
นายกฯ คนนอกเกิดยาก แต่ต้องเปิดทางไว้
หนึ่งในประเด็นของการเขียนรัฐธรรมนูญที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ ถูกเพ่งเล็งมากที่สุด
หนึ่งในประเด็นของการเขียนรัฐธรรมนูญที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ ถูกเพ่งเล็งมากที่สุด คือ การเปิดทางให้นายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องเป็น สส.
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2535 ประเทศไทยเคยเกิดความรุนแรงทางการเมืองมาแล้ว ซึ่งมีสาเหตุมาจากการต่อต้านนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เพราะเป็นการสืบทอดอำนาจให้กับทหารหลังจากการรัฐประหารเมื่อปี 2534 จนในที่สุดรัฐธรรมนูญของไทยล่าสุดสองฉบับ ทั้งฉบับปี 2540 และ 2550 ต่างบัญญัติเป็นหลักการเดียวกันว่า นายกรัฐมนตรีต้องเป็น สส.และมาจากการเลือกของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อไม่ให้เกิดการสืบทอดอำนาจโดยไม่ผ่านกระบวนการที่ถูกต้องอีก
ดังนั้น เมื่อคณะ กมธ.ยกร่างฯ ในปัจจุบันได้เปิดช่องให้ สส.และคนนอกเป็นนายกฯ ได้ จึงทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์มากขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้เสียงท้วงติงจำนวนไม่น้อยจะเชื่อว่าทหารในปัจจุบันไม่น่าจะเข้ามาสืบทอดอำนาจเหมือนในอดีต เพราะเคยมีบทเรียนมาแล้ว แต่อาจเป็นช่องทางให้ “นายทุน” ที่ไม่รู้เป็นใครมาจากไหนเข้าสู่ตำแหน่งผู้นำประเทศได้ โดยไม่ผ่านการตรวจสอบของประชาชน
สุจิต บุญบงการ รองประธาน กมธ.ยกร่างฯ มองว่า “คงไม่ง่ายขนาดนั้น เพราะเรามีมาตรการ คือต้องอ่านให้ครบทุกมาตรา ว่าคนที่จะเป็นนายกฯ ต้องมีอะไรบ้าง ดังนั้นมันจึงไม่ง่าย คณะ กมธ.ยกร่างฯ ได้สร้างระบบป้องกันมากมาย โดยเฉพาะการสร้างระบบบัญชีรายชื่อแบบเปิด (Open List) เพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการจัดลำดับของผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ จากเดิมที่พรรคเป็นผู้จัดลำดับเพียงผู้เดียว”
“ดังนั้น เราจึงบังคับประชาชนชนว่า คุณต้องดูนะทีนี้ โอกาสที่จะไปเอานายทุนมาแอบมาเป็นนายกฯ โดยไม่ผ่านการเลือกตั้ง ผมว่าเลิกคิดได้ ไม่มีทาง ในสถานการณ์ปัจจุบันพรรคใดก็ตามที่เสนอนายทุนเข้ามา จะถูกตีทันที ขนาดยกร่างเรายังถูกตี แล้วถ้าเอามาจริงๆ ไม่ถูกตีหนักเข้าไปอีกหรือ เพราะฉะนั้นไม่มีทาง”
เหนืออื่นใด รองประธาน กมธ.ยกร่างฯ เชื่อว่า ด้วยวัฒนธรรมและประเพณีการเมืองการปกครองของประเทศไทย ถึงอย่างไรสภาผู้แทนราษฎรก็ต้องเลือก สส.ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี แม้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะไม่กำหนดว่านายกรัฐมนตรีจะต้องเป็น สส.ก็ตาม และที่สำคัญในสถานการณ์ปัจจุบันและในอนาคตคงไม่ง่ายที่จะนำบุคคลที่ไม่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาเป็นนายกฯ
“ไม่ได้หมายความว่า ถ้าเขียนไว้อย่างนี้แล้วจะเอาคนนอกมาเป็นนายกฯ เพราะแม้แต่ในสถานการณ์จำเป็นที่ต้องเอาคนนอกเข้ามา คนที่เข้ามาก็คงจะเป็นชั่วคราว โอกาสที่จะอยู่ในอำนาจยาวนาน ผมว่าดูจากสถานการณ์ปัจจุบันหรือในอนาคตมันคงเป็นไปได้ยาก”
“แม้จะมีการเปิดช่องให้นายกฯ มาจากคนนอก ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นไปในลักษณะดังกล่าวทุกกรณี เพราะประเทศไทยก็ยอมรับจนเป็นประเพณีแล้วว่า นายกฯ จะต้องเป็น สส.และเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองที่มีเสียงข้างมากในรัฐสภา ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการตั้งรัฐบาลผสม ผมว่าท่าน สส.เป็นคนมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ได้รับเลือกจากประชาชน โอกาสที่จะเฉไฉเลือกคนอื่นที่ไม่ใช่ สส.ผมว่าคงยาก”
ขณะเดียวกัน อีกเหตุผลหนึ่งที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ เปิดทางให้คนที่ไม่ได้เป็น สส.มาเป็นนายกฯ ได้ คือ การป้องกันไม่ให้เกิดการกล่าว อ้างเกี่ยวกับการเป็นนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 7 เหมือนในอดีตอีก
สุจิต ขยายความว่า ไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์เหมือนก่อนการรัฐประหารเมื่อปี 2549 ที่มีกลุ่มบุคคลบางกลุ่มพูดเรื่องนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 7 จนในที่สุดการเมืองก็เกิดความขัดแย้งและนำปไสู่การรัฐประหาร เช่นเดียวกับสถานการณ์ก่อนการรัฐประหารวันที่ 22 พ.ค. 2557 ก็มีการพูดถึงเรื่องดังกล่าวอีก ภายหลังอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ พ้นจากตำแหน่ง
“เวลานั้นมีแค่รัฐมนตรีทำหน้าที่แทนนายกฯ แต่ก็มีการบอกว่าต้องมีนายกฯ คนใหม่ หรืออื่นๆ สุดท้ายไม่รู้จะไปหาที่ไหน เพราะไม่มี สส. แม้ฝ่าย สว.ยินดีจะทำหน้าที่เป็น สส.ในการเลือกนายกฯ ถ้าตอนนั้นมีช่องว่างสักนิดหนึ่งเปิดให้ ก็อาจจะไม่มีการยึดอำนาจ”
นอกจากนี้ ในเรื่องอำนาจของนายกรัฐมนตรีแบบใหม่ จะไม่ได้มีมากเหมือนในอดีตอีก โดยเฉพาะการแต่งตั้งบุคคลจะมาเป็นรัฐมนตรีที่ต้องผ่านการให้ความเห็นของวุฒิสภา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแต่งตั้งบุคคลที่ไม่มีความเหมาะสมมาทำหน้าที่รัฐมนตรี
สุจิต ชี้แจงหลักการดังกล่าวว่า “ไม่ได้เป็นการให้ สว.เข้ามาแทรกแซงนายกรัฐมนตรี วุฒิสภามีเพียงแต่อำนาจในการทำข้อเสนอให้กับนายกรัฐมนตรีประกอบการพิจารณาว่าบุคคลคนใดที่มีความเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม ซึ่งหากนายกฯ ยืนยันว่าจะเลือกคณะรัฐมนตรีตามที่ได้พิจารณาก่อนหน้า ก็จะต้องชี้แจงต่อสาธารณชนถึงความเหมาะสม”
“ไม่ใช่คุณจะเอาใครก็ได้มาเป็นรัฐมนตรีอย่างที่เคยเป็นมา โดยเฉพาะคนที่เคยให้เงินเพื่อไปเป็นรัฐมนตรี แล้วเรียนรู้งานทีหลัง ซึ่งในหลายประเทศเขาไม่ทำกัน เขาก็จะเอาคนที่ทำงานเหล่านั้นมาก่อนพอสมควร ในลักษณะที่เป็น สส. กรรมาธิการ หรือเคยเป็นอะไรมาแล้วก่อนหน้า จึงค่อยๆ ไต่เต้ามาเป็นรัฐมนตรี ไม่ใช่มาจากไหนไม่รู้ หรือเพราะคุณให้เงินพรรค แล้วคุณเป็นรัฐมนตรี แล้วได้สายสะพายไป ซึ่งที่ผ่านมาไม่ถูกต้อง”
“ที่ผ่านมา ผมไม่อยากจะพูดว่าพรรคอาศัยเสียงข้างมาก เอาคนนั้นคนนี้เข้ามาเป็นรัฐมนตรี แล้วคนก็บ่นว่าคนนี้เป็นรัฐมนตรีไม่ได้ทำอะไรเลย ทำให้อดีตหัวหน้าพรรคที่อยู่ต่างประเทศเท่านั้น แต่ไม่ได้ทำอะไรในลักษณะที่เป็นความสามารถในเชิงการบริหารนโยบายกระทรวงเลย” สุจิต ปิดท้าย







