
สปช.ชงปฏิรูปรัฐ-เอกชนต้านโกงทั้งระบบ
สปช. รับทราบรายงานคณะกมธ. ปฏิรูปป้องกันทุจริตฯดันแคมเปญ "คนไทยไม่โกง" ชงปฏิรูปรัฐ -รัฐวิสาหกิจ-เอกชน ต้านโกงทั้งระบบ
สปช. รับทราบรายงานคณะกมธ. ปฏิรูปป้องกันทุจริตฯดันแคมเปญ "คนไทยไม่โกง" ชงปฏิรูปรัฐ -รัฐวิสาหกิจ-เอกชน ต้านโกงทั้งระบบ
เมื่อวันที่ 23 มี.ค. ณ รัฐสภา ที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ได้มีการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการ(กมธ.) ปฏิรูปการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สปช. ในวาระที่ 1 โดยนายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธาน กมธ. ปฏิรูปการป้องกันฯ ได้นำเสนอรายงานต่อที่ประชุม สปช. ว่า สาเหตุที่การทุจริตคอร์รัปชั่นในประเทศไทยไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง เนื่องจากขาดผู้นำในการขับเคลื่อนวาระดังกล่าว แต่ขณะนี้ประเทศมีรัฐบาลที่ดำเนินนโยบายปราบปรามการทุจริต จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะกำจัดการทุจริตให้หมดไป
ทั้งนี้คณะกมธ. ฯ ได้กำหนดกรอบการดำเนินงาน 3 ระยะ คือ 1. การปฏิรูประยะสั้น 3-6 เดือน ซึ่งคณะกมธ.ฯ ร่วมกับคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติที่จัดตั้งโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ในการจัดทำมาตรการป้องกันการทุจริตในโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งกำหนดกลไกให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ รวมถึงจัดตั้งผู้ทรงคุณวุฒิที่ไม่มีส่วนได้เสียร่วมเป็นผู้ประเมินโครงการ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดคุณสมบัติผู้เสนอโครงการ การกำหนดราคาประมูล และตรวจสอบผลสัมฤทธิ์
นอกจากนั้นคณะรัฐมนตรียังจะนำมาตรฐานนี้ไปใช้ในการขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่ 3 โครงการ คือ การขยายทาอากาศยานสุวรรณภูมิ การจัดซื้อรถเมย์เอ็นจีวี และการขยายรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน นอกจากนั้นยังได้มีการประสานไปยังคณะกรรมการประเมินการดำเนินการของรัฐวิสาหกิจหรือ "ซุปเปอร์บอร์ดรัฐวิสาหกิจ" เพื่อสร้างกลไกป้องกันการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง รวมถึงไม่เปิดโอกาสให้ข้าราชการในกระบวนการยุติธรรมเข้าร่วมเป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจ
2. การปฏิรูประยะกลาง 1 ปี ในระหว่าง สปช. และรัฐบาลปัจจุบันขับเคลื่อนการปฏิรูป คณะกมธ.ฯ ร่วมกับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ผลักดันพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) อำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ ซึ่งจะทำให้หน่วยงานราชการจะต้องประกาศขั้นตอนและกรอบรยะเวลาในการให้บริการกับประชาชน รวมถึงลดการใช้ดุลยพินิจของข้าราชการในการดำเนินงาน นอกจากนั้นคณะกมธ.ฯ ได้ร่วมกับกระทรวงการคลังผลักดัน พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งเดิมเป็นระเบียบของสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ถูกปรับเปลี่ยนตามคณะรัฐมนตรีในแต่ละรัฐบาล แต่ขณะนี้จะต้องปรับปรุง พ.ร.บ. นี้ให้ได้มาตรฐาน จนสามารถนำไปปรับใช้กับหน่วยงานในส่วนกลางและท้องถิ่น
3. การปฏิรูประยะยาว ประกอบด้วย ข้อ 1 การปลูกฝั่งให้ประชาชนเกิดจิตสำนึกเกี่ยวกับการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชั่น ภายใต้วาทกรรม "คนไทยไม่โกง" ข้อ 2 ป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริตในภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน โดยการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และข้อ 3 การปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งสร้างการมีส่วนร่วมกับประชาชนและภาคประชาสังคมในการปราบปรามบุคคลที่มีความประพฤติมิชอบ ไม่ใช่การพึงพาองค์กรภาครัฐหรือองค์กรอิสระเพียงอย่างเดียว
อย่างไรก็ตามมีการอภิปรายของสมาชิก สปช. ในประเด็นสำคัญ ดังนี้ นายชิงชัย หาญเจนลักษณ์ กล่าวว่า การทุจริตระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนที่สำคัญ คือ กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและการประมูลโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งใช้ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในทางที่มิชอบ จนนำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชั่น ทั้งนี้สามารถแก้ไขได้ด้วยมาตรการ 5 ข้อ คือ 1. การปลูกฝั่งเยาวชนให้มีความรู้และจิตสำนึกไม่คอร์รัปชั่น (Social Education) 2. เปิดเผยข้อมูลการทุจริตคอร์รัปชั่นต่อสาธารณะ เพื่อเป็นการกดดันผู้ประพฤติทุจริตโดยสังคม (Social Sanction) 3. จัดตั้งองค์กรปราบปรามการทุจริตในลักษณะ " One Stop Service " 4. ลงโทษทั้งผู้ให้และผู้รับในระบวนการทุจริต และ 5. ลดขั้นตอนในการพิจารณาคดีความเกี่ยวกับการทุจริต
นายประชา เตรัตน์ กล่าวว่า ต้นน้ำการทุจริตเกิดจากระบบการเมืองที่มีการทุจริตในระบบเลือกตั้ง เพราะประชาชนยังยอมรับการซื้อสิทธิขายเสียง จึงทำให้การทุจริตยังคงอยู่ เช่นเดียวกับข้าราชการที่ยอมรับพฤติกรรมทุจริตของนักการเมือง หากไม่ข้าราชการสนับสนุน กระบวนการทุจริตจะไม่สำเร็จอย่างแน่นอน ฉะนั้นการแก้ไขกระบวนการทุจริต จะต้องปฏิรูปอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นประชาชน ข้าราชการ และการเมือง เช่น ประชาชนจะต้องมีส่วนร่วมในการตรวจสอบกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างในระดับท้องถิ่น ขณะที่ข้าราชการจะถูกตรวจสอบทุกระดับ ไม่ใช่พบการทุจริตแล้วลงโทษเฉพาะข้าราชการระดับล่าง ทั้งที่ข้าราชระดับสูงมีส่วนสำคัญในการผลักดันนโยบายที่เกี่ยวข้องกับนักการเมือง
นายวันชัย สอนศิริ กล่าวว่า ข้อเสนอของคณะกมธ. ปฏิรูปการป้องกันฯ เป็นข้อเสนอที่ดี แต่ให้มีการปฏิรูปอย่างเป็นรูปธรรมในระหว่างที่ สปช. ขับเคลื่อนวาระปฏิรูปในขณะนี้ เพราะที่ผ่านมามีข้อเสนอในการปฏิรูปการทุจริตคอร์รัปชั่นตลอดมาในช่วงทศวรรษ แต่ไม่ได้สร้างผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม ฉะนั้นโจทย์สำคัญในการปฏิรูปจึงไม่ใช่ข้อเสนอ แต่เป็นแนวทางที่จะขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นจริง ทั้งนี้ตนเห็นว่าหัวใจสำคัญในการปฏิรูปการทุจริตคอร์รัปชั่นจะต้องเริ่มจากการเมือง เพราะหากฝ่ายการเมืองไม่เริ่ม ก็จะไม่มีการทุจริตในกระบวนการอื่นๆที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ที่ประชุม สปช. ได้รับทราบรายงานของคณะกมธ. ฯ โดยใช้เวลาในการนำเสนอและอภิปรายกว่า 5 ชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 14.40 - 19.17 น.







