
"ชัยนาท"จัดงานโชว์เมล็ดข้าวพันธุ์ดี
ชัยนาท-จัดมหกรรมเมล็ดพันธุ์ข้าวดีที่1จากแหล่งผลิตที่ดีที่สุดของไทย
ชัยนาท-จัดมหกรรมเมล็ดพันธุ์ข้าวดีที่1จากแหล่งผลิตที่ดีที่สุดของไทย
เมื่อวันที่21มี.ค. นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ผวจ.ชัยนาท เป็นประธานเปิดงานมหกรรม"ย่านธุรกิจเมล็ดข้าวพันธุ์ดีที่1ของไทยครั้งที่4"ประจำปี2558 ซึ่งจัดโดยกระทรวงพาณิชย์ร่วมกับกลุ่มผู้ปลิตเมล็ตภัณฑ์ข้าวนางลือ-ท่าชัย ระหว่างวันที่21-22มีนาคม โดยมีหน่วยงานภาครัฐในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภาคเอกชนที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับการเกษตรเข้าร่วมออกบู๊ธภายในงานจำนวนกว่า 40บู๊ธจัดแสดงโดยมีเกษตรกรในพื้นที่ จ.ชัยนาทและใกล้เคียงเข้าร่วมงานกว่า1,000คน
น.ส.จันทร์เพ็ญ สอนสมสุข พาณิชย์จังหวัดชัยนาทเปิดเผยว่าชุมชนตำบลนางลือ-ท่าชัย อ.เมืองชัยนาทมีพื้นที่กว่าร้อยละ90เป็นพื้นที่นาข้าว ประชาชนจึงประกอบอาชีพทำนาเป็นหลัก ซึ่ง ต.นางลือ-ท่าชัยยังเป็นแหล่งผลิตเมล็ดภัณฑ์ข้าวที่มีชื่อเสียงในระดับประเทศโดยเฉพาะในเรื่องของความมีคุณภาพของเมล็ดพันธุ์ ซึ่งเป็นองค์ความรู้แลพภูมิปัญญาพื้นถิ่นที่สืบทอดกันมาหลายรุ่นมาจนถึงปัจจุบัน การทำนาเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของ ต.นางลือ-ท่าชัยมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นเป็นอัตลักษณ์ในการการทำการเกษตรแบบผสมผสาน ระหว่างการอนุรักษ์การทำนาแบบดั้งเดิมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ จนเกิดนวัตกรรมในด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวจนได้คุณภาพมาตรฐานของกรมการข้าว และมีผลงานได้รับรางวัลชนะเลิศด้านการผลิต การบริหารจัดการ และการขยายแปลงพันธุ์ในระดับประเทศ และได้รับการคัดเลือกให้เป็น1ใน10เมืองต้นแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศไทยประจำปี2555ด้วย โดยการจัดงานมหกรรม"ย่านธุรกิจเมล็ดข้าวพันธุ์ดีที่1ของไทยครั้งที่4"ประจำปี2558 มุ่งเน้นเพื่อการให้ความรู้แก่เกษตรกรทั่วไปในการทำการเกษตรแบบผสมผสานเพื่อลดต้นทุนการผลิต และการทำเกษตรแบบปราณีตเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้ได้มาตรฐานเพื่อเพิ่มมูลค่าของผลผลิต เพื่อนำมาซึ่งการยกมตรฐานคุณภาพชีวิตของชาวนาให้ดีขึ้นด้วย
นางอนุภา ปัญญาดิลก ประธานกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธ์ข้าว ต.นางลือ-ท่าชัย กล่าวว่าในโลกปัจจุบันตลาดการค้าข้าวสากลมุ่งเน้นความต้องการสินค้าปลอดสารเคมีมากขึ้น จึงอยากฝากถึงพี่น้องเกษตรกรไทยที่ยังทำการเกษตรแบบพึ่งพาสารเคมีเป็นหลัก อยากให้ทุกคนเข้ามาเรียนรู้การทำการเกษตรแบบผสมผสาน ซึ่งสามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้กว่าร้อยละ50 อีกทั้งยังสามารถเพิ่มมูลค่าของผลิตผลได้ด้วย เพราะสินค้าเกษตรปลอดสารเคมีในตลาดโลกมีราคาที่สูงกว่าสินค้าเกษตรที่ใช้สารเคมีหลายเท่าตัว และยังมีความต้องการของตลาดอย่างไม่จำกัดอีกด้วย







