
อนุฯจัดทำรธน.ชุด8ไม่หนุนให้มีซูเปอร์บอร์ดกสทช.
อนุกรรมาธิการพิจารรากรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญคณะที่8 ไม่สนับสนุนให้มีซูเปอร์บอร์ดกสทช. ชี้มีความบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่หลายด้าน
อนุกรรมาธิการพิจารรากรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญคณะที่8 ไม่สนับสนุนให้มีซูเปอร์บอร์ดกสทช. ชี้มีความบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่หลายด้าน
เมื่อวันที่ 19 มี.ค. การประชุมของคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณากรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญ คณะที่ 8 ว่าด้วยองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ, องค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญและองค์กรตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ ที่มีนายไพบูลย์ นิติตะวัน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นประธานอนุกมธ.ฯ ได้เชิญตัวแทนของคณะกรรมการกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ร่วมประชุมเพื่อชี้แจงสาระสำคัญในร่างรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของกสทช. และสอบถามถึงการยกร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่อยู่ระหว่างการดำเนินงานของกสทช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ร่าง พ.ร.บ.เศรษฐกิจดิจิตอลเพื่อความมั่นคงทางไซเบอร์ จำนวน 10 ฉบับ
นายไพบูลย์ ชี้แจงว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะมีรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของ กสทช. จำนวน 7 ประเด็น ได้แก่ 1.ว่าด้วยความเป็นองค์กรของรัฐที่มีความเป็นอิสระเพียงองค์กรเดียว โดยไม่แยกการปฏิบัติหน้าที่เหมือนปัจจุบันที่มีคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) และ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) , 2.การปฏิบัติหน้าที่ของกสทช. ต้องคำนึงถึงบุคคลด้อยโอกาสในด้านการศึกษา วัฒนธรรม และประโยชน์สาธารณะ, 3. การปฏิบัติหน้าที่ต้องจัดให้ประชาชนและชุมชนท้องถิ่นสามารถเข้าถึงและมีส่วนร่วมในการดำเนินการสื่อมวลชนสาธารณะ, 4.การใช้จ่ายเงินแผ่นดิน ซึ่งงบประมาณที่กสทช.ได้รับจากการประมูลคลื่นความถี่นั้นถือเป็นเงินนอกงบประมาณที่ต้องคำนึงถึงการรักษาวินัยการเงินการคลัง ประสิทธิภาพ ความคุ้มค่าและความจำเป็นด้วย
5.การปรับปรุงกฎหมายที่กำหนดเรื่องการออกใบอนุญาตที่เป็นการผูกขาด ให้สัมปทาน หรือให้สิทธิในการประกอบกิจกรใด โดยใช้วิธีประมูลเป็นหลักต้องเน้นการเปิดเผย ซึ่งกำหนดไว้ในหมวดการปฏิรูป, 6.จัดให้มีกลไกการจัดสรรและแบ่งปันทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อให้โอกาสประชาชนเข้าถึงและใช้ประโยชน์ร่วมกัน รวมทั้งต้องส่งเสริมให้มีสื่อทางเลือก สื่อชุมชน สื่อสันติภาพ และ 7.การกำกับให้เจ้าของกิจการสื่อมวลชนทำหน้าที่ของตนเองโดยไม่มีลักษณะที่เกิดการครอบงำ ผูกขาดการนำเสนอข้อมูล หรือขัดขวางการรับรู้ของประชาชน
ขณะที่ นายพากเพียร สุนทรสิต ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านกฎหมาย สำนักงานกสทช. ฐานะผู้แทนเลขาธิการ กสทช. ให้ความเห็นว่าในภาพรวมของบทบัญญัติและเจตนารมณ์ของร่างรัฐธรรมนูญนั้นตรงกับบทบาทและหน้าที่ของกสทช. ที่จะถูกกำหนดบทบาทในร่างกฎหมายที่อยู่ระหว่างการยกร่าง อาทิ กฎหมายดิจิทัล 10 ฉบับ และมีบางประเด็นของการกำกับดูแลเนื้อหาที่อยู่บนกิจการสารสนเทศ หรืออินเตอร์เน็ต ที่เป็นอำนาจนอกเหนือการกำกับของกสทช. เพราะเป็นบทบาทของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอซีที) ที่กำกับดูแล เช่น ประเด็นที่กระทบต่อความมั่นคง หรือ มีเนื้อหาลักษณะหมิ่น ซึ่งที่ผ่านมาการกำหนดบทบาทดังกล่าวมีความไม่ชัดเจนทำให้หน่วยงานที่มีหน้าที่ไม่สามารถใช้อำนาจได้ 100%
ทั้งนี้ เพราะกังวลว่าจะถูกฟ้องกลับได้ ส่วนบทบาทของกสทช. ขณะที่ประเด็นการตรวจสอบการฝ่าฝืนกฎหมายมั่นคง หรือ การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่ผ่านทางโทรทัศน์ ในข้อเท็จจริงกสทช. ไม่มีอำนาจวินิจฉัยว่าผิดหรือไม่ เพราะกสทช.มีหน้าที่เพียงออกใบอนุญาตเท่านั้น แต่หากจะให้อำนาจตรวจสอบเนื้อหาบนเว็ปไซด์กับกสทช. กังวลว่าจะทำให้เป็นเหตุผลที่ต้องขยายองค์กรกสทช. เพราะงานที่เพิ่มขึ้น
ด้านนางรมิดา จรินทิพย์พิทักษ์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานส่งเสริมการแข่งขันและกำกับดูแลตนเอง กล่าวว่า การกำกับกิจการสื่อมวลชนให้ทำหน้าที่โดยไม่มีการครอบงำ หรือผูกขาด ซึ่งประเด็นดังกล่าวในปัจจุบันกสทช. ได้ดำเนินการและจากกรณีที่มีการซื้อขายหุ้นของเจ้าของบริษัทสื่อฯ รายหนึ่งไปซื้อหุ้นบริษัทสื่อฯ อีกรายนั้น ลักษณะดังกล่าวถือเป็นการดำเนินการที่ไม่ถูกต้อง และทางฝ่ายกฎหมายได้ตีความไว้แล้วว่า ในกรณีที่ก่อนการประมูลมีข้อห้ามให้บริษัทสื่อฯใดมีความสัมพันธ์หรือเกี่ยวพันกัน เพื่อลดการผูกขาดสื่อฯ โดยเจ้าของกิจการเพียงรายเดียว ต้องนำมาบังคับใช้เมื่อมีการประมูลและให้ใบอนุญาตประกอบกิจการนั้นด้วย
อย่างไรก็ดี ในที่ประชุมได้มีการซักถามถึงประเด็นรายงานของกสทช. ที่ได้ประเมินผลงาน ซึ่งพบว่าในส่วนของกรรมการบริหารกสทช. หรือซูเปอร์บอร์ด กสทช. นั้นมีข้อเสนอให้ยุบ โดยนายพากเพียร ชี้แจงว่า กสทช. ไม่ได้เสนอให้ยุบหรือยกเลิกซุูเปอร์บอร์ด แต่ได้ทำรายงานไปตามความเห็นของสำนักงานตรวจงบประมาณแผ่นดิน (สตง.) ที่ระบุว่าหากมีการแก้ไขกฎหมายใด ขอให้พิจารณาการมีอยู่ขององค์กรที่มีหน้าที่กำกับดูแลกสทช.ด้วย
ทั้งนี้ ต้องพิจารณาจากความคุ้มค่าและประสิทธิภาพ ทำให้ที่ประชุมได้ลงความเห็นว่าในส่วนของซูเปอร์บอร์ดกสทช.นั้น มีความบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่หลายด้าน และพบว่าไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบกสทช.ได้ นอกจากนั้นที่ประชุมยังได้พิจารณาด้วยว่าในส่วนของกสทช. ควรเพิ่มบทว่าด้วยการให้มีการประเมินผลงานของกสทช. ไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วย







