
แก้กฎหมายไร้ผล ถ้าปราบโกงภาษีอืด
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
การปฏิรูปภาษีถือเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล เพราะถือเป็นจุดอ่อนทางเศรษฐกิจ ที่นับวันการเก็บภาษียิ่งขยายตัวได้น้อยได้ช้ากว่ารายจ่ายมาก ทำให้ประเทศไทยมีรายได้ไม่พอกับรายจ่าย ต้องทำงบประมาณแบบขาดดุลมาเป็นเวลายาวนาน และพอกหนี้สินของประเทศให้เพิ่มสูงขึ้น
สำหรับการปฏิรูปภาษีมี 2 ส่วนที่สำคัญ ส่วนแรกคือการแก้ไขกฎหมายภาษีให้มีประสิทธิภาพ การเพิ่มอัตราภาษี และการเก็บภาษีใหม่ๆ เพื่อทำให้การเก็บภาษีของประเทศเพิ่มขึ้น
ส่วนที่สองคือ การอุดช่องโหว่ไม่ให้ภาษีรั่วไหลจากการทุจริตของเจ้าหน้าที่และผู้เสียภาษี ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้การเก็บภาษีของประเทศมีปัญหาไม่ได้ตามเป้า
ในส่วนแรกรัฐบาลได้มีการดำเนินการมาเป็นระยะ ไม่ว่าจะเป็นการเข็นกฎหมายเก็บภาษีผู้รับมรดก การเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง การปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม นอกจากนี้ยังมีการแก้ไขกฎหมายกรมสรรพสามิตเพื่อฐานการเก็บภาษีจากราคาขายปลีกมาเป็นราคาหน้าโรงงาน และการแก้ไขกฎหมายกรมศุลกากร ซึ่งล้วนแล้วแต่จะเพิ่มประสิทธิภาพให้การเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น
แต่ในส่วนของการอุดช่องโหว่การรั่วไหลของภาษีนั้น กลับมีการดำเนินการอย่างล่าช้า ทั้งที่รัฐบาลบริหารประเทศมากว่า 6 เดือนแล้ว
ล่าสุด คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติอนุมัติให้มีการแก้ไขประมวลรัษฎากรในมาตรา 90/4 (6) ของกรมสรรพากร ที่เดิมบัญญัติให้มีบทลงโทษสำหรับผู้ประกอบการจดทะเบียนโดยเจตนาหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม กระทำการใดๆ โดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรืออุบาย หรือโดยวิธีการอื่นใดทำนองเดียวกัน
แต่คำว่า “เจตนาหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม” เป็นถ้อยคำที่อาจให้ความหมายได้อย่างกว้างขวาง และไม่ครอบคลุมถึงความผิดสำหรับการทุจริตในการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่เป็นเท็จ
กฎหมายที่แก้ไขจึงให้เพิ่มบทกำหนดโทษเกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่ครอบคลุมถึงการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม อันเป็นเท็จด้วย จากเดิมที่ลงโทษสำหรับ ผู้ประกอบการจดทะเบียนโดยเจตนาหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม กระทำการใดๆ โดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรืออุบาย ถือเป็นความผิดทางอาญา มีบทลงโทษตั้งแต่จำคุก 3 เดือน-7 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000-2 แสนบาท
การแก้กฎหมายของกรมสรรพากรกระชับอำนาจครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากที่ผ่านมามีการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเท็จจำนวนมาก ขณะที่การดำเนินการเอาผิดได้ยาก เพราะกฎหมายไม่มีความชัดเจน ผู้กระทำผิดใช้ช่องว่างของกฎหมายว่า การเสียภาษีไม่ครบ หรือการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม เพราะไม่รู้กฎหมาย ทำให้กรมสรรพากรเอาผิดได้ยาก
อย่างไรก็ตาม ปีที่ผ่านมามีกรณีอื้อฉาวการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อการส่งออก เป็นเท็จ ทำให้ประเทศเสียหายถึง 4,000 ล้านบาท จากการตรวจสอบพบว่าผู้เกี่ยวข้อง มีทั้งผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ของกรมสรรพากร ร่วมมือทำการทุจริตครั้งนี้ โดยกระทรวงการคลังได้ตั้งกรรมการสอบเอาผิดวินัยร้ายแรงผู้บริหารกรมสรรพากร 4 ราย และส่งเรื่องให้กรรมการสอบวินัยร้ายแรงเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรอีก 14 ราย รวมทั้งแจ้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการเอาผิดอีกทางหนึ่งด้วย
เหตุการณ์ดังกล่าวพบว่า กฎหมายของกรมสรรพากรมีช่องโหว่ในการดำเนินการเอาผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้องอยู่มาก อันดับแรก การติดตามเงินที่ประเทศเสียหายไป ทางกรมสรรพากรไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะตามกฎหมายของกรมสรรพากรถือว่าเป็นเพียงการเสียภาษีไม่ครบถ้วน ไม่ถือเป็นการฉ้อโกง ดังนั้นต้องดำเนินการทางคดีให้สิ้นสุดเสียก่อน จึงจะเรียกคืนภาษีที่เสียหายไปได้
กรมสรรพากรรู้ดีว่านี่เป็นจุดอ่อนของกฎหมายที่ทำให้ต้องรอจนดำเนินคดีเสร็จ จึงจะติดตามเงินคืนมาได้ ดังนั้นจึงแก้กฎหมายให้การทุจริตภาษีมูลค่าเพิ่ม ถือเป็นการฉ้อโกงทางภาษีทันที เพื่อให้กรมสรรพากรสามารถเข้าไปมีอำนาจยึดอายัดทรัพย์ของนิติบุคคล หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องได้ทันท่วงที
นอกจากนี้ กรมสรรพากรยังแก้กฎหมายในกรณีดังกล่าว เพื่อให้มีอำนาจในการส่งเจ้าหน้าที่ของกรมสรรพากรเข้าไปร่วมเป็นพนักงานสอบสวนร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อประสานงานการดำเนินการเอาผิดได้รวดเร็ว จะได้หยุดยั้งความเสียหายให้กับประเทศไม่ให้มากเหมือนกรณีที่เกิดขึ้น
การแก้กฎหมายของกรมสรรพากร เพื่อให้การดำเนินการเอาผิดกับผู้ฉ้อโกงภาษีมูลค่าเพิ่มของประเทศ ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะทำให้การทำงานของกรมสรรพากรมีความกระชับรวดเร็วมากขึ้น ลดความเสียหายลง รวมถึงสามารถตามความเสียหายกลับคืนมาได้มากขึ้นกว่าในอดีต
อย่างไรก็ตาม การแก้ไขกฎหมาย ดังกล่าวยังเป็นการแก้ที่ปลายเหตุเท่านั้น เพราะต้นเหตุที่แท้จริงของการทุจริตภาษีอยู่ที่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ เป็นที่รู้กันดีว่าการทุจริตภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเรื่องซับซ้อน ต้องเป็นคนในกรมที่มีความรู้เป็นอย่างดีเท่านั้นจึงจะทำได้ ลำพังคนทั่วไปที่ไม่มีความรู้เรื่องภาษีไม่มีทางทำได้
กรณีของการทุจริตขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มส่งออกเป็นเท็จ ทำให้ประเทศเสียหาย 4,000 ล้านบาท แสดงให้เห็นได้เป็นอย่างดีว่า ปัญหาของการทุจริตอยู่ที่เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานราชการเอง เพราะจากการสอบสวนพบว่ามีผู้บริหารและผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นเจ้าหน้าที่ของกรมสรรพากรมากถึง 18 คน และมีการดำเนินการที่ไม่ถูกต้องมาเป็นเวลายาวนานถึง 2-3 ปี กว่าที่จะมีการจับได้ แต่ก็เพราะมีเจ้าหน้าที่ในกรมสรรพากรร้องเรียนขึ้นมาให้กระทรวงการคลังดำเนินการตรวจสอบ
ดังนั้น การปฏิรูปภาษีในมุมของการ อุดช่องโหว่ ไม่ให้มีการหลีกเลี่ยงหรือหนีภาษีได้อย่างจริงจัง จึงต้องเริ่มที่การยกเครื่องไม่ให้ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของกรมจัดเก็บภาษีสามารถร่วมในกระบวนการทำผิด
ขณะเดียวกัน เมื่อตรวจสอบพบว่า มีผู้บริหารและเจ้าหน้าที่มีส่วนร่วมในการ กระทำผิดแล้ว แต่ละหน่วยงานก็ต้องเร่งดำเนินการเอาผิดให้ถึงที่สุด เพื่อให้เป็นตัวอย่างว่า ใครทำผิดจะต้องได้รับการลงโทษอย่างเฉียบขาด
แต่ที่ผ่านมาปรากฏว่าการเอาผิด ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุจริตภาษี มีการดำเนินการที่ล่าช้า ไม่ว่า จะเป็นกรณีของการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่เป็นเท็จของกรมสรรพากร หรือว่ากรณีของการเสียภาษีรถยนต์หรูที่นำเข้าอย่าง ผิดกฎหมายของกรมศุลกากร ที่มีการ ดำเนินการมานานร่วมปี แต่ยังไม่สามารถเอาผิดกับใครได้ จนถูกมองว่ากรมจัดเก็บภาษีกำลังเป็นมวยล้มต้มคนดู
หากเป็นเช่นนี้ ต่อให้แก้กฎหมาย ปราบโกง ปิดช่องโหว่ดีอย่างไรก็ไร้ประโยชน์ เพราะไม่สามารถเอาผิดผู้เกี่ยวข้องได้อย่างรวดเร็ว และยิ่งตอกย้ำว่าความพยายามปฏิรูปภาษีของรัฐบาลส่อเค้าว่าล้มเหลว







