที

ทั้งนี้ หากเทียบกับสถานการณ์ในบางประเทศ จะพบว่ามีทั้งความเหมือนและความต่างออกไปเล็กน้อยแต่ละสถานการณ์ ในช่วงวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจปี 2008 สหรัฐเลือกที่จะอุ้มบริษัทขนาดใหญ่ก่อนรายย่อย เพราะเป็นเรื่องของวิกฤตการณ์ความเชื่อมั่น โดยคาดหวังว่าเม็ดเงินที่ช่วยอุ้มบริษัทขนาดใหญ่จะถูกส่งผ่านต่อไปยังบริษัทเอสเอ็มอีขนาดเล็กอีกที ลงไปถึงการจ้างงาน และการบริโภคอีกที แต่สุดท้ายเมื่อเงินที่ใส่ไปกลับส่งผ่านไปไม่ถึง ประธานาธิบดี บารัก โอบามา ที่ระบุว่าเอสเอ็มอีเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของชาติ ก็ต้องทยอยเข็นมาตรการลงมาช่วยเอสเอ็มอีในที่สุด โดยเฉพาะเรื่องแหล่งทุน

แต่ในภาวะปัญหาที่ยังไม่รุมเร้าถึงขั้นนั้น การเร่งช่วยเหลือเอสเอ็มอีก่อนเป็นสิ่งที่แทบจะทุกประเทศตัดสินใจเหมือนๆ กัน โดยเฉพาะประเทศขนาดเล็กในเอเชียที่ยังต้องพึ่งพาโมเดลการส่งออกเป็นหลัก เช่น เวียดนาม ที่ลดค่าเงินด่องลงไปแล้วถึง 3 ครั้ง ในปี 2014 พร้อมทั้งออกมาตรการหนุนอีกหลายด้าน แต่กระนั้นก็ยังมีเอสเอ็มอีขนาดเล็กที่ไม่สามารถแข่งขันได้ ต้องปิดกิจการลงไปมากถึงกว่า 6 หมื่นแห่งในปีที่แล้ว

ก่อนที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะช่วยเหลือเอสเอ็มอีภายใต้แผนยุทธศาสตร์ประเทศ ที่ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนเอสเอ็มอีต่อจีดีพีอีก 1% เป็น 38% เป็น 4.2 ล้านล้านบาท/ปี รัฐบาลต้องเร่งช่วยเหลือและแก้ปัญหาเฉพาะหน้าทุกวันนี้ให้ได้ก่อน หากไม่ต้องการเห็นเอสเอ็มอีล้มหายไป โดยเฉพาะเอสเอ็มอีในภาคการส่งออกที่โดนเป็นด่านแรก ก่อนจะกระทบลามไปยังธุรกิจรายย่อยทั้งระบบ กลายเป็นความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจประเทศ ซึ่งจะฉุดกำลังซื้อของผู้บริโภคและการลงทุนของภาคเอกชนให้อ่อนแรงลงอีก

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท