
เหตุผลที่ไทยต้องชะลอชุดกฎหมายเศรษฐกิจดิจิทัลไว้ก่อน
โดย...ทศพล ทรรศนกุลพันธ์
โดย...ทศพล ทรรศนกุลพันธ์
ทีมรัฐมนตรีเศรษฐกิจจะใช้ เศรษฐกิจดิจิทัล เป็นตัวขับเคลื่อนประเทศ ว่าระแบบนี้เคยเกิดขึ้นกับยุโรปที่เห็นสัญญาณการล่มของเศรษฐกิจมาตั้งแต่สองทศวรรษก่อนใน Banglemann Report on Digital Economy ซึ่งล้าสมัยไปเยอะแล้ว และนักยุทธศาสตร์รุ่นหลังก็ได้ก้าวข้ามวิธีคิดของเขาไปแล้ว
โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ เอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน แฉหลักฐานว่ารัฐบาลสหรัฐดักข้อมูลคนทั่วโลกทางอินเทอร์เน็ต และดักดูดสัญญาณในสายเคเบิลใต้น้ำของบรรษัทชั้นนำ เช่น Google MSN Facebook ฯลฯ ทำให้ยอดการใช้งานบริการของบริษัทเหล่านั้นตกลง จนบริษัทต้องรวมตัวกันออกแถลงการณ์เรียกร้องให้สหรัฐยุติโครงการเหล่านั้น เช่นเดียวกับรัฐบาลต่างๆ ที่ผู้นำและประชาชนถูกลักดักข้อมูล เช่น EU ก็กดดันสหรัฐอย่างหนัก
แก่นกลางของการส่งเสริมเศรษฐกิจที่ทุกฝ่ายเห็นร่วมกัน คือ การสร้างความ“ไว้วางใจ” (Trust) ให้เกิดในใจผู้บริโภคเพราะหาไม่แล้วประชาชนที่หวาดกลัวการถูกสอดส่องก็จะลดกิจกรรมบนอินเทอร์เน็ตลง
จากข่าวท่านสิทธิชัย โภไคยอุดม บอกว่า พ.ร.บ.ความมั่นคงไซเบอร์ฯ ได้มาตรฐานกฎหมาย Homeland Security Act ของ US นั้น ท่านไม่ทราบจริงๆ หรือว่า ปีก่อนศาลยุติธรรมสหภาพยุโรปตัดสินให้ Directive on Data Retention (ว่าด้วยการเก็บกักข้อมูลไว้) ที่หน่วยงานด้านความมั่นคงของ EU ร่วมมือกับทางการ US ใช้เก็บข้อมูลประชาชนด้วยเหตุผลความมั่นคง นั้น “สิ้นสภาพทางกฎหมาย” ไปแล้วตั้งแต่เดือน เม.ย.
ทำให้ EU ต้องร่างกฎหมายเรื่องนี้ขึ้นมาใหม่ และทำความตกลงกับสหรัฐในเรื่องการเก็บกักข้อมูลด้วยเหตุผลทางความมั่นคงใหม่ที่ชื่อว่า Umbrella Agreement ซึ่งสหรัฐก็ต้องปรับตาม เพราะมาตรฐานของ Homeland Security ต่ำกว่ามากนั่นเอง
พูดให้เข้าใจง่ายๆ เนื้อหาของ Homeland Security ไม่ได้มาตรฐานสากล หากเราไปลอกกฎหมายเขา ก็ต้องตามมาแก้กฎหมายอีก เพราะเดี๋ยวเขาต้องมีมาตรฐานใหม่ตามที่ EU ร่างขึ้นและ US รับลูกต่อมาอีกที
การอ้างว่ากฎหมายไทยได้มาตรฐาน Homeland Security Act. จึงล้าสมัย! และทำลายความมั่นใจของผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ยิ่งหากจะผลักดันให้ผู้ประกอบธุรกิจดิจิทัลของไทยโกอินเตอร์ หรือดึงดูดบรรษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทยจะยิ่งมีปัญหาเนื่องจากการมีกฎหมายภายในไม่ได้มาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล จะถูกกีดกันทางการค้าตามข้อตกลง GATS ข้อ 14(c) (III) ว่าด้วยข้อยกเว้นให้ปิดกั้นการข้ามแดนได้ เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคล
จากข้อตกลงของ GATS และการคำนึงถึงความเชื่อมั่นของประชาชนนี่เองที่ทำให้ล่าสุด US จะขยายความคุ้มครองสิทธิไปถึงพลเมือง EU ให้ประชาชนยุโรปฟ้องคดีต่อผู้ละเมิดการคุ้มครองข้อมูลในศาลสหรัฐได้ตามคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของสหรัฐ US Privacy Act.
การขยายความคุ้มครองสิทธินี้ก็เป็นไปตามการเจรจาความตกลงระหว่าง EU-US ชุด Umbrella Agreement ที่ว่าไป เช่นเดียวกับ โอบามา ที่ออกประกาศ “ปฏิรูประบบข่าวกรองด้านดักสัญญาณ” ไปหลังเจอพายุ Snowden Revelations เพื่อสร้างความมั่นใจให้พลเมืองอเมริกันและพลเมืองเน็ตทั่วโลก ไม่งั้น Google Yahoo MSN หรือFacebook คงกระอัก
ย้อนมาดูไทย เราจะย้อนยุคไปหลังเหตุการณ์ 9/11 ใหม่ๆ เลยหรือ ถ้าไม่รีบปรับ บรรษัท IT และธุรกิจธนาคาร ประกันภัยโรงพยาบาล นี่ล่ะครับ ที่จะบี้รัฐบาลอย่างหนัก
รายงานของคณะอนุกรรมาธิการศึกษาความมั่นคงสังคมออนไลน์ ภายใต้คณะกรรมาธิการทหาร วุฒิสภา ว่าไว้ตั้งแต่ปี 2555 ให้ผู้ประกอบการและสื่อเป็นห่วงหลายจุด เช่น ทัศนคติของรัฐที่ว่า “ผู้ให้บริการ (ISP) กระทําเพื่อประโยชน์ในการให้บริการและคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของลูกค้ามากเกินไป กระทั่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงอย่างร้ายแรง” รวมไปถึงการโจมตีนโยบายการให้ประชาชนเข้าถึง Free Wi-Fi แบบกลัวไว้ก่อน ทั้งที่นโยบายแบบนี้จะเพิ่มปริมาณผู้ใช้อินเทอร์เน็ต (ความเร็วขั้นต่ำ - แต่ช้า)
ซึ่งสวนทางกับรัฐมนตรีปรีดิยาธร ที่จะขับเคลื่อนเอสเอ็มอีด้วยเศรษฐกิจดิจิทัล โดยจะต้องทำให้ระบบอินเทอร์เน็ตเข้าถึงคนไทยให้ได้มากที่สุดในต้นทุนที่ต่ำ มีราคาที่ประชาชนเข้าถึงได้
การลงทะเบียนหลายต่อ จับตามองคนทุกฝีก้าว ด้วยมาตรการความมั่นคงแบบรัฐราชการ ซึ่งค่อนข้างสวนทางกับการส่งเสริม Digital Economy ที่ต้องส่งเสริมให้คนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ง่าย และรู้สึกปลอดภัยไม่มีใครคอยจับจ้องตลอดเวลา แต่ถ้าท่านจะให้ประชาชนใช้อินเทอร์เน็ตผ่านระบบบรอดแบนด์ ก็น่าห่วงว่าจะแถมเทคโนโลยีสอดส่องมากับอุปกรณ์อะไรแบบที่สหรัฐกล่าวหาจีน และสุดท้ายมาความแตกว่าสหรัฐก็ทำเช่นกัน
ถ้าอินเทอร์เน็ตส่งเสริมการขยายตัวของเศรษฐกิจ Informal Sector ประเภทการจับจ่ายที่หมิ่นเหม่ศีลธรรม หรือสินค้า/บริการ ที่ผู้ใหญ่เห็นว่าไร้สาระ การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล อาจทำกิจกรรมเหล่านั้นเฟื่องฟู แต่ในความเป็นจริงมีธุรกรรมอีกมากมายที่หันไปใช้ช่องทางอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะ SME และมีแนวโน้มจะมากขึ้นเรื่อยๆ
การออกกฎหมายแบบเหวี่ยงแห คลุมเครือ ตีขลุมไว้ก่อนว่า คนใช้อินเทอร์เน็ต อาจเป็น “อาชญากร” หรือ “ผู้ก่อการร้าย” โดยไม่ระบุให้ชัดเจนว่า กิจกรรมอะไรที่ต้องสอดส่อง จึงเป็นการเอา “ความกลัว” เดินนำหน้าความ “กล้า” ที่จะนำพาเศรษฐกิจหลุดพ้นจากสภาวะเดิมๆ ที่พิสูจน์ตัวเองอยู่นานปีว่ามีแต่“ย่ำอยู่กับที่”
การส่งเสริมเศรษฐกิจแบบตลาด จึงต้องกีดกันฝ่ายความมั่นคงมิให้แทรกแซงเรื่องเศรษฐกิจ ถ้าคิดจะทำให้อินเทอร์เน็ตไทยเป็นระบบปิดแบบจีน (The Great China Firewall) ก็ไม่คุ้ม เพราะตลาดภายในไทยเล็กเกินไป เทียบตลาดภายในจีนไม่ได้
ไทยจึงควรรอดูท่าทีของโลกผ่านการตกลงของสหภาพยุโรป สหรัฐ ในกลางปีนี้จะได้ไม่ต้องแก้อีก







