posttoday
เหตุผล

เหตุผล

19 มีนาคม 2558

โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์

โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์

เวลานี้มีหนังโฆษณาเรื่องหนึ่งที่กำลังฮิตเพราะโดนใจผู้ชมอย่างมาก  เป็นหนังโฆษณาที่กำลังถูกกล่าวขวัญถึงในสังคมเมือง ไม่เฉพาะใน กทม.เท่านั้นแต่ในเมืองใหญ่อื่นๆ   ด้วย ที่คนไทยได้ดูกันทั่วประเทศ เริ่มเรื่องจากภาพในโรงภาพยนตร์แห่งหนึ่งที่ก่อนเริ่มฉายหนัง คนดูจะลุกขึ้นยืนเมื่อเพลงสรรเสริญพระบารมีดังขึ้น  บางคนก็ยืนอย่างเต็มใจ  บางคนก็ยืนแบบเสียไม่ได้  ยืนด้วยเล่นไลน์ไปด้วย บางคนยืนเพราะต้องทำตามคนอื่น แต่อาจมีคำถามในใจว่าทำไมต้องลุกขึ้นยืนด้วย พอนั่งลงก็มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งก้าวออกมายืนบนเวที  ขอเวลาพูดสั้นๆ กับคนดู ตรงนี้แหละคือไฮไลต์ของเรื่อง

เขาพูดว่าครั้งหนึ่งเขาก็เคยสงสัยเหมือนกับคนดูหลายคนว่า  ทำไมต้องมีเพลงสรรเสริญพระบารมีก่อนฉายหนังและทำไมคนถึงต้องลุกขึ้นยืน  เมื่อสงสัยเขาก็ไปค้นหาคำตอบ  ในที่สุดเขาก็ได้ ”คำตอบ” ว่า  การที่เขาลุกขึ้นยืนเพื่อเคารพคนคนหนึ่งซึ่งไม่เคยนั่งเลย  แต่ต้องเดินๆ ๆๆ ตลอดชีวิตเพื่อทำงานให้กับประชาชน  แล้วตัวเขาจะลุกขึ้นยืนเพื่อคนคนนี้ ที่เราเรียกว่า “ในหลวง” ที่ทรงงานตลอด 64 ปีเพื่อคนไทยไม่ได้หรือ  หนังเรื่องนี้จึงใช้ชื่อว่า “เหตุผล” หรือ The Reason

บอกก็ได้ว่าหนังโฆษณาชิ้นนี้เป็นของบริษัทประกันประชีวิตแห่งหนึ่ง ซึ่งผลิตหนังโฆษณาดีๆ มาหลายเรื่อง ปีนี้ทีมงานอยากได้หนังเกี่ยวกับในหลวงสักเรื่องที่ “คนรุ่นเก่าดูแล้วต้องร้องไห้  คนรุ่นใหม่ดูแล้วรักในหลวง”  มีเป้าหมายอยู่ที่ “คนรุ่นใหม่” ที่ไม่ค่อยรู้เรื่องในหลวง  แต่ทำอย่างไรให้ดูแล้วเกิด “ความรู้สึก” รักในหลวง  เกิดแรงบันดาลใจจากในหลวงและให้ “คนสองวัยพูดเรื่องเดียวกัน คือ ดูแล้วรักในหลวงมากขึ้น”

ครีเอทีฟต้องศึกษาพฤติกรรมของเป้าหมายแต่ละวัย  โดยเฉพาะพวกวัยรุ่นหรือเจเนอเรชั่นวายที่ไม่ค่อยชอบอ่านหนังสือแต่ชอบดูรูปมากกว่า  หากถูกใจก็จะแชร์ส่งต่อกัน  พวกนี้ชีวิตอยู่ในโลกออนไลน์  “ทำอย่างไรจะหาจุดให้วัยรุ่นและในหลวงเชื่อมต่อกันได้”  บริษัทได้ปล่อยหนังชุดนี้เมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2558  ปรากฏว่าพอถึงวันวาเลนไทน์ 14 ก.พ. วัยรุ่นบอกรักในหลวงกันมากมาย

เมื่อหนังโฆษณาชิ้นนี้ฮิตมากในหมู่วัยรุ่น  เกิดสิ่งท้าทายใหม่ที่ทีมงานต้องคิดต่อไปว่าต้องไม่หยุดแต่เพียงแค่นี้  ใม่ใช่จบแค่วัยรุ่นดูแล้วรู้สึกรักในหลวงมากขึ้น    แต่ดูแล้ววัยรุ่นจะทำอะไรต่อไป  ทำอย่างไรจะทำให้คนไทยและวัยรุ่นแทนที่จะถามว่า  ในหลวงทำอะไรให้เราบ้าง  ต้องตั้งคำถามใหม่ว่า  “คุณทำอะไรให้ในหลวงบ้าง” (ทั้งที่พระองค์ท่านไม่ต้องการสิ่งตอบแทนใดๆ)

สถาบันกษัตริย์ซึ่งมีความสำคัญยิ่งต่อความมั่นคงของชาติ  เป็นอีกช่วงเวลาหนึ่งที่สถาบันถูกท้าทายอย่างรุนแรง   ทำไมหลายประเทศในยุโรปเคยมีสถาบันพระมหากษัตริย์มาก่อน   แต่ปัจจุบันยกเลิกไป  เช่น  รัสเซีย  ฝรั่งเศส  เยอรมนี  ในขณะที่อีกหลายประเทศในยุโรปยังมีสถาบันพระมหากษัตริย์  เช่น  อังกฤษ  นอร์เวย์  สวีเดน  เดนมาร์ก   เป็นสิ่งที่น่าศึกษาว่าทำไมหลายประเทศยกเลิกสถาบันกษัตริย์  แต่อีกหลายประเทศยังคงไว้ซึ่งสถาบันกษัตริย์   ทำไมประชาชนของบางประเทศที่ไม่มีสถาบันกษัตริย์ แต่คิดอยากจะให้ฟื้นฟูระบบกษัตริย์ในประเทศของตนขึ้นมาอีกทั้งที่รู้ว่าเป็นไปได้ยาก

ทำไมสถาบันกษัตริย์ของไทยจึงมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก  องค์การสหประชาชาติก็ยังเชิดชูพระมหากษัตริย์ไทยและยกย่องให้เป็นแบบอย่างของกษัตริย์แห่งโลก  ที่ทรงงานเพื่อพสกนิกรอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยสถาบันกษัตริย์ของไทยทำให้ระบอบกษัตริย์ในประเทศอื่นได้รับการเชิดชูเพิ่มขึ้น  ประชาชนในหลายประเทศอยากมีพระมหากษัตริย์ เช่น ประเทศไทยบ้าง  โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านที่เคยมีกษัตริย์มาก่อนถึงกับกล่าวกับเพื่อนคนไทยว่า  คนไทยมีบุญที่มีพระมหากษัตริย์ผู้ประเสริฐ  พวกเขาเองอยากมีกษัตริย์เช่นก่อนบ้าง

ไม่น่าเชื่อว่า  “ในหลวง”  ซึ่งเป็นคนคนหนึ่งแต่มีความสามารถเหนือ “คน” พระองค์ท่านเป็นทั้งนักรัฐศาสตร์  นักนิติศาสตร์  นักปกครอง  นักวิจัย  ศิลปิน  ดนตรี  นักกีฬา  ครูที่ยิ่งใหญ่  ทุกอย่างรวมอยู่ในคนคนเดียว

 หลังจากทรงทำพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อปี 2493  และประกาศพระปฐมบรมราชโองการว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม  เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”  พระองค์ทรงใช้เวลา 2 ปีแรกศึกษาว่าประชาชนต้องการอะไร  หลังจากนั้นพระองค์ทรงงานหนักเพื่อให้ประชาชนไทยพ้นจากความยากจน จนถึงวันนี้ปี 2558  ซึ่งครบ 88 พรรษา  แม้ทรงพระประชวรก็ยังทรงงานเพื่อประชาชนสื่อเกาหลีใต้เรียกพระองค์ว่า  “พระพุทธเจ้าที่ยังมีชีวิต” ฝรั่งเรียกพระองค์ท่านว่า“Working King”  แม้ประชาชนไทยจะก้าวไม่พ้นความยากจน   แต่ฝรั่งมองว่า  พระองค์ท่านคือ “Champion of the Poor” องค์จริง  มีนักการเมืองไทยบางคนที่ขายฝันโครงการต่างๆ เพียงไม่กี่ปีพยายามสถาปนาตัวเองเป็นขวัญใจคนจน  พยายามแย่งพสกนิกรส่วนหนึ่งไปเป็นพวกตนแต่ก็ไม่สำเร็จ

อย่างไรก็ดี  เมื่อโลกเปลี่ยนไปเทคโนโลยีก้าวหน้ามากขึ้น ความคิดของคนเปลี่ยนไป  ฝ่ายตรงข้ามก็ใช้เทคโนโลยีโหมกระหน่ำโจมตีบ่อนทำลายสถาบันกษัตรย์ไทยในทุกรูปแบบ  จากที่เคยมีคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพปีละ 3-4 คดีก่อนปี 2549  ปรากฏว่าคดีเพิ่มขึ้นเป็น 2 หมื่นกว่าคดีหลังปี 2549  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกล่าวร้ายผ่านสื่อออนไลน์ที่นับข้อความที่ส่งหนึ่งข้อความของหนึ่งคนเป็นหนึ่งคดี  จึงทำให้ดูเหมือนว่ามากขึ้น  แต่จริงๆ แล้วก็มากขึ้นจริงๆ  และวิธีหลักคือผ่านสื่อออนไลน์

เวลานี้สงครามระหว่างกลุ่มบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาชนผู้จงรักภักดีเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง   สนามรบเปลี่ยนไปเป็นสงครามไซเบอร์  แนวรบเกิดได้ทุกหนทุกแห่งทุกเวลาตลอด 24 ชั่วโมง  นักรบไม่จำเป็นต้องเป็นทหารอกสามศอก  แต่ผู้ชาย  ผู้หญิง  คนข้ามเพศ  เด็ก ผู้ใหญ่ทุกคนเป็นนักรบได้  เพียงแต่มีสมาร์ทโฟน  ไอแพด  โน้ตบุ๊ก  หิ้วไปที่ไหนก็ทำการรบได้ทั้งกลางวันกลางคืน  ทุกแห่งตราบที่มีคลื่นโทรศัพท์  ผลสะเทือนกว้างขวางกว่าที่คิด  เป็นการสู้และเอาชนะกันทางความคิด

อ่านบทความนี้เสร็จ  รีบไปเปิดดูเว็บไซต์ www.thestoryoffather.com หรือจะเข้าไปในดูในยูทูบ หรือหาในกูเกิล  พิมพ์ข้อความนี้หรือคำว่า The Reason ก็ได้   ผู้ใหญ่ดูแล้วน้ำตาจะไหล คนหนุ่มสาวดูแล้วจะรักในหลวงเพิ่มขึ้น เราอยากเห็นหนังโฆษณาดีๆ เพื่อสังคมและประเทศชาติแบบนี้มากๆ และเชื่อว่าจะได้ผลคุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายที่ลงทุนไป

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์