posttoday

พิธีเผาศพพระมอญ ที่วัดไพชยนต์ ปากลัด

22 มีนาคม 2558

วัดไพชยนต์พลเสพย์ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ จัดพิธีพระราชทานเพลิงศพพระราชมงคลมุนี (ทองอยู่ ปัญญาพโล ป.ธ.4)

โดย...ส.สต

วัดไพชยนต์พลเสพย์ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ จัดพิธีพระราชทานเพลิงศพพระราชมงคลมุนี (ทองอยู่ ปัญญาพโล ป.ธ.4) อดีตเจ้าอาวาสตามประเพณีมอญอย่างยิ่งใหญ่โอฬาร เมื่อวันที่ 15 มี.ค. 2558 โดยสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เป็นประธาน พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ และพุทธศาสนิกชนที่มาไว้อาลัยเต็มวัด

เมื่อพิธีพระราชทานเพลิงศพเริ่มขึ้น ปี่พาทย์มอญเครื่องใหญ่บรรเลงกระหึ่ม เสียงมอญร้องไห้ดังโหยหวน สร้างความสะเทือนใจและอารมณ์ของผู้ไปไว้อาลัยหลวงพ่อในวัย 88 ปี อดีตเจ้าอาวาสตลอดเวลา

พระราชมงคลมุนี (ทองอยู่ ปัญญาพโล ป.ธ.4) พื้นเพเดิมอยู่ที่ลาดกระบัง สมุทรปราการ เป็นครอบครัวชาวมอญ นามสกุลสุทธิ เกิดเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2468 บรรพชาวัดกลาง และอุปสมบทที่วัดสังฆราชา ลาดกระบัง ย้ายมาอยู่วัดไพชยนต์พลเสพย์เมื่อปี 2507 จนกระทั่งขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสเมื่อวันที่ 31 พ.ค. 2547 มรณภาพเมื่อวันที่ 13 มิ.ย. 2557

ก่อนจะเข้าพิธีเผาแบบมอญ หรือเผาจริงจะเริ่มในเวลา 21.00 น. นั้น ได้มีพิธีพระราชทานเพลิงศพตามปกติในตอนบ่าย พระเถระที่นิมนต์พิจารณาผ้ามหาบังสุกุลต้องถือพัดยศทุกรูป ขณะที่ข้าราชการแต่งชุดขาว ทุกขั้นตอนเป็นพิธีการ จนกระทั่งพระราชพิธีจบ เจ้าพนักงานจากสำนักพระราชวังถอดหีบทองทึบที่ตั้งเป็นเกียรติยศกลับที่ตั้ง พิธีเผาศพแบบมอญก็เริ่มขึ้น เช่น รำมอญ และแสดงโขน จนกระทั่งเวลา 20.30 น. เจ้าหน้าที่ หรือสัปเหร่อ และผู้ช่วยเข้ามาจัดแจงความพร้อมที่หีบศพหลวงพ่อพระราชมงคลมุนี ซึ่งประดิษฐานในโลงมอญ ที่มีรูปร่างก้นสอบ ปากบาน ด้านนอกประดับตกแต่งด้วยสีสันตระการตา มีช่องหน้าต่างด้านละ 3 ช่อง มองเห็นศพห่มผ้าเหลืองชัดเจน ประดิษฐานที่ปราสาทเมรุมอญเก้ายอด หลังเดียวกันกับที่ประดิษฐานหีบทองทึบ ของพระราชทาน

พิธีเผาศพพระมอญ ที่วัดไพชยนต์ ปากลัด

 

ขั้นตอนเผาจริงตามพิธีมอญนั้น เจ้าหน้าที่เชิญหีบศพหลวงพ่อมาประดิษฐานบนตะแกรงเหล็ก เพื่อให้เผาไหม้ได้สะดวก ม่านที่ประดับทั้ง 4 ด้านถูกรื้อออก

เจ้าภาพนิมนต์พระเถระระดับประเทศ ได้แก่ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ วัดปากน้ำ ประธานผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ทอดผ้ามหาบังสุกุล สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท) วัดไตรมิตร เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก พิจารณาผ้า เสร็จแล้วสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์เป็นประธานจุดเพลิง หรือเผาจริงในเวลา 21.00 น. จากนั้นประชาชนจำนวนมากทยอยมาใส่ไฟ ตามลำดับ เมื่อไฟลุกโชน เจ้าหน้าที่ต้องฉีดน้ำคอยดับไฟตลอดเวลา มิเช่นนั้นไฟแรงจะเผาหมดทั้งเมรุ ในขณะนั้นพลุลูกแล้วลูกเล่าถูกจุดขึ้น เหมือนจะบอกว่าหลวงพ่อมาสั่งลาแล้ว

การจัดพิธีเผาศพแบบมอญถวายพระราชมงคลมุนี เนื่องด้วยหลวงพ่อมีเชื้อมอญจากลาดกระบัง อีกทั้งวัดไพชยนต์พลเสพย์ก็ถือว่าเป็นวัดมอญ ย่านปากลัด วัดหนึ่ง

พิธีเผาศพพระมอญ ที่วัดไพชยนต์ ปากลัด

 

เมื่อพระเถระเชื้อสายมอญมรณภาพ ทางวัดต้องจัดพิธีให้สมเกียรติ และตามวัฒนธรรมประเพณีชาวมอญ สิ่งหนึ่งที่เห็นแล้วสามารถบอกได้ว่าเป็นศพมอญนั่นคือโลงศพ และปราสาทมอญ

หนังสือที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพพระราชมงคลมุนีให้ข้อมูลว่า โลงศพมอญมี 2 สกุลช่าง คือ โลงมอญน้ำจืด และโลงมอญน้ำเค็ม หากพูดตามพื้นที่ได้แก่สกุลช่างปากลัด และสมุทรสาคร ลักษณะทั่วไปคล้ายคลึงกัน ต่างกันที่ลวดลาย

โลงมอญสกุลช่างปากลัดมีลวดลาย 10-30 ลาย เจาะช่องหน้าต่างประดับลวดลายขุนแผนเปิดม่าน

ส่วนโลงสกุลช่างสมุทรสาคร ประดับลวดลาย 20-50 ลาย พร้อมกับเจาะช่องหน้าต่างเป็นรูปคล้ายซุ้มประตูโบสถ์

คติความเชื่อตามวิถีพุทธ ถือว่าความตายเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเป็นเรื่องที่แท้แน่นอนของชีวิตที่ทุกคนไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่การจัดพิธีหลังการตายไม่ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่ทำแบบโอฬาร ถ้าผู้ตายเมื่อมีชีวิตมีอำนาจวาสนา ยศถาบรรดาศักดิ์ใหญ่โต การจัดพิธีศพจะโอฬารยิ่งขึ้น เพื่อให้สมเกียรติ หรือเป็นเกียรติแก่ผู้ตาย

ผู้ยิ่งใหญ่บางราย ญาติใช้เงินจัดงานศพเป็นจำนวนมาก ถ้าตามชนบทด้วยแล้วจะต้องมีค่าอาหารเลี้ยงประชาชนที่มาในงานศพทุกวัน ตั้งแต่วันตายจนถึงวันเผา ในกรณีที่ตั้งสวด 3 วัน หรือ 7 วันแล้วเผา

นอกจากนั้น ในวันเผาจะมีมหรสพ เช่น ภาพยนตร์ หรือลิเก มาให้ความบันเทิงแก่ผู้มาร่วมงานศพด้วย

ส่วนศพพระคุณเจ้าที่เป็นพระเถระ หรือมหาเถระ จะตั้งศพนานเกิน 100 วัน หรือถึง 1 ปีก็มี เพราะลูกศิษย์มาขอเป็นเจ้าภาพสวดศพตลอด จึงต้องเปิดสวดทุกวันไม่เคยขาด ยกเว้นวันสำคัญของชาติหรือศาสนา ดังเช่นพระศพสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร ผ่านไป 1 ปีแล้ว ยังเปิดสวดทุกวัน และยังไม่กำหนดวันออกเมรุ แม้ว่ารัฐบาลจะประชุมเตรียมพร้อมแล้วก็ตาม

ส่วนการจัดเผาศพพระเถระอย่างมอญนั้น มีพิธีแตกต่าง และพิเศษมากขึ้น เพราะชาวมอญเคารพหนักแน่นในพระพุทธศาสนา เมื่อพระเถระที่เคารพมรณภาพ จะต้องจัดสร้างปราสาทเพื่อเป็นที่เผาโดยเฉพาะ เพื่อไม่ให้ปะปนกับศพชาวบ้านที่เผาที่เมรุ หรือเชิงตะกอนในวัดนั้นๆ ทั้งนี้ชาวมอญเชื่อว่าเมื่อพระเถระมรณภาพบริสุทธิ์ เมรุที่เผาศพพระเถระต้องบริสุทธิ์ด้วย

ส่วนปราสาทที่สร้างนั้นจะยิ่ง จะใหญ่ หรือย่อมลงมาบ้าง ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยและทุนทรัพย์ ถ้าหากทำปราสาทขนาดเก้ายอด เช่นที่วัดไพชยนต์พลเสพย์นั้น ปราสาทแต่ละยอดมีเจ้าภาพ เพราะยอดหนึ่งราคา 1 แสนบาท

การพิธีศพแบบมอญ เป็นการบอกหลายอย่าง นอกจากความเหนียวแน่นในวัฒนธรรมประเพณี ยังสามารถบอกตัวตนชนชาติมอญด้วยว่าเคร่งครัดในวัฒนธรรมประเพณี ไม่ว่าจะตั้งถิ่นฐานที่ใดก็ตาม

 

พิธีเผาศพพระมอญ ที่วัดไพชยนต์ ปากลัด

วัดไพชยนต์พลเสพย์

หนังสือที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพพระราชมงคลมุนี อดีตเจ้าอาวาสวัดไพชยนต์พลเสพย์ เล่าประวัติว่า กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ ทรงสร้าง พศ 2365 ขณะที่เป็นกรมหมื่นศักดิพลเสพ มีความเป็นมาตามพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ ในสมัยรัชกาลที่ 2 และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเล่าว่า

ในคราวเมื่อสร้างป้อมเมืองสมุทรปราการ ทรงพระราชดำริว่า ป้อมที่สร้างขึ้นที่เมืองนครเขื่อนขันธ์ แต่ก่อนยังค้างอยู่ไม่สำเร็จสมบูรณ์ จึงโปรดให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นศักดิพลเสพ เป็นแม่กองทำการสร้างเมืองนครเขื่อนขันธ์ที่ยังค้างอยู่ ให้สร้างป้อมอีกป้อมหนึ่งชื่อป้อมเพชรหึง และให้ขุดคลองลัดหลังเมืองนครเขื่อนขันธ์คลองหนึ่งมาทะลุออกคลองตาลาว

คลองลัดที่ขุดใหม่นี้มีความยาว 50 เส้น กว้าง6 วา ลึก 5 ศอก กรมหมื่นศักดิพลเสพทรงสร้างวัดขึ้นในคลองลัดที่ขุดใหม่นี้วัดหนึ่ง

ส่วนชื่อวัดนั้น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานว่าเมื่อแรกสร้างในรัชกาลที่ 2 เห็นจะเรียกว่า วัดกรมศักดิ์ หรือวัดปากลัด ถึงรัชกาลที่ 3 คนทั้งหลายก็คงเรียกว่าวัดวังหน้า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4พระราชทานนามว่าวัดไพชยนต์พลเสพย์

เมื่อแรกสร้างนั้น กรมหมื่นศักดิพลเสพคงจะได้เป็นพระธุระอุปการะมาโดยตลอด และเมื่อทรงดำรงตำแหน่งกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพในรัชกาลที่ 3 วัดนี้ก็คงมีความสำคัญมากขึ้น และคงมีฐานะเป็นพระอารามหลวงในรัชกาลนี้ ประกอบทั้งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชนิยมในการสร้างวัด ถึงกับมีคำพังเพยเล่าสืบต่อกันมาในรัชกาลที่ 1 ว่า ใครรบทัพจับศึกเก่งก็เป็นคนโปรด ในรัชกาลที่ 2 ใครเป็นนักเลงกลอนก็เป็นคนโปรด

ในรัชกาลที่ 3 ใครสร้างวัดวาอารามก็เป็นคนโปรด เพราะฉะนั้นวัดไพชยนต์พลเสพย์คงจะร่งุ เรืองมากในรัชกาลที่ 3 เรื่องการบูรณะซ่อมแซมพระอารามนี้ มีรับสั่งให้เอาทองคำเปลวไปจ่ายให้ช่างรักปิดเสาเม็ดเทียนในพระอุโบสถ กระจัง เสามุขเด็จหน้าหลังพระวิหารใหญ่ในรัชกาลต่อๆ มา ไม่มีหลักฐานว่าวัดนี้ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์อีกหรือไม่อย่างไรวัดนี้ยังคงมีฐานะเป็นพระอารามหลวงตราบเท่าทุกวันนี้

ข่าวล่าสุด

เปิดข้อเท็จจริงระบบพลังงาน เช็คสต๊อกน้ำมันแบบเรียลไทม์ทำได้จริงไหม?