posttoday
ปักหมุดจริยธรรม ขับเคลื่อนปฏิรูปการเมือง

ปักหมุดจริยธรรม ขับเคลื่อนปฏิรูปการเมือง

22 มีนาคม 2558

ทุกอย่างไม่ได้ขึ้นกับรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญทำได้เพียงบางส่วนเท่านั้น แต่จะต้องแก้ด้วยวิธีการอื่นด้วย

โดย...เจษฎา จี้สละ / ธนพล บางยี่ขัน

ทันทีที่ชื่อของ สุจิต บุญบงการ ปรากฏออกมาเป็นหนึ่งในคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ต้องถือว่าได้รับความสนใจอยู่ไม่น้อยเพราะถือเป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเมือง ในฐานะมีประสบการณ์มากมายทั้งในฐานะสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เมื่อปี 2540 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ประธานสภาพัฒนาการเมือง

มาในครั้งนี้ อาจารย์สุจิตได้กลับมามีบทบาทเกี่ยวกับจัดทำรัฐธรรมนูญอีกครั้ง โดยได้รับตำแหน่งรองประธาน กมธ.ยกร่างฯ พร้อมกับทำหน้าที่เป็นผู้วางหลักการในเรื่องโครงสร้างขององค์กรทางการเมืองอย่างรัฐสภาและคณะรัฐมนตรีใหม่ทั้งหมด  ซึ่งโพสต์ทูเดย์ได้มีโอกาสสนทนากับนักวิชาการด้านการเมืองอาวุโสท่านนี้ถึงเรื่องดังกล่าว

ก่อนอื่น อาจารย์สุจิต ยอมรับตามตรงว่า “เป็นการร่างรัฐธรรมนูญที่ยากมาก เพราะว่าเมื่อก่อนมี ส.ส.ร. ให้มาตั้ง กมธ.ยกร่างฯ จากนั้นเมื่อทำยกร่างฯ เสร็จแล้ว ก็เสนอ ส.ส.ร. ซึ่งเป็นหน่วยงานเดียวกัน แต่เดี๋ยวนี้ สปช. (สภาปฏิรูปแห่งชาติ) กับ กมธ.ยกร่างฯ เป็นคนละหน่วย แม้ว่าจะมี กมธ.ยกร่างฯ มาจาก สปช. ถึง 20 คน แต่ก็มีที่ไม่ใช่ สปช. อีกจำนวนหนึ่ง ดังนั้น จึงไม่มีทางเดาการตัดสินใจของ สปช. ได้”

“อันนี้เหนื่อย เพราะมันไม่เคยมีมาก่อน คนร่างคนหนึ่ง พิจารณาให้ความเห็นชอบก็อีกคน เพราะฉะนั้นก็ไม่มีทางไปเดาใจว่า สปช.จะคิดอย่างไร จะให้ฉันเซย์เยสหรือโน คุณไม่ฟังฉันเลยก็ไม่ได้นะ เราก็บอกว่าต้องดูความเหมาะสม ความถูกต้อง อะไรแบบนี้มันก็เลยค่อนข้างจะแปลก”

สำหรับกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญในเวลานี้ถือว่าผ่านมาครึ่งทาง หลังจากคณะ กมธ.ยกร่างฯได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกเกือบเสร็จสมบูรณ์แล้ว และพร้อมให้ สปช.พิจารณาให้ความเห็นได้ในช่วงเดือน เม.ย. เช่นเดียวกับการให้คณะรัฐมนตรีและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ มีข้อเสนอแนะกลับมายังคณะ กมธ.ยกร่างฯ แต่ปรากฏว่าปัจจุบันการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญกลับเจอกระแสต่อต้านจากฝ่ายการเมืองค่อนข้างหนัก

ในเรื่องของกระแสต่อต้านที่เกิดขึ้น สุจิต คิดว่า “ก็ดีนะครับ เพราะออกมาอย่างหนึ่งอย่างใดแล้วมีเสียงต้านผมว่าดี กลุ่มไหนเห็นด้วย กลุ่มไหนไม่เห็นด้วย เราจะได้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ผมว่าอันนี้เป็นสิ่งที่ดีสำหรับ กมธ.ยกร่างฯ ที่จะทำให้ทุกอย่างตกผลึกร่วมกับทุกฝ่าย”

อย่างไรก็ตาม รองประธาน กมธ.ยกร่างฯ ยินดีจะนำข้อท้วงติงต่างๆ ที่เสนอเข้ามาทางคณะกมธ.ยกร่างฯ พร้อมน้อมรับและนำไปปรับปรุง เพียงแต่คงไม่สามารถไปเปลี่ยนหลักการใหญ่ในบางเรื่องได้ เช่น การเลือกตั้ง สส.ระบบสัดส่วนผสม หรือเอ็มเอ็มพี (MMP: Mixed-Member Proportional System)

อาจารย์ สุจิต ระบุว่า คงมีการเปลี่ยนแปลงบ้าง แต่หลักการอย่างเรื่องการเลือกตั้ง สส.คงไม่มีการเปลี่ยนแปลง เว้นแต่จะมีข้อเสนอที่ดีกว่ามาก เนื่องจากระบบเอ็มเอ็มพี น่าจะทำให้พรรคการเมืองมีระเบียบวินัยและความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น กมธ.ยกร่างฯ ได้สำรวจรูปแบบการเลือกตั้งอย่างหลากหลายรอบด้าน แต่พบว่าประเทศไทยยังคงรูปแบบการเลือกวนซ้ำในลักษณะเดิม ไม่มีอะไรใหม่ จึงต้องนำระบบใหม่เข้ามาแก้ปัญหาซึ่งน่าจะมีความเหมาะสมที่สุด

การเลือกตั้งระบบใหม่จะเป็นการส่งเสริมพรรคการเมืองขนาดเล็กใช่หรือไม่ ? อาจารย์สุจิต ยอมรับว่า ใช่ เพราะต้องการให้พรรคเล็กเข้ามาตามคะแนนเสียงที่ได้รับ เพราะในอดีตพรรคเล็กได้รับคะแนนเสียงแต่ไม่ได้ที่นั่งรัฐสภา เนื่องจากระบบที่ใช้อยู่เดิม คือ ระบบที่ผู้สมัครที่ได้รับคะแนนสูงสุดจะได้เป็น สส.ทันที ซึ่งมีต้นกำเนิดจากระบบเลือกตั้งของประเทศอังกฤษ แต่ในระบบเลือกตั้งแบบเอ็มเอ็มพีจะทำให้คะแนนเสียงที่พรรคการเมืองได้รับสอดคล้องกับที่นั่งในรัฐสภา

“กรณีสภาการเมืองของอังกฤษที่คะแนนเสียงที่พรรคได้ไม่สอดคล้องกับที่นั่งในสภา  เช่น พรรคริบเบอร์รอล (Liberal Party) กว่าจะแซงขึ้นมามีที่นั่งในสภาแทบตาย แต่ถ้าดูคะแนนที่คนเลือกพรรคนี้เยอะมาก แต่บังเอิญไม่ได้ที่หนึ่งเลยสักเขต ก็เลยไม่มีที่นั่งในสภา แบบนี้ก็เหมือนบ้านเรา เลือกตั้งแบบเขตเดียวคนเดียว พรรคเล็กจะไม่มีที่นั่งในสภาเลย เราจึงแก้ในระบบเลือกตั้งให้มีบัญชีรายชื่อ เพื่อจะให้พรรคเล็กเข้ามาได้”

เมื่อถามว่าจะมีความเป็นไปได้หรือไม่ที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ จะกำหนดให้ประเทศไทยกลับไปใช้ระบบเลือกตั้งแบบเดิมที่ไม่ใช่เอ็มเอ็มพี? อาจารย์สุจิต ตอบว่า “ถ้ากลับไปใช้ระบบเดิม คุณก็ต้องยอมรับนะ จะเอาไหมถ้ามันยังมีข้อบกพร่องอย่างนี้”

อีกคำถามหนึ่งที่อดถามไม่ได้ คือ การประเมินสถานการณ์ทางการเมืองในอนาคตหลังจากประกาศบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่าจะมีความขัดแย้งหรือไม่

ปักหมุดจริยธรรม ขับเคลื่อนปฏิรูปการเมือง

ในสายของรองประธาน กมธ.ยกร่างฯ มองว่า “ไม่อยากให้โทษทุกอย่างไปที่รัฐธรรมนูญ ชนวนความขัดแย้งมาจากปัจจัยหลายอย่าง คนชอบพูดว่ามันอยู่ที่การปรองดอง ซึ่งก็ต้องช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไร บางคนบอกจะต้องใส่ในรัฐธรรมนูญ ขณะที่บางคนบอกให้หลับหูหลับตา ข้างไหนผิดทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ อีกฝ่ายก็แย้งว่าปรองดองไม่ได้ คนผิดก็ต้องว่าไปตามผิด จะปรองดองกับคนผิดไม่ได้”

“มันอาจจะมีปัญหาหลังจากใช้รัฐธรรมนูญ แต่ไม่ได้เป็นปัญหาจากรัฐธรรมนูญ ปัญหาความขัดแย้งของคนไทยที่มันมีอยู่ มันได้แก้ไขที่รากเหง้าแล้วหรือไม่ ถ้าแก้ไขแล้วก็อาจจะเบาลง แต่ถ้ายังไม่ได้ขจัดปัดเป่าออกไป มันก็จะสร้างปัญหาอีกด้าน ทุกอย่างไม่ได้ขึ้นกับรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญทำได้เพียงบางส่วนเท่านั้น แต่จะต้องแก้ด้วยวิธีการอื่นด้วย” อาจารย์สุจิต กล่าว

ที่สุดแล้ว ตามความคิดของอาจารย์สุจิตนั้นคิดว่าการแก้ไขปัญหาการเมืองที่ดีที่สุด คือ การสร้างระบบคุณธรรมและจริยธรรมให้มีความเข้มแข็ง ซึ่งการจะทำให้ประสบความสำเร็จส่วนหนึ่งคงต้องใช้กลไกสำคัญอย่างการถอดถอนที่ผ่านกระบวนการของสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ

“กลไกนี้จะมีไว้เพื่อบังคับให้บุคคลในแวดวงการเมืองมีความประพฤติที่ดีขึ้น เนื่องจากในอดีตนักการเมืองอ้างว่าปฏิบัติตามกฎหมายแล้วจบ โดยอาศัยการตีความว่าตัวเองได้ดำเนินการตามกฎหมายแล้ว สุดท้ายกลายเป็นปมปัญหาที่ส่งต่อศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครองวินิจฉัยไม่รู้จบ จึงเห็นว่าต้องปฏิรูปเรื่องของคุณธรรมจริยธรรม ซึ่งเราก็ยอมรับว่ามันไม่ง่าย”

อาจารย์ สุจิต สรุปว่า เรื่องคุณธรรมและจริยธรรมเป็นสิ่งที่ประชาชนพูดกันมากตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุการณ์ วันที่ 22 พ.ค. 2557 โดยเฉพาะการจะทำอย่างไรให้นักการเมืองมีจริยธรรม เราอยากจะล้างแนวคิดที่ว่าการเมืองไม่มีเพื่อนแท้หรือศัตรูที่ถาวร เพราะนี่เป็นแนวคิดที่แสดงให้เห็นว่า ฉันไม่แคร์จริยธรรม ความถูกต้องความเหมาะสมซึ่งมันไม่ถูก

ถอดบทเรียน สว. มั่นใจไม่ซ้ำรอย

การปฏิรูป “วุฒิสภา” นับเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ ถูกโจมตีจากหลายฝ่ายเป็นอย่างมาก ว่าการให้สว.มาจากการเลือกตั้งทางอ้อม 5 ช่องทางโดยไม่ให้มีการเลือกตั้งสว.ทางตรง ประกอบกับการให้อำนาจ สว.มากขึ้นจากที่มีอยู่เดิมในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ซึ่งมองได้ว่า
เป็นการก้าวล่วงอำนาจฝ่ายบริหาร เป็นแนวทางที่มีความเหมาะสมและถูกต้องหรือไม่

อาจารย์สุจิต ระบุว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่จะต้องใช้เวลาพิจารณารายละเอียดในทางปฏิบัติ แต่จะให้กลับไปใช้ระบบเดิมที่มี สว.มาจากการเลือกตั้ง ส่วนตัวก็ยอมรับว่ายังสองจิตสองใจ เพราะในอดีตรัฐธรรมนูญพ.ศ. 2540 ก็เคยบัญญัติให้ สว.มาจากการเลือกตั้ง สุดท้ายก็ผิดหวัง เพราะถูกการเมืองครอบงำ

“สว.ชุดแรกทำตัวดี หรือจะเรียกว่าการเมืองยังไหวตัวไม่ทันก็ว่าได้ แต่ตอนหลังมันเริ่มมีการพูดกันในหมู่ สว.เองเลยว่าเขาเป็นคนเอาพรรคนั้นพรรคนี้ เขาอยากจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ เช่น การเลือกแต่งตั้งคนในองค์กรอิสระ ถ้านายกรัฐมนตรีในขณะนั้นไม่เซย์เยส สว. ก็ไม่มีทางเซย์เยสได้อะไรแบบนั้น เป็นที่รู้กันนะครับ”

ไม่ต่างอะไรกับ สว.ตามรัฐธรรมนูญพ.ศ. 2550 ที่ในทัศนะของรองประธานกมธ.ยกร่างฯ ก็คิดว่า แม้จะมีการแบ่ง สว.ออกเป็นจากการสรรหาและเลือกตั้ง เพื่อป้องกันการครอบงำจากการเมือง แต่ที่สุดแล้วก็ยังเกิดปัญหาอยู่ดี เพราะไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ จึงคิดว่าควรต้องปรับเปลี่ยนที่มาของ สว.ใหม่

“คณะ กมธ.ยกร่างฯ เกิดความคิดให้มี สว. จากการคัดเลือกของกลุ่มต่างๆซึ่งจะทำให้ได้ผู้ทรงคุณวุฒิในระดับแถวหน้าของแต่ละกลุ่มเข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้คงไม่มีใครเลือกคนไม่มีคุณภาพเข้ามาเพราะเป็นตำแหน่งที่มีอำนาจ แต่ กมธ.ยกร่างฯ ได้คำนึงถึงความหลากหลายของแต่ละกลุ่มด้วย จึงต้องจำแนก สว. ที่มาจากการเลือกตั้งทางอ้อมออกเป็นหลายกลุ่ม เพราะอยากให้กลุ่มคนสำคัญในสังคมได้มีตัวแทนที่แท้จริงเข้ามาในรัฐสภา เช่น เกษตรกรหรือคนในระดับล่าง เป็นต้น”

สัดส่วนของ สว.จากกลุ่มต่างๆ เปิดช่องให้อดีตข้าราชการเข้ามาสู่ตำแหน่งนี้มากเกินไปหรือไม่? อาจารย์สุจิตยอมรับว่า “ก็มีบ้าง แต่ว่าจะเยอะเกินไปหรือเปล่าก็อยากให้พวกคุณเสนอมาว่ามันเยอะเกินไปไหม ตัวเลขพวกนี้มันปรับได้ แต่ขอให้ช่วยเสนอเข้ามาหน่อย”

ส่วนเรื่องข้อกังขาเรื่องการวางบทบาทให้ สว.เข้ามาทำงานร่วมกับสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ เพื่อร่วมกันสกัดการใช้อำนาจของพรรคการเมืองในสภานั้น อาจารย์สุจิตตอบว่า คงไม่ถึงขนาดนั้น เพราะความตั้งใจของ กมธ.ยกร่างฯ ต้องการให้พรรคการเมืองสรรหาคนที่มีจริยธรรมจริง อย่าคิดว่าการเมืองมีข้อยกเว้นโดยเฉพาะเรื่องจริยธรรม

“จริงๆ คนที่มีคุณธรรมจริยธรรมในพรรคการเมืองมีอยู่เยอะ แต่ขาดโอกาสที่เขาจะโตเป็นใหญ่ มันอาจจะถูกสกัดกั้นโดยระบบเงิน ระบบนายทุน ระบบนักเลงในแต่ละพรรค เราไม่อยากให้คนเหล่านี้เป็นตัวอย่าง ว่าถ้าเล่นการเมืองแล้วต้องเป็นคนแบบนี้ แต่คนที่มีคุณธรรมเล่นการเมืองไม่ได้ เราอยากให้ทุกอย่างมันดีขึ้น”

ปักหมุดจริยธรรม ขับเคลื่อนปฏิรูปการเมือง

นายกฯ คนนอกเกิดยาก แต่ต้องเปิดทางไว้

หนึ่งในประเด็นของการเขียนรัฐธรรมนูญที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ ถูกเพ่งเล็งมากที่สุด คือ การเปิดทางให้นายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องเป็น สส.

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2535 ประเทศไทยเคยเกิดความรุนแรงทางการเมืองมาแล้ว ซึ่งมีสาเหตุมาจากการต่อต้านนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เพราะเป็นการสืบทอดอำนาจให้กับทหารหลังจากการรัฐประหารเมื่อปี 2534 จนในที่สุดรัฐธรรมนูญของไทยล่าสุดสองฉบับ ทั้งฉบับปี 2540 และ 2550 ต่างบัญญัติเป็นหลักการเดียวกันว่า นายกรัฐมนตรีต้องเป็น สส.และมาจากการเลือกของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อไม่ให้เกิดการสืบทอดอำนาจโดยไม่ผ่านกระบวนการที่ถูกต้องอีก

ดังนั้น เมื่อคณะ กมธ.ยกร่างฯ ในปัจจุบันได้เปิดช่องให้ สส.และคนนอกเป็นนายกฯ ได้ จึงทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์มากขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้เสียงท้วงติงจำนวนไม่น้อยจะเชื่อว่าทหารในปัจจุบันไม่น่าจะเข้ามาสืบทอดอำนาจเหมือนในอดีต เพราะเคยมีบทเรียนมาแล้ว แต่อาจเป็นช่องทางให้ “นายทุน” ที่ไม่รู้เป็นใครมาจากไหนเข้าสู่ตำแหน่งผู้นำประเทศได้ โดยไม่ผ่านการตรวจสอบของประชาชน

สุจิต มองว่า “คงไม่ง่ายขนาดนั้น เพราะเรามีมาตรการ คือต้องอ่านให้ครบทุกมาตรา ว่าคนที่จะเป็นนายกฯ ต้องมีอะไรบ้าง ดังนั้นมันจึงไม่ง่าย คณะ กมธ.ยกร่างฯ ได้สร้างระบบป้องกันมากมาย โดยเฉพาะการสร้างระบบบัญชีรายชื่อแบบเปิด (Open List) เพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการจัดลำดับของผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ จากเดิมที่พรรคเป็นผู้จัดลำดับเพียงผู้เดียว”

“ดังนั้น เราจึงบังคับประชาชนชนว่า คุณต้องดูนะทีนี้ โอกาสที่จะไปเอานายทุนมาแอบมาเป็นนายกฯ โดยไม่ผ่านการเลือกตั้ง ผมว่าเลิกคิดได้ ไม่มีทาง ในสถานการณ์ปัจจุบันพรรคใดก็ตามที่เสนอนายทุนเข้ามา จะถูกตีทันที ขนาดยกร่างเรายังถูกตี แล้วถ้าเอามาจริงๆ ไม่ถูกตีหนักเข้าไปอีกหรือ เพราะฉะนั้นไม่มีทาง”

เหนืออื่นใด รองประธาน กมธ.ยกร่างฯ เชื่อว่า ด้วยวัฒนธรรมและประเพณีการเมืองการปกครองของประเทศไทย ถึงอย่างไรสภาผู้แทนราษฎรก็ต้องเลือก สส.ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี แม้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะไม่กำหนดว่านายกรัฐมนตรีจะต้องเป็น สส.ก็ตาม และที่สำคัญในสถานการณ์ปัจจุบันและในอนาคตคงไม่ง่ายที่จะนำบุคคลที่ไม่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาเป็นนายกฯ

“ไม่ได้หมายความว่า ถ้าเขียนไว้อย่างนี้แล้วจะเอาคนนอกมาเป็นนายกฯ เพราะแม้แต่ในสถานการณ์จำเป็นที่ต้องเอาคนนอกเข้ามา คนที่เข้ามาก็คงจะเป็นชั่วคราว โอกาสที่จะอยู่ในอำนาจยาวนาน ผมว่าดูจากสถานการณ์ปัจจุบันหรือในอนาคตมันคงเป็นไปได้ยาก”

“แม้จะมีการเปิดช่องให้นายกฯ มาจากคนนอก ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นไปในลักษณะดังกล่าวทุกกรณี เพราะประเทศไทยก็ยอมรับจนเป็นประเพณีแล้วว่า นายกฯ จะต้องเป็น สส.และเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองที่มีเสียงข้างมากในรัฐสภา ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการตั้งรัฐบาลผสม ผมว่าท่าน สส.เป็นคนมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ได้รับเลือกจากประชาชน โอกาสที่จะเฉไฉเลือกคนอื่นที่ไม่ใช่ สส.ผมว่าคงยาก”

ขณะเดียวกัน อีกเหตุผลหนึ่งที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ เปิดทางให้คนที่ไม่ได้เป็น สส.มาเป็นนายกฯ ได้ คือ การป้องกันไม่ให้เกิดการกล่าว อ้างเกี่ยวกับการเป็นนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 7 เหมือนในอดีตอีก

สุจิต ขยายความว่า ไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์เหมือนก่อนการรัฐประหารเมื่อปี 2549 ที่มีกลุ่มบุคคลบางกลุ่มพูดเรื่องนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 7 จนในที่สุดการเมืองก็เกิดความขัดแย้งและนำปไสู่การรัฐประหาร เช่นเดียวกับสถานการณ์ก่อนการรัฐประหารวันที่ 22 พ.ค. 2557 ก็มีการพูดถึงเรื่องดังกล่าวอีก ภายหลังอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ พ้นจากตำแหน่ง

“เวลานั้นมีแค่รัฐมนตรีทำหน้าที่แทนนายกฯ แต่ก็มีการบอกว่าต้องมีนายกฯ คนใหม่ หรืออื่นๆ สุดท้ายไม่รู้จะไปหาที่ไหน เพราะไม่มี สส. แม้ฝ่าย สว.ยินดีจะทำหน้าที่เป็น สส.ในการเลือกนายกฯ ถ้าตอนนั้นมีช่องว่างสักนิดหนึ่งเปิดให้ ก็อาจจะไม่มีการยึดอำนาจ”

นอกจากนี้ ในเรื่องอำนาจของนายกรัฐมนตรีแบบใหม่ จะไม่ได้มีมากเหมือนในอดีตอีก โดยเฉพาะการแต่งตั้งบุคคลจะมาเป็นรัฐมนตรีที่ต้องผ่านการให้ความเห็นของวุฒิสภา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแต่งตั้งบุคคลที่ไม่มีความเหมาะสมมาทำหน้าที่รัฐมนตรี

สุจิต ชี้แจงหลักการดังกล่าวว่า “ไม่ได้เป็นการให้ สว.เข้ามาแทรกแซงนายกรัฐมนตรี วุฒิสภามีเพียงแต่อำนาจในการทำข้อเสนอให้กับนายกรัฐมนตรีประกอบการพิจารณาว่าบุคคลคนใดที่มีความเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม ซึ่งหากนายกฯ ยืนยันว่าจะเลือกคณะรัฐมนตรีตามที่ได้พิจารณาก่อนหน้า ก็จะต้องชี้แจงต่อสาธารณชนถึงความเหมาะสม”

“ไม่ใช่คุณจะเอาใครก็ได้มาเป็นรัฐมนตรีอย่างที่เคยเป็นมา โดยเฉพาะคนที่เคยให้เงินเพื่อไปเป็นรัฐมนตรี แล้วเรียนรู้งานทีหลัง ซึ่งในหลายประเทศเขาไม่ทำกัน เขาก็จะเอาคนที่ทำงานเหล่านั้นมาก่อนพอสมควร ในลักษณะที่เป็น สส. กรรมาธิการ หรือเคยเป็นอะไรมาแล้วก่อนหน้า จึงค่อยๆ ไต่เต้ามาเป็นรัฐมนตรี ไม่ใช่มาจากไหนไม่รู้ หรือเพราะคุณให้เงินพรรค แล้วคุณเป็นรัฐมนตรี แล้วได้สายสะพายไป ซึ่งที่ผ่านมาไม่ถูกต้อง”

“ที่ผ่านมา ผมไม่อยากจะพูดว่าพรรคอาศัยเสียงข้างมาก เอาคนนั้นคนนี้เข้ามาเป็นรัฐมนตรี แล้วคนก็บ่นว่าคนนี้เป็นรัฐมนตรีไม่ได้ทำอะไรเลย ทำให้อดีตหัวหน้าพรรคที่อยู่ต่างประเทศเท่านั้น แต่ไม่ได้ทำอะไรในลักษณะที่เป็นความสามารถในเชิงการบริหารนโยบายกระทรวงเลย”สุจิต ปิดท้าย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท