
ภาษีสรรพากรต่ำเป้า2หมื่นล้าน
ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงแรงเกินกว่าที่คาดการณ์ ส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลอย่างชัดเจน
ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงแรงเกินกว่าที่คาดการณ์ ส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลอย่างชัดเจน โดยเฉพาะภาษีเกี่ยวกับการจับจ่ายซื้อสินค้ารายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การเก็บภาษีของรัฐบาลในเดือน ก.พ. ซึ่งเป็นเดือนที่ 5 ของปีงบประมาณ 2558 ยังคงต่ำกว่าเป้าหมายจำนวนมาก โดยเฉพาะกรมสรรพากรเก็บภาษีต่ำกว่าเป้าถึง 2 หมื่นล้านบาท หรือ 14.7% เนื่องจากการเก็บต่ำกว่าเป้าทุกตัว ทั้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต่ำกว่าเป้า 3,000 ล้านบาท หรือ 11% ภาษีเงินได้นิติบุคคลต่ำกว่าเป้า 2,800 ล้านบาท หรือ 12% ภาษีมูลค่าเพิ่มต่ำกว่าเป้า 9,300 ล้านบาท หรือ 15%
นอกจากนี้ ภาษีเงินได้ปิโตรเลียมต่ำกว่าเป้า 3,300 ล้านบาท หรือ 33% ภาษีธุรกิจเฉพาะต่ำกว่าเป้า 750 ล้านบาท หรือ 17% และอากรแสตมป์ต่ำกว่าเป้า 27 ล้านบาท หรือ 3% ซึ่งการเก็บภาษีของกรมสรรพากรต่ำกว่าเป้าจำนวนมากแสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัว การบริโภคการลงทุนยังชะลอตัว
สำหรับกรมสรรพสามิตการจัดเก็บภาษีสูงกว่าเป้า 3,700 ล้านบาท 10% เนื่องจากการปรับเพิ่มภาษีน้ำมันดีเซลในช่วงที่ผ่านมา ทำให้การเก็บภาษีเกินเป้า 5,000 ล้านบาท หรือ 91% แต่การเก็บภาษีรถยนต์ยังต่ำกว่าเป้า 2,900 ล้านบาท หรือ 33% ภาษีเครื่องดื่มต่ำกว่าเป้า และภาษีเครื่องใช้ไฟฟ้ายังต่ำกว่าเป้าเล็กน้อยตามการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ
ด้านกรมศุลกากรก็เก็บภาษีต่ำกว่า 500 ล้านบาท หรือ 5% เนื่องจากการนำเข้าชะลอตัวมาก และการลดภาษีนำเข้าเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา
"ในรอบ 5 เดือน ภาพรวมยังเก็บภาษีต่ำกว่าเป้า 3.3 หมื่นล้านบาท โดยกรมสรรพากรต่ำมากที่สุดกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท กรมสรรพสามิตต่ำกว่าเป้า 5,000 ล้านบาท และกรมศุลกากรต่ำกว่าเป้า 2,500 ล้านบาท"
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังประเมินว่าการเก็บภาษีในปีงบประมาณ 2558 จะต่ำกว่าเป้าไม่น้อยกว่า 1 แสนล้านบาท เนื่องจากกรมสรรพากรจะเก็บภาษีต่ำกว่าประมาณ 1.6 แสนล้านบาท แต่จะมีภาษีจากกรมสรรพสามิตเข้ามาชดเชยและคลังเร่งให้ทุกกรมเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บภาษี แต่มีปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก ทำให้การเก็บภาษีของรัฐบาลยังมีปัญหา
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวภายหลังร่วมประชุมกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปเศรษฐกิจการเงินและการคลัง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ว่า ได้แสดงความเห็นต่อการปฏิรูปเศรษฐกิจ 2 ด้าน คือ ด้านการปรับปรุงปัญหาเศรษฐกิจในเชิงโครงสร้าง ต้องส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การหลีกเลี่ยงการใช้นโยบายประชานิยมอย่างไม่รับผิดชอบ การหาแนวทางป้องกันปัญหาการคอร์รัปชั่นและปัญหาความเหลื่อมล้ำ เป็นต้น
นอกจากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้สั่งให้มีการเพิ่มงานประชาสัมพันธ์ถึงผลงานของรัฐบาลมากขึ้น วันที่ 19 มี.ค. 2558 ทีมโฆษกของ 4 กระทรวงด้านเศรษฐกิจได้ร่วมกันแถลงข่าวความคืบหน้าด้านเศรษฐกิจเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะรองโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เศรษฐกิจปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นแต่การฟื้นตัวที่เกิดขึ้นยังคงเปราะบาง โดยมาตรการการคลังโดยเฉพาะการใช้จ่ายภาครัฐจะเป็นเครื่องจักรสำคัญในการกระตุ้นและพยุงเศรษฐกิจในช่วงนี้ คาดเม็ดเงินภาครัฐที่จะมีการลงไปสู่ระบบเศรษฐกิจในปีงบประมาณ 2558 คิดเป็นวงเงินประมาณ 3.47 ล้านล้านบาท นับตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2557–13 มี.ค. 2558 มีเม็ดเงินภาครัฐลงสู่ระบบเศรษฐกิจแล้วทั้งสิ้นกว่า 1.54 ล้านล้านบาท คิดเป็น 44.3% ของวงเงินภาครัฐทั้งหมด
ในระยะต่อไปรัฐบาลจะมีการดำเนินการกู้เงินเพิ่มเติมอีก 8 หมื่นล้านบาท เพื่อดำเนินงานในโครงการบริหารจัดการน้ำและแผนพัฒนาระบบขนส่งทางถนนระยะเร่งด่วน โดยผูกพันงบปี 2558 ประมาณ 5.6 หมื่นล้านบาท คาดว่าเงินจะลงสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 2–3 ของปีนี้ ยังไม่รวมกับการผูกพันงบประมาณก่อสร้างโครงการอื่นๆ ที่
"เม็ดเงิน 1.54 ล้านล้านบาท จะเริ่มส่งผลดีต่อเศรษฐกิจตั้งแต่ไตรมาสแรก ช่วยให้จีดีพีสูงกว่า 3% และจะขยายตัวต่อเนื่องในไตรมาส 2-3 สศค.ประมาณการว่าเศรษฐกิจปีนี้จะขยายตัวได้ 3.9% ส่วนจะมากกว่านี้หรือไม่อยู่ที่ปัจจัยการส่งออก สศค. ประมาณการส่งออกที่ 1.9%"
นายสมชาย หาญหิรัญ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ในช่วง 2เดือนแรกของปี 2558 มีโรงงานที่ขอประกอบกิจการใหม่และขยายโรงงานรวม 988 โรงงาน คิดเป็นเงินลงทุน 72,163 ล้านบาท และการจ้างงาน 3 หมื่นคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนกว่า 5.8% นอกจากนั้นอุตสาหกรรมรถยนต์ยังมีการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์เพิ่มขึ้นโดยในเดือน ม.ค. ยอดส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์อยู่ที่ 1,300 ล้านเหรียญสหรัฐ
นางดวงกมล เจียมบุตร ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ตัวเลขการส่งออกในเดือน ก.พ. จะออกมาใกล้เคียงกับตัวเลขการส่งออกในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ที่หดตัว 3.46% คาดสินค้าเกษตรและสินค้าโภคภัณฑ์จะลดลงต่อเนื่อง เช่น ยางพาราราคาปรับตัวลดลง 40% น้ำมันพืชราคาลดลง 28% เคมีภัณฑ์ราคาปรับตัวลดลง 21% เป็นต้น







