
บ้านหนีน้ำคืนวิถีเวนิสตะวันออก
เมื่อพิจารณาจากตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของประเทศที่มีลักษณะเป็นคาบสมุทรยื่นลงไปในทะเล ก็ไม่ยากที่จะเข้าใจว่าเหตุใดภัยธรรมชาติที่ไทยเผชิญบ่อยที่สุดจึงเป็นอุทกภัย โดยล่าสุดมหาอุทกภัย หรือเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2011 ที่นำพาความวิบัติมาให้แก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนชาวไทยนั้น ธนาคารโลกประเมินมูลค่าความเสียหายเอาไว้สูงถึง 1.44 ล้านล้านบาท และจัดให้เป็นภัยพิบัติที่สร้างความเสียหายร้ายแรงที่สุดลำดับ 4 ของโลก
เมื่อพิจารณาจากตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของประเทศที่มีลักษณะเป็นคาบสมุทรยื่นลงไปในทะเล ก็ไม่ยากที่จะเข้าใจว่าเหตุใดภัยธรรมชาติที่ไทยเผชิญบ่อยที่สุดจึงเป็นอุทกภัย โดยล่าสุดมหาอุทกภัย หรือเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2011 ที่นำพาความวิบัติมาให้แก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนชาวไทยนั้น ธนาคารโลกประเมินมูลค่าความเสียหายเอาไว้สูงถึง 1.44 ล้านล้านบาท และจัดให้เป็นภัยพิบัติที่สร้างความเสียหายร้ายแรงที่สุดลำดับ 4 ของโลก
เหตุการณ์ดังกล่าวถูกโยงเข้ากับประเด็นปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นปัญหาที่ทำให้นานาประเทศ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล นักพัฒนา หรือสถาปนิก ต้องหันหน้าเข้าหากันเพื่อระดมสมองคิดค้นวิธีการรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติที่คาดเดาได้ว่าจะทวีความร้ายแรงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
หนึ่งในวิธีการรับมือเหล่านั้น ก็ได้แก่ การสร้างบ้านสะเทินน้ำสะเทินบกมูลค่า 6.67 แสนเหรียญฮ่องกง (ราว 2.8 ล้านบาท) ซึ่ง เซาท์ ไชน่า มอร์นิ่ง โพสต์ หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษของฮ่องกง รายงานว่าอาจจะเป็นคำตอบของการใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ที่มีประวัติประสบอุทกภัยบ่อยๆ เช่น ประเทศไทย ก็เป็นได้
บ้านสะเทินน้ำสะเทินบกดังกล่าว ถูกสร้างเอาไว้เหนือหลุมที่สร้างเอาไว้สำหรับให้น้ำไหลลงไปได้ และได้รับการทดสอบแล้วในเดือน ก.ย. 2013
จุฑา สินธุพันธุ์ แห่งบริษัท ไซต์ สเปซิฟิก ที่รับออกแบบสร้างบ้านให้แก่การเคหะแห่งชาติ (เอ็นเอชเอ) ของไทย กล่าวว่า หากจะสร้างกำแพงกั้นน้ำไม่ให้เข้าถึงตัวบ้านก็สามารถทำได้ แต่ไม่ใช่วิธีการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน
“จะเป็นการดีกว่าหากเราไม่ฝืนธรรมชาติ แต่ทำงานร่วมกับธรรมชาติ และบ้านสะเทินน้ำสะเทินบกก็เป็นหนทางหนึ่ง” จุฑา กล่าว
ในเดือน ส.ค.ที่จะถึงนี้ โครงการบ้านชั้นเดียวลอยน้ำมูลค่า 3 ล้านบาท ก็กำลังจะเริ่มขึ้น เป็นอีกความพยายามของเอ็นเอชเอที่จะศึกษาว่าวัสดุชนิดไหนใช้งานได้ดีที่สุด และจะสร้างบ้านลักษณะดังกล่าวได้รวดเร็วขนาดไหนในกรณีที่เกิดน้ำท่วมครั้งใหม่ขึ้น
ทั้งนี้ เซาท์ ไชน่า มอร์นิ่ง โพสต์ รายงานว่า โครงการก่อสร้างในไทยจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หวนกลับไปพึ่งโครงสร้างแบบในอดีตรับมือกับปัญหาน้ำท่วม ไม่ว่าจะเป็นการสร้างบ้านยกพื้นสูง หรือการสร้างบ้านบนโป๊ะหรือแพ โดยโครงการต่างๆ เหล่านี้ เป็นเสมือนการคืนสู่วันวานที่กรุงเทพฯ ได้สมญานามว่าเป็นเวนิสแห่งตะวันออก ดังเช่นที่ โคเอน โอลทูอิส ผู้ก่อตั้งวอเตอร์สตูดิโอ บริษัทวางผังเมืองสัญชาติเนเธอร์แลนด์ กล่าวไว้ว่า
“โครงการหนึ่งที่รับมือกับหายนะทางสภาพอากาศได้ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา ก็คือกรุงเทพฯ ในปี 1850 เนื่องจากว่าสิ่งก่อสร้าง 90% ของเมืองสร้างบนโป๊ะที่ลอยเหนือน้ำ ดังนั้น จึงไม่มีปัญหาความเสี่ยงน้ำท่วม หรือความเสียหายอะไรเลย น้ำไหลบ่ามา แล้วบ้านก็ลอยขึ้นลอยลงอยู่บนโป๊ะ”







