posttoday
เกาะติด 4 สัญญาณ รับมือมะกันขึ้นดอกเบี้ย

เกาะติด 4 สัญญาณ รับมือมะกันขึ้นดอกเบี้ย

23 มีนาคม 2558

โดย...ณัฏฐญา เมฆสมณะศักดิ์

โดย...ณัฏฐญา เมฆสมณะศักดิ์

สร้างความปั่นป่วนให้กับโลกไม่น้อย สำหรับการประชุมคณะกรรมการกำกับนโยบายการเงิน (เอฟโอเอ็มซี) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่แถลงการณ์ได้ยกเลิกใช้คำว่า “อดทนรอ” ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย อย่างไรก็ตาม ทางเฟดกลับได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้ และลดคาดการณ์ตัวเลขของอัตราดอกเบี้ยที่จะปรับเพิ่มขึ้นในช่วงปลายปี 2015 ลงด้วย

การหั่นตัวเลขคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยดังกล่าวได้กลับกลายเป็นว่าส่งผลให้ตลาดตีความออกไปว่า “เฟดยังไม่รีบร้อนที่จะขึ้นดอกเบี้ย” จากก่อนหน้านี้มีหลายฝ่ายที่คาดการณ์ว่า เฟดอาจจะขึ้นดอกเบี้ยเร็วที่สุดในเดือน มิ.ย.นี้ ดังนั้นแล้วเมื่อเฟดมีท่าทีเช่นนี้ คำถามที่ตามมาก็คือว่า เมื่อไรที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ย

สำนักข่าวบลูมเบิร์กได้รายงานเชิงวิเคราะห์ระบุอ้างถึงถ้อยแถลงของเอฟโอเอ็มซีที่ว่า “คณะกรรมการคาดหวังว่าจะเป็นเวลาที่เหมาะสมในการขึ้นดอกเบี้ย เมื่อเห็นการพัฒนาในตลาดแรงงาน และมีความมั่นใจอย่างสมเหตุสมผลว่า อัตราเงินเฟ้อจะกลับเข้าสู่เป้าหมายที่ 2% ในระยะกลาง”

จากคำกล่าวดังกล่าว บลูมเบิร์ก ระบุว่า แม้ เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการเฟดจะไม่ได้เอ่ยถึงความชัดเจนต่อคำว่า “มีความมั่นใจอย่างสมเหตุสมผล” กับการที่เงินเฟ้อจะกลับเข้าสู่เป้าหมาย 2% โดยระบุว่าไม่มีกลไกใดที่จะตอบได้ ทว่า แท้จริงแล้ว เยลเลนนั้นกำลังจับตา 4 ตัวเลขทางเศรษฐกิจเหล่านี้อยู่ ก่อนที่จะตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

ปัจจัยแรก “ตลาดแรงงาน” ในปัจจุบัน อัตราการว่างงานของสหรัฐ ในเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ปรับตัวลดลงแตะระดับ 5.5% เป็นที่เรียบร้อย หรือนับว่าเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 6 ปี ซึ่งตัวเลขดังกล่าวที่ 5.5% นี้เคยถูกใช้อ้างอิงจากเฟดว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยเมื่ออัตราว่างงานอยู่ในระดับดังกล่าว ทว่า อีกด้านหนึ่งข้อมูลทางเศรษฐกิจอีกตัวที่เฟดใช้อ้างอิง นั่นก็คือ “ตัวเลขเงินเฟ้อ” นั้นกลับอยู่ห่างจากเป้า 2% อยู่มาก

จากกรณีดังกล่าว ในการประชุมเอฟโอเอ็มซีครั้งที่ผ่านมา เฟดจึงได้ปรับเปลี่ยนตัวเลข โดยระบุว่าอัตราการว่างงานจะต้องร่วงลงไปอยู่ที่ 5-5.2% ก่อนที่จะก่อให้อัตราเงินเฟ้อดีดปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งนับเป็นตัวเลขว่างงานที่ลดลงจากก่อนหน้าที่วางไว้ที่ 5.2-5.5%

ดังนั้นแล้ว ท่าทีดังกล่าวตลาดแรงงานสหรัฐจำเป็นต้องดีขึ้นมากกว่านี้เสียก่อนที่เฟดจะริเริ่มเปลี่ยนแปลงนโยบายใดๆ

“ตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งมากขึ้น เป็นหนึ่งปัจจัยที่จะมีแนวโน้มช่วยเพิ่มความมั่นใจของฉัน” เยลเลน กล่าวระหว่างที่ตอบคำถามผู้สื่อข่าว หลังการประชุมเอฟโอเอ็มซี

สำหรับปัจจัยที่สอง คือ “อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน” (คอร์ อินเฟลชั่น) ซึ่งเป็นราคาสินค้าที่ไม่รวมกับราคาอาหารและพลังงานนั้นจำเป็นต้องมีเสถียรภาพเสียก่อน

ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อที่เฟดใช้ประเมินเป็นตัวอ้างอิงในการขึ้นอัตราดอกเบี้ย คือ ดัชนีราคาการใช้จ่ายด้านการบริโภคส่วนบุคคล (พีซีอี) พื้นฐาน ซึ่งต้องอยู่ที่ระดับ 2%

อย่างไรก็ตาม สำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจสหรัฐ เปิดเผยว่า ในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา พีซีอีพื้นฐานของสหรัฐขยายตัวอยู่ที่ 1.31% เท่านั้น เมื่อเทียบกับช่วงเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งนับว่าเป็นการขยายตัวต่ำกว่าเป้าหมายที่ 2% อย่างน้อย 30 เดือนติดต่อกันแล้ว และการขยายตัวดังกล่าวยังลดลงอย่างต่อเนื่องอีกด้วย ขณะที่พีซีอีเฮดไลน์ ซึ่งรวมถึงราคาอาหารและพลังงานกลับเพิ่มขึ้นเพียง 0.22% เท่านั้น

“เราหวังว่าเงินเฟ้อจะยังอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ลดลง และค่าเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งตัว” หัวเรือใหญ่ของเฟด กล่าวเมื่อพูดถึงตัวเลขเงินเฟ้อ

คำกล่าวของเยลเลนในครั้งนี้ จึงเปรียบเสมือนการสะท้อนว่า การมีเสถียรภาพ หรือการปรับเพิ่มขึ้นของพีซีอีพื้นฐานที่ปรับตัวดีขึ้นอาจจะช่วยส่งเสริมความเชื่อมั่นมากขึ้นให้กับเฟดว่า เงินเฟ้อกำลังจะปรับตัวเพิ่มขึ้นตามมา

ขณะที่ปัจจัยที่สาม “การขยายตัวของค่าแรง” แม้ว่าในปัจจุบันบริษัทยักษ์ใหญ่ในสหรัฐต่างๆ จะปรับเพิ่มค่าแรงให้กับพนักงาน เช่น วอลมาร์ท และทาร์เก็ต อันเนื่องมาจากผลประกอบการที่สดใส อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของรายได้รายชั่วโมงเฉลี่ยของแรงงานในสหรัฐนั้นกลับยังไม่มีท่าทีที่กระเตื้องขึ้นมากนัก

ข้อมูลจากกระทรวงแรงงานเมืองลุงแซม ระบุว่า รายได้รายชั่วโมงเฉลี่ยของแรงงานปรับเพิ่มขึ้นราว 2% เท่านั้น ในช่วงปีที่ผ่านมาจนถึงเดือน ก.พ. ซึ่งอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าการขยายตัวที่ 3% ในช่วงก่อนเศรษฐกิจถดถอยอยู่มาก ซึ่งรายได้ของแรงงานที่เพิ่มขึ้นจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่าย และเร่งการเติบโตของเศรษฐกิจในที่สุด

ทั้งนี้ เยลเลน ระบุว่า ทางเฟดจับตาดูการเติบโตของค่าแรง ซึ่งจะเป็นสัญญาณของการเติบโตของเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ได้หมายความว่าการเติบโตของค่าแรงจะเป็นเงื่อนไขล่วงหน้าในการขึ้นดอกเบี้ย

“ทว่า ถ้าหากเราเห็นการเติบโตของค่าแรงเพิ่มขึ้น อย่างน้อยนี่ก็จะเป็นเครื่องบ่งชี้ว่า อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นในเวลาต่อมา” ผู้ว่าการเฟดผู้หญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ กล่าว

และสำหรับปัจจัยสุดท้ายที่เยลเลน กำลังจับตาดูอยู่คือ “การคาดการณ์ตัวเลขเงินเฟ้อ” ซึ่งการคาดการณ์ดังกล่าวเปรียบเสมือนข้อมูลที่บ่งชี้ถึงผลกระทบของมาตรการของเฟดที่มีต่อกิจกรรมการเศรษฐกิจ และการคาดการณ์เหล่านี้อาจจะกระทบต่อการตอบสนองของตลาด เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยด้วย

ทั้งนี้ ในปัจจุบันการคาดการณ์ตัวเลขเงินเฟ้อในอนาคตจำเป็นที่จะต้องปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าในปัจจุบัน เพราะข้อมูลจากเฟด พบว่า ค่าเฉลี่ยคาดการณ์เงินเฟ้อในช่วง 5 ปีข้างหน้า เดือน ก.พ.ที่ผ่านมา อยู่ที่ 1.36% เท่านั้น ซึ่งเยลเลนเองก็ระบุชัดเจนว่า จะจับตาการคาดการณ์ตัวเลขเงินเฟ้อด้วยเช่นกัน

“ถ้าหากตัวเลข (คาดการณ์เงินเฟ้อ) ปรับเพิ่มขึ้น นั่นจะช่วยเพิ่มความมั่นใจของฉันได้” เยลเลน ระบุ

ฉะนั้นแล้ว สิ่งที่ตลาดต้องจับตาต่อจากนี้ไม่ใช่แต่เพียงถ้อยแถลงของเฟดเท่านั้น ทว่า ข้อมูลทางเศรษฐกิจทั้ง 4 ตัวนี้ก็นับว่ามีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลยทีเดียว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท