
อีกด้านหนึ่งของการคงอัตราดอกเบี้ยต่ำ
....สันติ ชัยศรีสวัสดิ์สุข
การกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นลงของธนาคารกลางเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ใช้ในการดำเนินนโยบายทางการเงินของประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญประการหนึ่งคือ การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศและเพื่อให้การดำเนินนโยบายการเงินมีประสิทธิภาพ แนวทางในการดำเนินนโยบายของธนาคารกลางส่วนใหญ่ รวมทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จึงใช้การกำหนดอัตราดอกเบี้ยโดยอาศัยเป้าหมายเงินเฟ้อ (Inflation Targeting) ซึ่งแนวทางการดำเนินนโยบายการเงินดังกล่าวก็ดูเหมือนจะประสบความสำเร็จดีในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ
อย่างไรก็ตาม ในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา สภาวะเศรษฐกิจของประเทศและของโลกดูเหมือนจะไม่อยู่ในสภาพปกตินัก เนื่องจากปัญหาที่เกิดขึ้นในภาคการเงิน และนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจที่มีผลกระทบรุนแรงและขยายวงไปอย่างกว้างขวาง แม้ในปัจจุบันก็ยังไม่แน่ใจว่าผลกระทบนั้นได้สิ้นสุดลงหรือยัง หรือยังเป็นปัญหาที่ถูกปิดทับไว้ชั่วคราว รอวันที่จะประทุขึ้นมาใหม่ หรือจะยังมีผลสืบเนื่องต่อไปอีกในรูปแบบอื่นๆ เช่น การเกิดปัญหาหนี้สาธารณะในหลายประเทศไม่เพียงแต่ในยุโรป การที่หลายประเทศมีแนวโน้มที่จะต้องขาดดุลงบประมาณต่อเนื่องไปอีกเป็นระยะเวลาหนึ่ง ฯลฯ
ผลจากวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทำให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกต้องดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำ โดยหวังว่าจะเป็นการลดต้นทุนทางการเงินให้กับภาคธุรกิจและส่งเสริมการลงทุน ในขณะเดียวกันก็คาดหวังว่าอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำจะทำให้เกิดการบริโภคเพิ่มมากขึ้น ผมเองไม่แน่ใจว่าความคาดหวังเหล่านี้จะมีโอกาสเป็นจริงได้มากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะยาว ดังนั้นการคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำเป็นระยะเวลานานเกินไปนอกจากจะไม่ก่อให้เกิดผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว ยังอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจอื่นที่จะเป็นปัญหาในระยะยาวต่อไปด้วย
การคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำในสภาวะปกติย่อมมีผลลดต้นทุนทางการเงินของธุรกิจ และมีผลส่งเสริมให้เกิดการขยายตัวของการลงทุน แต่ในสภาวะที่เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจของประเทศเต็มไปด้วยความเสี่ยงนานัปการ ปัจจัยสำคัญหลักในการตัดสินใจลงทุนคงไม่น่าจะเป็นเรื่องต้นทุนจากอัตราดอกเบี้ย โดยเฉพาะอย่างยิ่งอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำมากอย่างในปัจจุบัน เช่นเดียวกัน ความคาดหวังจากการที่อัตราดอกเบี้ยต่ำแล้วจะกระตุ้นให้เกิดการบริโภคเพิ่มขึ้นก็คงจะเป็นไปได้ยาก ในสถานการณ์ที่ประเทศต้องเผชิญกับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจอย่างมากมาย ประชาชนขาดความมั่นใจในการจับจ่ายใช้สอย อีกทั้งขาดความมั่นใจในการรักษาระดับรายได้ทั้งในปัจจุบันและอนาคต ทำให้การใช้จ่ายเพื่อการบริโภคต้องเป็นไปอย่างระมัดระวัง และต้องหันไปให้ความสำคัญกับการออมมากขึ้น ด้วยเหตุผลที่กล่าวถึงนี้ ก็คงจะไม่น่าแปลกใจนักที่เราจะเห็นสภาพคล่องส่วนเกินในระบบเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน ซ้ำร้ายสภาพคล่องส่วนเกินนั้นโดยส่วนใหญ่อาจจะไม่ได้อยู่ในมือประชาชนทั่วไปเสียแล้ว
ถ้าลองหันไปมองอีกด้านหนึ่งของการคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าอัตราดอกเบี้ยนั้นอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าระดับที่เหมาะสม หรือในทางเศรษฐศาสตร์จะเรียกว่าอยู่ในระดับดุลยภาพ ก็มีเหตุให้ต้องพิจารณาถึงความอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นจากการคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำเป็นเวลานานอยู่สัก 23 ประการ
ประการแรก ในฐานะที่เป็นประชาชนในกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลาง (ซึ่งเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ของประเทศ) ที่พอจะมีเงินออมอยู่บ้าง รายได้จากการออมถือได้ว่าเป็นส่วนสำคัญต่อการสร้างเสถียรภาพความมั่นคงของรายได้ และมีผลต่อการตัดสินใจบริโภคอยู่ไม่น้อย อัตราดอกเบี้ยต่ำย่อมทำให้รายได้จากการออมส่วนนี้ลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรายได้จากการออมน้อยกว่าการขยับเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อ ซ้ำร้ายอัตราเงินเฟ้อที่ใช้ในการอ้างอิงอยู่ในปัจจุบันดูเหมือนจะเป็นอัตราเงินเฟ้อที่สะท้อน
“มาตรฐานการครองชีพขั้นต่ำ” มากกว่าสะท้อน “มาตรฐานการครองชีพโดยเฉลี่ย” ของประเทศ ก็ยิ่งเป็นการบั่นทอนกำลังซื้อของคนกลุ่มนี้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวประการที่สอง สืบเนื่องจากประการแรก เมื่อผลตอบแทนจากการออมต่ำลง ก็ทำให้เกิดข้อกังวลต่อมาอีกว่า แล้วการออมระยะยาวที่เตรียมไว้สำหรับการใช้จ่ายในยามชราของคนในสังคมจะได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงใด ถ้าได้รับผลกระทบมาก แนวโน้มในอนาคตก็คงพอจะคาดเดาได้ว่ารัฐต้องมีภาระในส่วนของสวัสดิการสังคมเพิ่มมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (นอกจากจะปล่อยให้คนเหล่านั้นไปเผชิญชะตากรรมกันเอง) ก็เป็นเรื่องที่ต้องติดตามต่อไป
ประการที่สาม ต้นทุนทางการเงินที่ต่ำอาจก่อให้เกิดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมอย่างน้อย 2 อย่าง คือ หนึ่ง พฤติกรรมการบริโภคเกินความจำเป็น หรือเกินตัว หรือเกินความพอดี หรือฟุ่มเฟือย ตามแต่จะเรียกกัน ซึ่งก็คงจะไม่เป็นปัญหามากถ้าเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นเพียงชั่วครั้งชั่วคราว แต่มันจะกลายเป็นปัญหาหนี้สินประชาชนต่อไปได้ถ้าเกิดเปลี่ยนเป็นพฤติกรรมถาวร เข้าลักษณะก่อหนี้เพื่อการบริโภค ซึ่งเราก็คงจะเห็นตัวอย่างของความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ดีอยู่แล้วจากวิกฤตเศรษฐกิจในสหรัฐและยุโรป และสอง การเพิ่มขึ้นของพฤติกรรมการเก็งกำไร หรือการยอมรับความเสี่ยงที่สูงขึ้นจะโดยสมัครใจหรือจำยอมก็ตาม เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น อย่างน้อยสามารถชดเชยการเพิ่มขึ้นของค่าครองชีพได้ คนที่ไม่เคยสนใจลงทุนในหุ้นเพราะคิดว่ามีความเสี่ยงสูงก็อาจจะต้องหันไปสนใจลงทุนในหุ้นบ้างเพื่อให้มีโอกาสได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น เปลี่ยนจากการซื้อกองทุนที่ลงทุนในพันธบัตรไปเป็นกองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ ตราสารทุนเพิ่มมากขึ้น หรือแม้กระทั่งการหันไปออมโดยการซื้อทองคำ พฤติกรรมเหล่านี้ล้วนแต่เป็นการเพิ่มภาระ หรือการแบกรับความเสี่ยงมากขึ้นในทุกๆ ส่วนของระบบเศรษฐกิจ
การปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นบ้างเพื่อให้ใกล้เคียงกับระดับดุลยภาพโดยเร็วที่สุดจึงน่าจะได้รับการพิจารณาบ้างเช่นกัน บางทีการที่อัตราดอกเบี้ยขยับสูงขึ้นอาจมีผลกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากกว่าการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำก็เป็นได้ ถ้าหน่วยเศรษฐกิจต่างๆ ของประเทศมีเงินออมอยู่บ้างไม่มากก็น้อย ดังนั้นแนวโน้มการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยสัก 0.51.0% ภายในปีนี้จึงอยู่ในวิสัยที่จะเป็นไปได้ และการดำเนินนโยบายอัตราดอกเบี้ยนี้ยังอาจส่งผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืนอีกด้วย







