posttoday
'บริก' ไปไม่รอด หมดแรงเข็นศก.โลก

'บริก' ไปไม่รอด หมดแรงเข็นศก.โลก

19 มีนาคม 2558

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

จิม โอนีล นักเศรษฐศาสตร์นามอุโฆษ อดีตประธานฝ่ายการจัดการฝ่ายสินทรัพย์ของโกลแมน แซคส์ เคยทำนายไว้ว่า กลุ่มประเทศบริก (บราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน) จะเป็นกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ที่ก้าวขึ้นมามีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกแทนที่กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ จี7

และหลังจากการล่มสลายของระบบการเงินในประเทศ ที่มีระบบการเงินซับซ้อนและแข็งแกร่งที่สุดอย่างสหรัฐเมื่อ 6 ปีที่แล้ว คำทำนายของโอนีลก็ขยับใกล้เคียงความจริงมากขึ้น

เพราะพิษจากวิกฤตการเงินปี 2009 ทำให้บรรยากาศทางเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนไป เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศจี7 สูญเสียแรงขับเคลื่อน เม็ดเงินลงทุนจำนวนมากไหลเข้าสู่กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ทำให้ประเทศกลุ่มบริกมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ทะยานอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

อย่างไรก็ตาม หลังจากผ่านมาได้ 6 ปี ปรากฏว่า สหรัฐกำลังมีเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัว หลายประเทศเริ่มได้รับอานิสงส์ในภาคการส่งออกไปตลาดเมืองลุงแซมที่กำลังเติบโต และญี่ปุ่นก็กำลังมีบรรยากาศทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น หลังจากรัฐบาลญี่ปุ่นตัดสินใจออกมาตรการกระตุ้นขนานใหญ่ เพื่อฉุดเศรษฐกิจญี่ปุ่นให้รอดพ้นจากความบอบช้ำของการขึ้นภาษีการค้า (เซลส์ แท็กซ์)

ขณะที่เศรษฐกิจของกลุ่มบริกกลับอยู่ในภาวะชะลอตัวกันและผันผวนกันถ้วนหน้า จนดูเหมือนว่าแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจโลกกำลังกลับไปอยู่ในมือของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอีกครั้ง

เริ่มที่ บราซิล สมาชิกกลุ่มบริกที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในละตินอเมริกา เคยมีอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ที่น่าประทับใจที่ 7.5% ในปี 2010 ที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี หลังจากผ่านมาได้ 4 ปี จีดีพีบราซิลกลับขยายตัวอยู่ที่ 0.1% เท่านั้นในปีที่ผ่านมา

ส่วนอัตราเงินเฟ้อปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 5.9% เป็น 6.4% ในช่วงเวลาเดียวกัน

พูดอีกนัยหนึ่งคือ นอกจากเศรษฐกิจบราซิลจะไม่ดีแล้ว เงินในมือประชาชนยังมีมูลค่าน้อยลงถึง 1.4% อีกด้วย ซึ่งแน่นอนว่าสร้างความลำบากให้กับการใช้ชีวิตไม่น้อย

จนในที่สุดปัญหาเศรษฐกิจจุดชนวนปัญหาการเมืองขึ้นมา ทำให้เกิดการประท้วงบราซิลเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมีชาวบราซิลหลายแสนคนออกมาแสดงพลังกันบนท้องถนนใน 150 เมืองทั่วประเทศ เพื่อเรียกร้องให้ประธานาธิบดี ดิลมา รูสเซฟฟ์ ลาออกจากตำแหน่ง เพื่อรับผิดชอบกับความผิดพลาดในการบริหารเศรษฐกิจของประเทศ

แม้หลายฝ่ายจะวิจารณ์ว่าเป็นโชคไม่ดีของรูสเซฟฟ์ที่เข้ามาบริหารบราซิลในช่วงที่ใกล้หมดยุครุ่งเรืองของสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักของบราซิล แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นเดียวกันว่าบราซิลมีปัญหาการทุจริตที่เรื้อรัง แม้แต่ประธานาธิบดีรูสเซฟฟ์มีส่วนรู้เห็นกับการทุจริตในปิโตรบราส รัฐวิสาหกิจด้านพลังงานรายใหญ่ที่สุดของประเทศ

กรณีสภาพเศรษฐกิจบราซิลที่เติบโตเพียง 0.1% นับว่าน่ากลัวไม่น้อยไปกว่ารัสเซีย ชาติกลุ่มบริกส์ที่เศรษฐกิจชะลอตัวลงมาจนอยู่ที่ 0.70% เท่านั้นเมื่อปี 2014

ปีที่ผ่านมานับเป็นปีที่บอบช้ำสำหรับรัสเซียเป็นอย่างยิ่ง เพราะรัสเซียต้องเผชิญกับภาวะน้ำมันอันเป็นสินค้าส่งออกหลัก มีราคาปรับตัวลดลงถึง 50% จากเมื่อกลางปีที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน ยังเผชิญกับปัญหาการคว่ำบาตรจากกลุ่มโลกตะวันตก เพื่อกดดันให้รัสเซียเลิกแทรกแซงกิจการภายในของยูเครน

ทั้งสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ย่ำแย่และการคว่ำบาตรจากกลุ่มโลกตะวันตก ทำให้หนึ่งในข่าวใหญ่ที่สุดของปีที่ผ่านมา คือข่าวสกุลเงินรูเบิ้ลของรัสเซียอ่อนค่าลงอย่างรุนแรงในช่วงปลายปีที่ผ่านมาถึง 50% เมื่อเทียบกับช่วงต้นปี เนื่องจากการไหลออกของทุน แม้ธนาคารกลางรัสเซียจะออกมาตรการขั้นเด็ดขาดด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยรวดเร็วจาก 10.5% เป็น 17% ก็ไม่สามารถป้องกันภาวะดังกล่าวไว้ได้

พูดอีกนัยหนึ่งคือ จากสถานการณ์ที่ทั้งโลกฝากความหวังว่ารัสเซียจะก้าวขึ้นมามีบทบาทนำในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก ทว่าปีที่ผ่านมาดูเหมือนว่า รัสเซียกลับกลายเป็นตัวปัญหาที่บั่นทอนเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์ที่สกุลเงินรูเบิ้ลอ่อนค่าลงกลายเป็นการจุดชนวนให้เกิดความกังวลว่า ภาคเอกชนรัสเซียชำระหนี้ที่อยู่ในรูปแบบสกุลเงินต่างประเทศได้ยากขึ้น จนกลายเป็นจุดศูนย์กลางการปะทุของวิกฤตการเงินโลกอีกครั้ง

ข้ามมาทางฝั่งเอเชีย ซึ่งเป็นผู้ได้รับประโยน์เต็มๆ จากภาวะราคาน้ำมันราคาถูก โดย อินเดีย มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่น่าประทับใจที่ 7.5% และกำลังเป็นที่จับตาว่าอาจจะมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจรวดเร็วแซงหน้าจีนเร็วๆ นี้ หลังจากนายกรัฐมนตรีคนใหม่ นเรนทรา โมดี เดินหน้านโยบายสนับสนุนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจอย่างเต็มที่

ถึงกระนั้นการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเศรษฐกิจอินเดีย ยังคงเป็นที่น่ากังขาเพราะก่อนหน้านั้น อินเดียมีการเปลี่ยนวิธีการคำนวณจีดีพีใหม่ โดยลดสัดส่วนการคำนวณจีดีพีจากภาคบริการและมาเพิ่มสัดส่วนการคำนวณจีดีพีจากภาคอุตสาหกรรมแทน

นอกจากนั้น จากการคาดการณ์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เมื่อปีที่ผ่านมา พบว่าจีดีพีอินเดียจะเติบโตอยู่ที่ราว 5.6% เท่านั้น การขยายตัวของจีดีพีอินเดียในปัจจุบันจึงก้าวกระโดดจนไม่น่าเป็นไปได้

ในทำนองเดียวกัน ปฏิเสธไม่ได้ว่าโครงสร้างทางเศรษฐกิจภายในของอินเดียยังเปราะบางมากทั้งโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศ ที่ยังไม่พร้อมรองรับการลงทุนจากต่างชาติ ทั้งด้านการคมนาคม ความเสถียรของไฟฟ้าและระบบน้ำปะปา รวมถึงระบบความเชื่อเรื่องวรรณะที่กีดกันการเข้าถึงทรัพยากรของคนบางกลุ่ม นับเป็นอุปสรรคสำคัญการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ 

กรณีดังกล่าวทำให้แม้ปัจจุบันเศรษฐกิจอินเดียจะเติบโตอย่างรวดเร็ว ทว่าหากเทียบกับจีดีพีต่อหัวแล้ว เฉลี่ยอยู่ที่ 1,165 เหรียญสหรัฐ/คน เท่านั้น

ความหวังสุดท้ายของกลุ่มบริกจึงเหลืออยู่ที่จีนเท่านั้น แต่กระนั้นแม้ที่ผ่านมาจีนจะสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการก้าวขึ้นเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชีย แทนที่ญี่ปุ่นและเคยมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงถึง 10.4% เมื่อปี 2010 และเป็นหุ้นส่วนทางการค้ารายใหญ่กับหลายประเทศบนโลก

ทว่าในปัจจุบัน ปัญหาด้านหนี้สินของภาคเอกชนและรัฐบาลท้องถิ่นที่ซุกอยู่ใต้พรมมานาน ได้กดดันให้รัฐบาลจีนจำเป็นต้องบังคับทิศทางของเศรษฐกิจให้ลดความร้อนแรงลง โดยปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจจีนโตเพียง 7.4% เท่านั้น และกำหนดเป้าจีดีพีปีนี้ที่ 7.0% นับอัตราการเจริญเติบโตที่ต่ำที่สุดอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในรอบหลายสิบปี

นอกจากนั้น จีนยังเผชิญปัญหาด้านการกระจายรายได้เช่นเดียวกับอินเดีย โดยจีนมีจีดีพีต่อหัวเพียง 3,583 เหรีญสหรัฐ/คนเท่านั้น ขณะที่สหรัฐมีจีดีพีต่อหัวอยู่ที่ 45,863 เหรียญสหรัฐ/คน

ฉะนั้น กลุ่มประเทศบริกจึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการพัฒนาอย่างชัดเจนแต่ไม่ยั่งยืน ส่วนใหญ่ยังคงต้องพึ่งพาเงินลงทุนจากต่างชาติและอ่อนไหวมากต่อสภาพเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะด้านอัตราแลกเปลี่ยนและความผันผวนสินค้าโภคภัณฑ์ นับเป็นความอ่อนแอที่ซุกอยู่ใต้พรมมานาน ก่อนจะปะทุขึ้นพร้อมกันอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

คำทำนายของ จิม โอนีล ที่ว่า กลุ่มบริกจะก้าวขึ้นมาเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกแทนที่กลุ่มจี 7 จึงยังคงเป็นแค่ความฝันเท่านั้น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท